ความจริงผมยังไม่เคยโดน Tag มีแต่คนบอกอยากจะ Tag แต่คาดเอาเองว่าผมคงไม่เขียน ก็เลยเขียนไปแล้วในบล๊อกภายในบริษัทครับ คนนอกบริษัทอ่านไม่ได้

และแล้ว ก็เกิด Blog-Tag ระบาดไปทั่วเป็นมหกรรมใหญ่ในบล๊อกภายในของบริษัท ด้วยความคิดเบื้องต้นที่ว่า เราเองก็เป็นสังคมเล็กๆที่ต้องทำงานร่วมกัน ดังนั้นหากรู้จักกันไว้ก็ไม่น่าจะเสียหาย

จาก Blog-Tag ที่ให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเราที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้ 5 เรื่อง ก็กลายเป็นนิยาย 5 ตอนไป จากหนึ่งเรื่องสั้นๆ กลายเป็นกว่าสองร้อยนิยายชีวิต แต่ละเรื่องเป็นบทเรียนชีวิต ให้คนอื่นได้เห็น ได้เรียนรู้; ชีวิตคนเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ คนเราแต่ละคนคงไม่สามารถจะเป็นคนสมบูรณ์ได้โดยไม่มีประสบการณ์ชีวิต แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ที่มัวแต่จะหาประสบการณ์ชีวิตโดยไม่สร้างประโยชน์ให้แก่ตนเอง และคนรอบตัว ดังนั้นการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่น ผ่าน Blog-Tag แบบยาวๆ จึงอาจเป็นวิธีการเรียนลัดแบบหนึ่งได้

แม้ว่า Blog-Tag ภายในบริษัท จะเพี้ยนออกไปจากกติกาดั้งเดิมบ้าง แต่นี่กลับเป็นข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับหัวหน้างานและ HR ที่จะได้มี basis ในการเข้าใจตัวตนของพนักงาน เพื่อที่ภาระที่มอบหมาย จะได้ถูกกับจริตของแต่ละคน เพื่อประสิทธิผลที่ดีขึ้น หลายๆเรื่องที่ผมอ่านแล้วรู้สึกภูมิใจมากที่มีพนักงานแบบนี้อยู่ในองค์กร; นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องค่อนข้างแปลกที่พนักงานแต่ละคน เปิดเผยอาจจะยิ่งกว่าคุยกับเพื่อนสนิทเสียอีก ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาณดีว่าแต่ละคน ก็ไว้ใจเพื่อนๆในบริษัท ไม่ต้องตั้งการ์ดตั้งกำแพงล้อมรอบตัวเอง

เริ่มเรื่องตามพันธะดีกว่าครับ อาจารย์มาลินี มา Tag ไว้

  1. อ้างถึงรูปที่ผมแปะไว้ในขณะนี้ (ในอนาคตอาจเปลี่ยนได้) อาจารย์มาลินี ถามว่า "อยากรู้จักจริงๆ ว่าเป็นสิงห์ หรือแมว"

    เรื่องนี้ต้องตอบว่า "เป็นกระจกครับ" ตอนที่เลือกรูปนี้มา ตั้งใจเลือกรูปกระจกจริงๆครับ What matters most is how you see yourself

    ด้วยหน้าที่การงานที่เป็นผู้บริหารระดับสูง การตัดสินใจอะไรสักอย่างจะกระทบต่อคนเป็นจำนวนมาก แต่การยึดเอาความคิดของตนว่าถูกต้องจริงแท้แน่นอน กลับอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อองค์กร หากถามบุคคลภายนอก ก็คงไม่เข้าใจสถานการณ์-ข้อจำกัดขององค์กร ถ้าถามลูกน้อง ก็อาจจะไม่ได้คำตอบที่ตรงกับใจเขา ด้วยความเกรงใจหรืออะไรก็แล้วแต่

    ดังนั้นจึงกลั่นเอาความคิดต่างๆจากประสบการณ์การทำงานกว่าสองรอบนักษัตร มาบันทึกไว้ที่นี่ ไม่อิงตำรา ส่วนหนึ่งก็หาข้อโต้แย้ง-จุดอ่อนเพื่อปรับปรุงความคิดให้ดีขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้อ่านได้ไตร่ตรอง และเลือกนำไปปรับใช้้ หากเห็นสมควร

    ที่เป็นกระจกนั้น ก็เพราะว่าองค์กรถูกขับเคลื่อนด้วยบุคคลากรหลากหลาย การที่ช่วยให้แต่ละคนได้เข้าใจในศักยภาพที่แท้จริงของตนได้เร็วที่สุด ก็น่าจะช่วยให้องค์กรเจริญรุ่งเรืองไปได้เร็วขึ้น

  2. เนื่องจากต้องการหาข้อโต้แย้งเพื่อ validate ความคิด ผมจึงถือสาเรื่อง privacy มาก ใน profile ของ G2k ก็ไม่มีประวัติ เนื่องจากไม่ต้องการให้ฐานะทางสังคมหน้าที่การงาน มาเป็นอคติต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (คิดมากไปหรือเปล่า?)

  3. ตอนนี้เป็นห่วงประเทศไทยมาก ในภาคสังคมมีเรื่องการจัดสวัสดิการสังคมในอนาคต อันเป็นปัญหาต่อเนื่องจากเรื่องประชากรศาสตร์ ตลอดจนสภาพของสังคมสูงอายุหลังจากที่คนจากยุค Baby boom และต้นยุค Generation X เกษียณอายุไล่ๆกันเป็นจำนวนมาก ความรู้-ประสบการณ์ไม่ใช่ว่าถ่ายทอดได้ในวันที่มอบงาน-มอบตำแหน่ง แต่เรื่องพวกนี้ ใช้เวลายาวนาน และจะต้องให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้ทดลอง-ทำความคุ้นเคยบ้าง ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า แต่เราก็คงไม่อยากเห็นงานที่ทุ่มเททำมาอย่างเหนื่อยยาก ต้องมาพังไปเพราะผู้มาแทนไม่พร้อม

    ในภาคการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีเรื่องการขาดโครงสร้างในแนวนอน -- ในอดีตจะมีความพยายามจะใช้สไตล์ซีอีโอ ซึ่งเป็นการเลื่อนคอขวดไปอยู่ในระดับสูง จึงไม่มีใครกล้าบ่นดังๆ และเป็นการเสี่ยงต่อลักษณะไม่พึงประสงค์ทั้งสองขั้ว คือเผด็จการ และไม่ตัดสินใจอะไรเลย -- ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีความพยายามจะแก้ไขด้วยลักษณะบูรณาการ แต่ด้วยการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน (ด้วยกฏหมาย) การบูรณาการในภาครัฐจึงเหมือนเอาหลอดกาแฟซึ่งประกอบด้วยแท่งเล็กๆ มามัดรวมกันเพื่อใช้เป็นรากฐานของบ้านแทนเสาเข็ม ซึ่งเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

    ส่วนในภาคเอกชน ก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพของคน ซึ่งติดกับรูปแบบมากกว่าเนื้อหา ฉาบฉวย แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าแก้ที่ต้นเหตุ เรียกร้องเอาแต่ได้ -- แต่การบ่นไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยครับ

    และเรื่องที่อาจจะพิลึกคือ ผมคิดว่าปัญหาคุณภาพสื่อ เป็นปัญหาร้ายแรงพอๆกับปัญหาที่กล่าวมาแล้วครับ อาจจะร้ายแรงกว่าปัญหาการศึกษาตามระบบเสียอีก

  4. เมื่อหน้าที่การงาน-ฐานะเริ่มมั่นคงแล้ว ก็เป็นอาสาสมัครไม่สังกัด NGO มาตั้งแต่ปี 2533 ชอบทำงานเบื้องหลัง ไร้รูปแบบ ไม่ทำเรื่องที่มีเงินเกี่ยวข้องเพราะว่าจะมีคนช่วยเรื่องนั้นอยู่แล้ว ส่วนเราไม่เดือดร้อน

    มักเป็นคนที่ป่วนกระบวนการคิด เพราะเชื่อในศักยภาพของคน ไว้ใจสังคมไทยโดยรวมว่าผู้มีส่วนได้เสียต่างปรารถนาดี; ป่วนใครๆไปทั่ว บางคนรับได้-ถ้ารู้ว่านั่นไม่ใช่ personal attack ก็จะได้ประเด็นไปคิดต่อ; บางคนรับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่รับอะไรกลับคืนมา รวมทั้งความไม่พอใจด้วย

  5. ทำงานกะกลางคืน นอนเกือบเช้ามาเกือบยี่สิบปี ช่วงสึนามิลาพักร้อนหนึ่งเดือน เพื่อมาทำงานด้านข้อมูลผู้ประสบภัยวันละยี่สิบชั่วโมง แม้ไม่มีใครเห็น แต่ก็รู้สึกดีว่าได้ทำอะไรเพื่อคนที่กำลังทุกข์ยากบ้าง ไม่ได้ไปแบกศพเพราะคิดได้ก่อนไปว่าผมสามารถทำบางสิ่งได้ดีกว่านั้น

ผมขออนุญาตไม่ tag ใครต่อนะครับ เชื่อว่าในที่สุด ทุกคนก็คงจะถูก tag อยู่ดี ขอชดเชยให้ดังนี้ครับ

  • ผมเขียนบล๊อกบน Gotoknow สดๆ ไม่เตรียมบทความไว้ก่อน (หากเพิ่ม Preview function ได้ก็จะดีครับ)
  • งานเยอะโดยไม่ได้พยายาม; เชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านไป คอขวดจะเติบโตขึ้นเป็นคอห่าน จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เป็นคอขวดมาตั้งแต่แรก; เมื่อกระจายงานออกไป ก็ทำให้ต้องติดตามงานหลายหลายแบบ
  • งานหลักคือประชุม ตอนค่ำๆ เกิดอาการคอแตกบ่อยๆ (มีข้อแนะนำไหมครับ); เซ็นต์เอกสารเท่าที่จำเป็น เชื่อว่าผู้บริหารเลือกได้ว่าอยากจะให้องค์กรของท่านเป็น Procedure oriented หรือเป็น Result oriented; ถ้าท่านอยากให้เป็นอย่างไร ก็จัดสรรทรัพยากร ขั้นตอน กระบวนการให้สะท้อนกับสิ่งที่ท่านต้องการ
  • ถือศีลห้า -- แรกๆรู้สึกว่ายาก แต่ถ้าหากเราเข้าใจว่าสามารถเลือกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรได้ ก็จะไม่รู้สึกว่าศีลห้าง่ายหรือยาก กลายเป็นเรื่องธรรมดาไป
  • จบ MIT (Made In Thailand) ไม่เคยอยู่ต่างประเทศนานเกินสองอาทิตย์