ไม่รู้ว่านานแค่ไหน หรือว่าจวบจนสิ้นลมหายใจ ถึงจะได้รู้ว่า บนเส้นทางการพัฒนาสังคม จะไปสิ้นสุดตรงจุดไหน ควรเป็นรูปแบบใด  คำถามนี้ทำเอาผมสงสัยเป็นวักเป็นเวร(จนเครียด!!!!) พักใหญ่  เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้นหรือ?  ก้อยิ่งทำยิ่งเหมือนโจทย์จะยากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาหลายอย่างซับซ้อนมาก แทบหาทางออกไม่เจอ ในมุมของการพัฒนาอาจมองว่า ทุกๆปัญหามีทางออกเสมอ ก็จริงอยู่นะครับ  ผมก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน แล้วจะมีใครมองแบบนี้ได้สักกี่คน เพราะทุกวันนี้ผมเปรียบเสมือนว่างานที่ต้องกระทำกับสิ่งที่เรียกว่าคนนั้น ต้องอาศัยหัวจิตหัวใจ ที่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มากยิ่งขึ้น แต่ความรู้หลายๆอย่างที่นำมาใช้ กลับเป็นความรู้จอมปลอม ไม่สามารถใช้ได้จริง เป็นแค่จินตนาการของคนคิดมาใช้เท่านั้นเอง

ผมสังเกตจากการเข้าร่วมประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อค้นหาและพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อพัฒนาจังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ 1 - 2 มีนาคม 2550 ที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร  ซึ่งดำเนินตามโครงการสำนักประสานงานการวิจัยและพัฒนาเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)   ผมเห็นการแลกเปลี่ยนที่ดุเด็ดเผ็ดมัน เอาความคิดของใครของมันมาฉะกันกลางเวทีประชุม โดยเฉพาะประเด็นการทำงานของ "ข้าราชการ"  (บางกลุ่ม)  ยิ่งคุยกันลึกลงไปยิ่งน่าตกใจ นี่นะหรือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ผมคงไม่ลงรายละเอียดให้ทราบนะครับ เพราะมันไม่ได้มีคุณค่าสำหรับการเรียนรู้สักเท่าไร แถมพูดไปก็พลอยทำให้จิตใจมัวหมอง แต่ประเด็นที่ทำเอาผมแปลกใจเป็นพิเศษก็คือ  การแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยของนักวิชาการ(บางกลุ่ม) ที่มองว่า การทำงานของชาวบ้าน ไม่ใช่ของจริง พูดอะไรออกมาก็ไม่น่าเชื่อถือ  อ้าว!!!! พูดอย่างนี้ได้ไง?  ก็เค้าเป็นผู้ปฏิบัติเรียนรู้ด้วยมือของเค้ามาตลอด  นักวิชาการกลับมองว่าชาวบ้าน "หลงทาง"  อาจจะจริงในแง่ของนักวิชาการ แต่โทษทีเถอะ ชาวบ้านไม่ใช่ตัวละคร ที่ผู้กำกับจะกำหนดกะเกณฑ์การแสดงของเค้าได้  ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายเสียอีก  ต้องเข้าใจด้วยว่าวิถีชีวิตชาวบ้านมีหลากหลายมิติ จะต้อง "ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมลงทุน ร่วมรับผลประโยชน์"  จาก 4 ภาคี คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาควิชาการ   พัฒนาจากจุดเล็กๆซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหา แล้วขยายไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ  ต้องตั้งคำถามว่า ทำไม? ทำไม? เรื่อยๆจนกว่าจะตอบไม่ได้ นั่นจึงจะเป็นการแก้ปัญหา "เกาถูกที่คัน"  อย่างที่ รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ รองผู้อำนวยการ สกว. ฝ่ายวิจัยและพัฒนา  ได้สรุปทิศทางการวิจัยเพื่อพัฒนาทั้งพื้นที่จังหวัดพิจิตร หลังจากระดมความคิดเห็นกันมา 2 วัน  แต่นักวิชาการ (บางกลุ่ม) ก็อีกแหล่ะกลับมองด้วยทัศนคติ ว่า สุดท้ายผลประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่กลุ่มชมรมเกษตรธรรมชาติฯ ฝ่ายเดียว!!!  กล่าวคือ  กรอบของโจทย์วิจัยนั้นสรุปเรียงลำดับความสำคัญแล้ว ปรากฏว่า ประเด็นเรื่องการเกษตร เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน และมีความเป็นไปได้สำหรับการดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้  ซึ่งประเด็นนี้ถูกคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเบนเข็มมาที่ทิศทางนี้แน่นอน    แล้วจะแปลกอะไร เพราะพิจิตรเองก็เป็นเมืองเกษตรกรรม   อีกทั้งผู้เข้าประชุมก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือนักส่งเสริมด้านนี้อย่างเดียว มีหลากหลายสาขา (แถมอยู่กันไม่ครบกระบวนการด้วยซ้ำ)  แล้วสาขาอื่นจะเรียกร้องให้ได้อะไรขึ้นมา ทำอะไรไม่ค่อยนึกถึงความเป็นจริงเล้ยยยยย  ขนาดนั่งฟัง ร่วมระดมความคิดเห็น ยังไม่ค่อยจะอยู่กันเลย โดยเฉพาะ ข้าราชการ(บางกลุ่ม)  ขายขี้หน้าชะมัด  เชื่อไหมครับหากลองนับผู้เข้าร่วมหลังจากที่ผู้ว่าฯ ปรีชา เรืองจันทร์ มากล่าวเปิดงานแล้ว จำนวนข้าราชการ(บางกลุ่ม)  เหลือน้อยกว่า อาจารย์นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มาร่วมประชุม เสียอีก อายเค้าไหมเนี้ยะ  นี่จึงเป็นกระจกสะท้อนการทำงานของ ข้าราชการ จริงๆ  ผมว่าจะไม่พูดถึงแล้วนะเนี้ยะ สุดท้ายก็ย้อนมาจนได้ (โดยไม่รู้ตัว)      ก็อย่างว่าแหล่ะครับถ้าไม่มีบุคลากรอย่างนี้ เราคงไม่รู้หรอกว่า "เราไม่ชอบอะไร"  อย่าทำอย่างที่เค้าเป็นเองก็แล้วกัน (ย้ำเตือนตัวเองในใจ)       ทุกวันนี้จึงคิดแต่เพียงว่ามันเป็นพรหมลิขิต ที่ทำให้ต้องเจอกัน คำถามคือว่า แล้วเราจะเอาจุดแข็ง จุดเด่น ของแต่ละคนมาร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนากันได้อย่างไร??? นี่คือโจทย์ใหญ่ทีเดียว เพราะเห็นว่าเรื่องแนวความคิด เป็นสงครามจิตวิทยา ที่ปรับความเข้าใจกันไม่ใช่เรื่องง่าย  เพราะส่วนใหญ่ที่คุยกันมักเอาเทคนิควิธีการเป็นตัวตั้ง ใครก็ว่าของตัวเองถูก ดี เด่น ทั้งนั้น  โดยลืมเอา "คน(กลุ่มเป้าหมาย)เป็นตัวตั้ง"   ผมคิดว่าไอ้เรื่องเทคนิควิธีการมันยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการทำงานได้ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็บอกว่าไม่ตรงตามทฤษฎี "บ้า!!!ทฤษฎี" อะไรกันนักหนา มันเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้นเอง ไปยึดติดกันมาก งานก็ไม่เคลื่อนไปไหนได้สักที     .......รู้ดี แต่ว่าทำไม่ได้เพราะมันไม่เท่ห์ อะไรที่อธิบายให้เข้าใจยากๆถึงจะดี......  (แปลกแฮ่ะ!!!)

จากการเข้าร่วมเวทีประชุมนี้ทำให้ผมได้บทเรียน 3 ข้อครับ

1 .กระบวนการระดมความคิดด้วยเทคนิค ABCD : Area-Based  Collaborative Reserch and Development  

2.ได้เห็นคนที่ตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา ทำงานพัฒนาด้วยใจ ไม่ยึดติดอยู่เพียงเทคนิควิธีการ และใช้ข้อมูลความเป็นจริงมาเป็นพื้นฐาน

3.ได้เห็นทัศนคติการทำงานของผู้หลักผู้ใหญ่ (บางกลุ่มบางคน) ที่ไม่ได้เรื่อง ไร้สาระคุณค่าแก่การจดจำ

หลังจากได้กรอบโจทย์วิจัยแล้วทางทีมงานประสานงานวิจัย ก็จะกลับไปเรียบเรียง และนำส่งกลับมายังพื้นที่จังหวัดพิจิตร เพื่อให้ทางนักวิจัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ได้เขียนแผนเสนอกระบวนการทำงานตามกรอบดังกล่าว ต่อไป   .......ภาวนาสาธุ ให้ความร่วมมือเกิดขึ้นจริงๆเถอะ บ้านเมืองจะได้ยกระดับการพัฒนาให้ดีขึ้น อย่าให้ขึ้นชื่อว่าทำไปแล้วเหนื่อยเปล่าเล้ยยยยยย.......