เมื่อผิดกลายเป็นถูก 

ภาษาเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามคนที่ใช้     คำใดที่คนใช้มากและยอมรับ      ทั้งที่อาจผิดไปจากหลักภาษา(ตามตำราภาษาไทยกระแสหลัก)  ก็อนุโลม(ยอม)ได้  เพราะพอจะอธิบายได้  ว่าด้วยเหตุใดจึงอนุโลมได้  

แต่บางคำ...   โดยเฉพาะคำว่า    มั้ย , นะ  และ  ว้าว..ว..ว    ทำให้ดิฉันลำบากใจมาก  เพราะสอนอย่าง  แต่เด็กเห็นอีกอย่าง     ทุกวัน   ตามป้าย  ตามหนังสือ  ตามสื่อ  ฯลฯ  สิ่งเหล่านั้นมีอิทธิพลมากกว่าเสียงบ่นของดิฉัน  ที่พยายามสอนที่มาและพร่ำบอกอย่างง่ายว่า  ตามหลักการเขียนแล้วเราไม่ใส่วรรณยุกต์ตรีบนพยัญชนะใด  นอกจากอักษรกลาง             เท่านั้น  เราไม่ใส่วรรณยุกต์ตรีบนอักษรสูง  และอักษรต่ำ  พึงเข้าใจหลักเสียก่อน  และทำให้ถูกหลักก่อน   จากนั้นจะบิดเบนอย่างไรก็จะได้ระลึกรู้     มิใช่ทำไปโดยไม่มีหลักการร่วมใดๆ  

          เพราะมองให้ลึกซึ้งแล้ว นั่นแปลว่ากำลังเอาแต่ใจและเห็นแก่หลักตูเป็นที่ตั้ง     สังคมอย่างนั้นอันตรายนัก

 

ที่ยิ่งไปกว่านั้น  คำที่ใส่วรรณยุกต์ตรีบนอักษรกลางหรืออักษรต่ำเป็นคำที่ถ่ายเสียงของคำออกมาให้เป็นเสียงสูงตรงกับใจผู้ใช้       (แปลว่าถ้าได้ตามความพอใจของตัวก็จะชอบใจเป็นอันมาก)    ประกอบกับด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างที่มาประจวบเหมาะกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ    ทำให้การสะกดคำเหล่านี้  เป็นคำที่ยอมรับได้  และใช้กันแพร่หลาย  เขียนกันได้อย่างเป็นอัตโนมัติ   

อาทิ      ปัจจัยเชิงโครงสร้างอย่างการสอบเอ็นทรานซ์  ที่ทำให้ครูสอนด้วยวิธีคิดแบบคำตอบที่ถูกมีคำตอบเดียว   ในถาดตัวเลือกแบบสำเร็จรูปที่พิมพ์มาให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว   จึงทำให้การเขียนแบบคัดลายมือ(ฝึกซ้ำๆจนจำและไม่กล้าผิด)ไม่จำเป็นอีกต่อไป   โอกาสที่จะฝึกสะกดคำให้ถูกด้วยการเขียนย้ำซ้ำด้วยความเข้มงวดของครูจึงมีน้อยลง

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือการปฏิรูปการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  อยู่ในช่วงเหวี่ยงสุดโต่งไปข้างที่ผู้เรียนต้องคิดเองมากกว่าที่ผู้สอนจะบอกอย่างเอาใจใส่เข้มงวดจริงจัง  ประกอบกับระบบประเมินครูที่บังคับให้ครูต้องดิ้นรนเอาตัวรอดทำผลงานของตัวก่อน    ทำให้ผู้เรียนแห่งยุคสมัย(นี้)จำนวนมาก  ต้องกลายเป็นเด็กที่อ่านไม่ออก  เขียนไม่ได้  มีภาษาใช้จำกัดนั่นแปลว่ามีวิธีคิดจำกัดไปด้วย   และจะไม่มีใครเสียเวลากับการย้ำซ้ำ(แปลว่าเอาใจใส่)   เรื่องตัวสะกดเล็กๆน้อยๆอีก

ปัจจัยการยอมรับว่ากฏทุกกฏยอมมีข้อยกเว้น  ดังเช่นที่ราชบัณฑิตยอมรับให้มีคำที่เขียนและอ่านออกเสียงได้ตามความนิยม  ทำให้มีวิธีสะกดหรือออกเสียงคำเพิ่มมากขึ้น   แปลว่าเมื่อมีคำใหม่เข้ามา  ก็ต้องรอพิจารณาก่อนว่าจะยอมให้เป็นคำตามความนิยมได้ไหม      ช่วงที่รอนั้น  ก็ใช้ๆกันไปก่อน      และใช้กันจนติด...แกะไม่ออกอีกต่อไป        ไม่ว่าคำที่พิจารณาว่าให้เขียนตามหลัก  จะสมเหตุสมผลหรือไม่  ก็ช่วยไม่ได้  เพราะใช้กันจนติด  ผิดกลายเป็นถูกไปเสียแล้ว 

 ทั้งนี้  อาจมองรวมไปถึงปัจจัยเชิงวิธีคิดแบบยุคหลังทันสมัย(ถ้าเชื่อว่ามีวิธีคิดชุดนี้อยู่จริง)   วิธีคิดชุดนี้มีแนวโน้มจะยอมรับความแตกต่างหลากหลาย    โดยมีนัยยะว่า  ถูก   หรือ   ผิด  เป็นเรื่องของมุมมอง และลึกๆแล้วคือการปฏิเสธอำนาจที่(คิดว่า)ครอบงำอยู่    อาจส่งผลทำให้เกิดการยอมรับได้ว่า การสะกดคำ  การถ่ายเสียงคำ เป็นธรรมชาติของความแตกต่างหลากหลาย   ไม่ควรใช้อำนาจครูภาษาไทย   หรือหลักการตามหนังสือหลักภาษาไทยเก่าๆเข้าไปครอบงำ

 อีกประการก็คือ  กฏการย้ำซ้ำอย่างง่ายที่ทรงพลังของสื่อทุกประเภท      ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ  ทำให้เด็กเห็นคำและการสะกดคำชุดนั้น  ทุกวัน  ทุกเวลาที่ลืมตา  ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม  

หากเป็นด้วยปัจจัยร่วมที่ประจวบเหมาะดังที่กล่าวมานี้แล้วไซร้   ก็ไม่แปลกอีกที่นักศึกษาจะสะกดคำว่า  มั้ย    ให้เป็น  มั๊ย  นะ   ให้เป็น  น๊ะ    และคำยืมอย่าง ว้าว   ให้เป็น   ว๊าว..ว..ว   โดยไม่ต้องรู้สึกอะไร 

คำผิดหรือสิ่งผิด(ถ้าหากเชื่อว่าผิด) ก็จะปรากฏซ้ำจนกลายเป็นความเคยชินและยอมรับได้   สิ่งที่ยอมรับได้  ก็อนุโลมให้เป็นสิ่งถูกโดยอัตโนมัติ  และหาหลักยึดอะไรมิได้     ด้วยว่าปฏิเสธไม่รับรู้หลักเสียแล้วตั้งแต่ต้น       และจะปฏิบัติแบบตามใจผู้ชมต่อๆกันไปตราบนานเท่านาน    หาหลักการอะไรมิได้อีกต่อไป  ....ดังนี้   

มิใช่เรื่องน่าห่วงใยดอกหรือ ?....