ก่อนอื่นต้องขอโทษก่อนนะครับที่อาจจะทำให้รอนานไปซักหน่อยกับตอนที่ 2 เพราะตอนนี้งานค่อนข้างรัดตัวครับ 

ในเรื่อง เมื่อเมืองจีนเขย่าโลกตอนที่ 1 [http://gotoknow.org/blog/GoReadABook/81211] เราพูดกันส่วนมากถึงเรื่องความเจริญเติบโตและความรุ่นเรื่องของเมืองจีน รวมไปถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้เมืองจีนเจริญเติบโตขึ้นได้ในปัจจุบัน

ตอนที่ 2 นี่เราจะมาพูดถึงปัญหาครับ ว่าเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์กันว่าอีก 30-40 ปี เมืองจีนนั้นจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศสหรัฐอเมริกาอีกนั้น จะเจออุปสรรคอะไรบ้าง

ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ตอนนี้เปิดกันด้วยเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุดปัญหาหนึ่งในประเทศจีนตอนนี้ จากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิต ที่ไร้การควบคุมของรัฐบาลกลาง กฏหมายอันล้าสมัย และไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด ทำให้โรงงานต่างๆนั้นสามารถปล่อยน้ำเสีย และก๊าซผิดออกมาโดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่าจะทำผิดกฏหมาย เมืองจีนนั้นปัจจุบันถือเป็นประเทศอันดับต้นๆที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ทำให้โอโซนโลกเรานั้นหดหายไปเรื่อยๆ

ในหนังสือได้กล่าวถึงความย่ำแย่ของอากาศในประเทศจีนว่า อยู่ในอันดับที่ 16 จาก 20 อันดับที่มีอากาศแย่ที่สุดจากการสำรวจของWorld Bank ก็น่าคิดนะครับว่าทำไมถึงอยู่ใน World Bank's list มากกว่าอยู่ใน list ของหน่วยงานอื่นด้านรักษาสิ่งแวดล้อม

อันนี้ยังไม่นับถึง 30% ของพื้นที่ในประเทศจีนที่โดนฝนกรดเล่างานจากมลภาวะเป็นพิษทางอากาศ ฟังดูแล้วแย่จริงๆนะครับ แต่ช้าแต่คุณเจมส์ยังกล่าวต่อไปอีกว่า จากการวิจัยของศาสตราจารย์ด้านเคมีชื่อ Daniel Jacob แห่งมหาวิทยาลัย Harvard แกบอกว่าฝุ่น ปฏิกูลจากอากาศจากเมืองจีนเนี่ย มันลอยมาถึง New England (รัฐที่อยู่ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี Connecticut, Maine, Massachusetts, New Hampshire, Rhode Island, and Vermont.[อ้างอิงจาก Wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/New_England])

ก็น่าคิดนะครับว่ามันลอยไกลไปถึงอเมริกา แล้วเมืองไทยจะเป็นเช่นใต แต่ก็น่าแปลกใจต่อไปว่าแล้วฝุ่น ปฏิกูลทางอากาศ มันมี DNA หรือไง ถึงบอกได้ว่ามาจากเมืองจีน

คุณเจมส์ก็ยุติธรรมดีนะครับ แกบอกว่า แต่จะไปโทษคนจีนอย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะว่าไอ้บริษัทที่มันเปิดในประเทศจีน ส่วนมากก็เป็นพวกบริษัทข้ามชาติไปลงทุน ไปหาทางที่จะผลิตสินค้าราคาถูก ลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เมืองจีนก็แค่เป็นหมากต้วหนึ่งในเกมส์ของทุนนิยมเท่านั้น

ปัญหาด้านมลภาวะเป็นพิษ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้นั้น ทำให้รัฐบาลปักกิ่งต้องเร่งปรับปรุง และแก้ไขเป็นการด่วน เนื่องจากว่าคนจีนเริ่มมีปัญหาด้านสุขภาพทางด้านทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น นี่ยังไม่นับโรคประหลาดๆที่ว่ากันว่ามาจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ และเป็นโรคที่ยังรักษาไม่หายและเราก็รู้จักกันดีอย่าง SARS หรือไข้หวัดนก

นายเจมส์ยังกล่าวต่อไปครับว่า ฮ่าๆๆๆ แล้วในเมื่อรัฐบาลปักกิ่งต้องเสียเงินเสียสตางค์มาบำบัดมลภาวะ แล้ว GDP ที่โตวันโตคืนนะจะเป็นจริงได้อย่างไร แล้วถ้าเราคิดกันถึง GREEN GDP (Green GDP = GDP - ค่าประเมินการในการบำบัดปัญหาสิ่งแวดล้อม) แล้วล่ะก็ เมืองจีนนั้นแทบจะไม่ได้โตขึ้นเลย

ปัญหาป่าไม้

นอกจากโรงงานก็โผล่ขึ้นมาเป็นดอกเห็บ แถมยังพ่นพิษอย่างไม่หยุดยั้ง แทนที่เมืองจีนจะมีโรงงานบำบัดคาบอนไดออกไซด์ธรรมชาติอย่างป่าไม้เพิ่มขึ้น กลับไปทำลายป่าไม้ซะนี่ แล้วแบบนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องอากาศเป็นพิษได้อย่างไรใช่ไหมครับ

สาเหตุที่ป่าไม้นั้นลดลงไปเรื่อยๆ ก็เพราะว่าเมืองจีนนั้นต้องการไม้ไปทำเฟอร์นิเจอร์และกระดาษครับ เมื่อทั่วโลกลดการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้และผลิตกระดาษลง เมืองจีนก็รับหน้าเสื่อใหญ่ ผลิตๆๆๆๆๆ ผลาญๆๆๆๆ ป่าไม้ตัวเองไปเรื่อย

แต่แค่ป่าตัวเองยังไม่พอนะครับ นายเจมส์แกบอกว่าในเมื่อโรงงานจีนโตไปเรื่อยๆ ของล้นสต็อกก็ไม่หยุดผลิต ทำให้เกิดการลักลอบตัดไม้ในประเทศอื่นแล้วส่งไปขายในเมืองจีนด้วย หนังสือบอกว่า ไม้ผิดกฏหมายจากประเทศอินโดนีเซียนั้นไปโผล่ที่เมืองจีนมากถึง 8.5 ล้านลูกบาศก์ฟิต (นี่ยังไม่ได้รวมไม้ที่ถูกกฏหมายนะครับ)

นอกจากขายไม้เป็นท่อนๆแล้ว การทำลายป่าอาจจะมาจากรูปแบบอื่นๆด้วย นั่นก็คือถางป่าไปปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นที่ถูกปากคนจีน ตาเจมส์แกบอกว่า ที่บราซิลนั้น เกษตรกรบราซิลนั้นถางป่าอะเมซอนไปถึง 16,000  ตารางไมล์ หรือประมาณกว่า สี่หมื่นตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าเกาะไต้หวันอีกนะครับ (อันนี้ผมคำนวณออกมาเองครับ)

เพราะฉะนั้นเมืองจีนนี่ขยับตัวไปไหนก็น่ากลัวจริงๆทั้งสร้างสรรค์และทำลายได้ในคราวเดียวกัน

ปัญหาน้ำ

น้ำที่ประกอบเป็นโลกเราประมาณ 3 ส่วนจาก 4 ส่วน จุดเริ่มต้นอารยธรรมหลายแห่งของโลกนั้นกลับกลายเป็นปัญหาที่สำคัญของมนุษยชาติ ผมได้ตอบไปในบล็อกเรื่อง Planet India [http://gotoknow.org/blog/GoReadABook/80831] ว่าปัญหาน้ำนั้นกำลังเป็นปัญหาหลักของประเทศอินเดีย

ที่ใกล้กันอย่างเมืองจีนก็ไม่เว้นครับ เมืองจีนที่เจมส์บอกว่าเห็นแม่น้ำฮวงโหที่ยิ่งใหญ่ไหลเอื่อยๆ สีก็ขุ่นเข้ม ไม่เหลืองเหมือนอย่างที่โม้ เพราะว่ามีแต่ตะกอนกับโคลน ไม่ได้มีดินเหลืองที่อุดมสมบูรณ์นั้นพัดมาเหมือนแต่ก่อน

เจมส์บอกว่าในเมืองจีนนั้นมีแม่น้ำหลายสายเลยด้วยซ้ำที่หน้าแล้ง น้ำไหลไปไม่ถึงทะเล นี่ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในหลายๆพื้นที่ และการก่อสร้างเขื่อนนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ อาจจะทำให้น้ำขาดเพิ่มมากขึ้นก็ได้

นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากโรงงานปล่อยน้ำเสียทิ้งลงไปในแม้น้ำลำคลองอีกนะครับ

ขอนอกเรื่อง ในเรื่องน้ำนั้นเจมส์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปรัชญาจีนไว้นิดหนึ่งครับว่าในสมัยก่อนนั้น (นึกถึงสมัยฮ่องเต้จีนครับ) การแก้ปัญหาน้ำเสียนั้นมีอยู่ 2 แนวทางหลักๆ ก็คือแนวทางเต๋า เต๋านี่สอนให้คนไปตามธรรมชาติ ก็เลยบอกให้คนนั้นไม่ต้องไปอยู่ใกล้ๆแม่น้ำ เพราะเดี๋ยวน้ำท่วมจะลำบา กับอีกแนวทางหนี่งก็คือแนวทางขงจื้อ ขงจื้อนี่สอนให้สู้ธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก็เลยสอนให้สร้างเขื่อนขุดคลอง เพื่อป้องกันน้ำท่วม

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมนั้นก็จะขึ้นอยู่กับว่าราชสำนักนั้น ยึดมั่นในลัทธิไหนมากกว่ากัน เรื่องปรัชญานี่ผมความรู้น้อยครับ ถ้าจะมีผู้ใดเสริมต่อผมก็จะขอขอบคุณเป็นอย่างสูงครับ

ปัญหาสังคม

ปัญหาสังคมนั้นดูจะโดดเด่นเด้งออกมาเลยทีเดียวครับสำหรับคนจีน เราเริ่มจากปัญหาที่ทันสมัยในวงการ Internet (อ้อ Internet จริงๆแล้ว i ต้องตัวใหญ่เสมอนะครับ) นั่นก็คือปัญหาเรื่องขโมย identity ครับ

เมืองจีนนั้นมีปัญหาเรื่องการขโมย identiy อย่างแพร่หลาย เพราะว่า เมืองจีนนั้นมีปัญหาเรื่องชนชั้นอยู่ครับ ชนชั้นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวรรณะแบบอินเดียนะครับ แต่เป็นชนชั้นอาชีพครับ เช่นชาวนา 

พวกชาวนานี้จะมีใบเหมือน passport นะครับว่า อยู่ที่ไหน เวลาจะไปไหน ออกนอกเมืองต้องไปขออนุญาตนะครับ ไม่ใช่เล่นๆไป อ่านแล้วคิดถึงเรื่องซอดองโยนะครับ สมัยก่อนนี้มีป้ายฐานะด้วย ไปไหนต้องมีการตรวจ แล้วก็มีการปลอมอีกต่างหาก หรือว่าปัญหาพวกนี้นี่มันก็มีของมันอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้แค่นั้นเอง

อ่านไปแล้วก็คิดว่าเมืองไทยนี่ดีนะครับ ไม่ค่อยมีปัญหาพวกนี้เท่าไร อ่านแล้วรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงได้เลิกทาสและระบบไพร่ ทำให้ประเทศไทยไม่ต้องมีปัญหาเรื่องชนชั้นและวรรณะ 

อ้าวนอกเรื่องมาซะยาวแล้ว กลับเข้าเรื่องดีกว่า คำถามก็คือแล้วทำไมต้องขโมย identity กันด้วย (ขโมยนี่ คือขโมยทั้งชื่อ ที่อยู่ ชื่อพ่อชื่อแม่ ขโมยหมดเลยครับ) คำตอบก็คือเพราะการศึกษานั้นเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกชนชั้นชาวนาที่อยู่ชนบทครับ ถ้าอยากไปทำงานในเมืองก็ต้องสอบผ่านไปเรียนมหาวิทยาลัย นี่คือก้าวแรกครับที่จะไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำที่ไม่ใช่ต้องเป็นกรรมกรหรือชาวนา ไปเจอลูกผู้ดีมีสกุล และยกระดับชีวิตของตัวเอง

ดังนั้นก็เลยมีการปลอมตัวกันเกร่อไปหมด แล้วถ้าคุณคิดว่าปลอมแล้วจะไปเปลี่ยนชื่อกลับนี่ ไม่ได้เลยครับ ปลอมแล้วก็ต้องปลอมไปเรื่อยๆ ในหนังสือยกตัวอย่างถึงผู้หญิงคนหนึ่งครับ ว่าสามีนั้นไม่รู้เลยว่าภรรยาของเขานั้นใช้ชื่อปลอมของคนอื่นมา

นอกจากปัญหาปลอม identity กันแล้ว ก็เรื่องพวกข้าราชการปลอมที่มารีดไถชาวบ้าน ทะเบียนรถปลอม ทะเบียนรถปลอมนี่ไม่ใช่ทะเบียนปลอมแบบบ้านเรานะครับ ที่ปลอกกันทั่วๆไป แต่ที่จีนเนี่ย คือขายป้ายปลอมที่ดูเหมือนป้ายรถที่ใช้ในพรรคคอมมิวนิสต์ หรือข้าราชการสูงๆครับ เพราะพวกนี้ตำรวจไม่กล้าจับ จอดในที่ห้ามจอดได้แล้วก็ไม่โดนเรื่องขับเร็วเกินกำหนดครับ

ผมค่อนข้างแปลกใจที่หนังสือไม่พูดถึงเรื่องปัญหาสุขภาพและการรักษาพยาบาล ผมกำลังคิดว่าเพราะว่าประเทศจีนนั้นเป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า ทำให้การรักษาพยาบาลคนของตัวเองนั้นฟรีครับ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องการจัดการด้านการรักษาพยาบาลก็น่าจะสำคัญและเป็นเรื่องใหญ่มากที่เดียว เพราะว่าคนจีนนั้นเยอะมาก แล้วก็สุขภาพแย่ลงไปเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากปัญหาสภาวะแวดล้อมเป็นพิษ

แต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่า ก็ไม่แน่นะ เมืองจีนอาจจะใช้ยาที่ผลิตเองและละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นหลักก็ได้ ทำให้ได้ยาที่ราคาถูก ทำให้ในหนังสือไม่กล่าวถึงครับ

ปัญหาเศรษฐกิจผิดกฏหมาย (Underground Economy)

หนังสือบอกว่าเศรษฐกิจผิดกฏหมาย หรือพวกใต้ดิน เจ้าพ่อ มาเฟีย นี่ถ้านับไปนับมา อาจจะประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP จีนเลยทีเดียวนะครับ ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าในเศรษฐกิจผิดกฏหมายของจีนนี่รวมไปถึงอะไรบ้าง ผมคงตอบไม่ได้ว่ามีหวยใต้ดินหรือเปล่า โสเภณีมีไหม (คือมีนะมีครับ แต่ไม่รู้ว่าถูกกฏหมายหรือเปล่า) ในหนังสือนั้นพูดแค่เรื่องหนีภาษีครับ ที่พยายามหลีกเลี่ยงกัน

แต่หนังสือก็พูดว่าเดี๋ยวนี้อีกอาชีพหนึ่งที่ฮิตกันมากในเมืองจีนก็คือ นักสืบเอกชนครับ ที่คอยไปตามดูว่าคุณผู้ชายไปมี ชู้ มีกิ๊ก ไปมีบ้านเล็ก บ้านน้อยหรือเปล่า แต่ที่เด็ดคือ ไม่ต้องการแค่รูปถ่ายครับ รูปถ่ายนี่น้อยไป ของพิสูจน์ก็คือกางเกงในของคุณผู้ชายครับ อ่านแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้เหมือนกันนะครับว่า ปัญหาของคนนี่มันก็ซ้ำๆกันทุกที่แหละ ไม่ว่าชาตินี้จะมีอารยธรรมยิ่งใหญ่ในอดีต หรือเจริญด้านวัตถุนิยมในปัจจุบัน

พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจผิดกฏหมาย จะว่าผมนอกเรื่องไปไหมถ้าผมอยากจะเขียนระบายความในใจสักหน่อย ผมมองว่าประเทศไทยนั้นชอบพูดกันมากเรื่องเศรษฐกิจทีผิดกฏหมาย อย่างเช่นหวยใต้ดินและก็โสเภณี ผมเคารพทุกๆข้อคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ผมชอบฟังฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากกว่า เพราะว่าผมเห็นด้วยที่จะทำให้มันมาอยู่บนดิน

อ่านตรงนี้แล้วผมเชื่อว่าหลายๆท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมๆๆๆๆ ผมถึงอยากทำให้มันมาอยู่บนดิน ผมมองแบบนี้ครับว่า

1. เราสามารถปราบมันได้หมดไหม หรือถ้าไม่หมด เราปราบให้มันลดลงได้ ครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่หรือเปล่า

2. เราต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าไรในการปราบปราม แล้วมันคุ้มหรือเปล่า

เพื่อนผมเคยคุยกับผมเรื่องนี้ครับ หลายคนด้วย ส่วนมากที่คุยก็จะไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้เศรษฐกิจใต้ดินมาอยู่บนดินเท่าไรนัก ผมถามเพื่อนผมว่า (และผมก็ขอบังอาจเอาคำถามนี้ขึ้นมาถามที่นี่) รัฐบาลไม่มีเงิน ถังแตก (ใครอยู่กระทรวงการคลังจะเถียงก็ได้นะครับ) แล้วรัฐบาลจะหาเงินได้อย่างไร หลักๆก็มีสองวิธีใช่ไหมครับ กู้ยืม กับ ขึ้นภาษี

ผมเลยถามเพื่อนผมต่อไปว่า แล้วให้เลือกระหว่างรัฐบาลขึ้นภาษี กับ เอาไอ้ที่ผิดกฏหมายบางอย่างมาทำให้ถูกกฏหมายซะ แล้วก็คิดภาษีเหี้ยมนิดหนึ่ง เพื่อจะใช้มาตราการทางภาษีมาปรามไม่ให้มันมีมากจนเกินไป รวมถึงปราบปรามพวกที่ทำผิดกฏหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่ขึ้นภาษีกับคนทั่วไป ผมถามเพื่อนผมว่า เพื่อนผมจะเอาแบบไหน ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมเลยคิดว่ารัฐสมควรจะยอมให้เศรษฐกิจใต้ดินบางตัว ที่ไม่ได้ยังผลเสียหายร้ายแรงมากต่อสังคมขึ้นมาอยู่บนดินครับ

แล้วไม่ทราบว่าทุกท่านเลือกแบบไหนครับ

ผมพูดต่อไปว่า แล้วถ้าขึ้นภาษีจริง ทำไมรัฐบาลต้องลงโทษคนดีที่เป็นส่วนมากของประเทศ แต่ไม่ลงโทษคนเลวที่เป็นส่วนน้อยของประเทศ กับความไร้ประสิทธิภาพของตัวรัฐบาลเองหล่ะ อันนั้นเป็นอะไรที่ผมสงสัยครับ

ผมเห็นด้วยเฉพาะแค่บางอย่างนะครับ ไม่ใช่ทุกอย่าง อย่างเรื่องยาเสพติดและคอรัปชั่น นี่ผมก็ว่าต้องปราบให้ถึงที่สุดครับ

ผมว่าผมจบตอนนี้แค่นี้ก่อนดีกว่าครับ เพราะว่าบล็อกนั้นเริ่มยาวไปแล้ว แถมลงท้ายไว้ด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับประเทศจีนเลย แต่ก็บังเอิญพูดถึงเรื่องนี้นะครับ ผมก็เลยขออนุญาตเลยตามเลย

เรื่องเมืองจีนผมขออีก 2 ตอนนะครับ ตอนหน้าเราจะมาพูดกันเรื่อง คอมมิวนิสต์กับทุนนิยม แล้วมันจะไปด้วยกันได้หรือเปล่า เจมส์ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจหลายเรื่องทีเดียวครับ

ส่วนตอนสุดท้าย ผมขออนุญาตมองในมุมเปรียบเทียบระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ระหว่าจีนกับอินเดียครับ

ที่มา: Kynge, J. China shakes the world, Houghton Mifflin, NY, 2006. ISBN 978-0-618-70564-1