คำเตือน- -กรุณาพิจารณาก่อนเสพ

  ติดต่อ

  บทความหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ญี่ปุ่น อาจจะพอเป็นตัวชี้วัดได้บ้างว่า สถานภาพของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่นั้น เป็นอย่างไรบ้างแล้วในปัจจุบัน ฉันขอยกมาทั้งหมดเพื่อให้ท่ีานได้ตัดสินเอง ณ ที่นี้  

 

Tera Sake

 ภาพสาเกยี่ห้อ Ryokusen ที่บนขวดมีตัวหนังสือการันตีว่าเป็น "Tera-Sake" หรือ  สาเกที่ผลิตในวัด
ที่มาภาพ: http://www.flickr.com/photos/higan/90971112/  

ในโลกวิชาการ ฉันเข้า่ใจว่าเราข้ามเข้ามาในยุค Post-Modern นานแล้ว 

ดังนั้น  ฉันจึงจะพยายามทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เล่าเรื่องที่ดี ด้วยความเป็นกลาง  ตามความเป็นจริงอย่างที่ได้ค้นคว้ามา

แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านเป็นผู้สรุปเอาเอง

ในระหว่างเดือน ตค. ๒๐๐๖- ต้น มค. ๒๐๐๗ ที่ฉันได้ไปรับทุนวิจัยอยู่ที่ญี่ปุ่นนี้  มีกระแสข่าวหนึ่งที่ออกมาเป็นระยะ ๆ และดูจะมากขึ้นเรื่อย ๆตามสื่อต่าง ๆ 

ฉันได้หยิบยกเอากระแสนี้ไปซักถามคนญี่ปุ่นกลุ่มต่าง ๆ ที่ฉัีนได้มีโอกาสไปทำการปฏิสัมพันธ์ด้วย เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม 

เพราะฉันเห็นว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ฉันควรนำกลับมาเล่าให้่สังคมไทยโดยทั่วไปฟังด้วย  นอกเหนือจากการทำเป็นประเด็นย่อยอ้างอิงประกอบหัวข้อวิทยานิพนธ์ของฉัน

 

กระแสข่าวดังกล่าว  ก็คือ  "ความเสื่อมคุณค่าของพุทธศาสนาในสังคมญี่ปุ่น" นั่นเอง

 

ในบทความแรกที่ฉันเขียนในบล๊อกของฉัีนนี้  ฉันได้ตั้งข้อสังเกตุโดยรวมไว้ในประโยคเด่นด้านบนสุดของบล๊อกแล้วว่า  ฉันรู้สึกเหมือนนั่งไทม์แมชชีนไปในอนาคตของประเทศไทยอย่างไรก็ไม่รู้ ในเรื่องของความเป็นไปของพุทธศาสนากับชีวิตคนในสังคมร่วมสมัย

บทความหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ญี่ปุ่น อาจจะพอเป็นตัวชี้วัดได้บ้างว่า สถานภาพของพุทธศาสนาในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่นั้น เป็นอย่างไรบ้างแล้วในปัจจุบัน  ฉันจึงขอยกมาทั้งหมดเพื่อให้ท่ีานได้ตัดสินเอง ณ ที่นี้ โดยมีสรุปสั้น  ๆ เป็นภาษาไทยอยู่ท้ายบทความ

(**หมายเหตุ** ญี่ปุ่นมีอย่างน้อย ๑๙ นิกายพุทธ และวัดจำนวนมาก ข่าวดังกล่าวจับประเด็นไปที่วัดที่คิดทำ "กิจกรรม" สารพัดเพื่อดึงคนเข้าวัดเพื่อความอยู่รอดของวัดเท่านั้น)


Buddhism Struggles for Relevance

http://edition.cnn.com/2006/TRAVEL/10/30/japan.buddhist.ap/
POSTED: 0249 GMT (1049 HKT), October 30, 2006

TOKYO, Japan (AP) -- The Kamiyacho Open Terrace cafe in central Tokyo has all the trappings of a trendy establishment -- good coffee, homemade dessert, an airy terrace.

But what makes the cafe truly interesting is its setting: inside the Buddhist Komyoji temple, one of many across Japan offering new services -- concerts, discos, yoga classes -- in a struggle to stay relevant despite an increasingly secular society.

"For Japanese, temples were once a part of daily life," said the cafe's 24-year-old owner, and a monk, Keisuke Matsumoto.

"I want Kamiyacho Open Terrace to be a place people can drop in casually ... and perhaps become a little curious about Buddhism."

Matsumoto
ภาพพระหนุ่ม Keisuke Matsumoto ที่คิด "กิจกรรม" ต่าง ๆ เพื่อดึงคนเข้าวัด 

The young priest will need patience and optimism. More than 1,200 years after it first arrived from mainland Asia, Buddhism in Japan is in crisis.

About 94 million Japanese were registered as Buddhist in 2005, almost three-quarters of the country's population.

But for many, the only time they enter a temple is to attend a funeral -- driving many of the country's 75,000 temples to the verge of bankruptcy.

"Some priests can't even put food on the table from their temple-related work," said Takanobu Nakajima, an economics professor at Tokyo's Keio University.

"Their congregations are so small the priests take second jobs and still barely manage to scrape by."

So young Buddhists like Matsumoto are trying to turn that around by reaching out to new groups -- and employing some clever entrepreneurship.

At Matsumoto's cafe, which overlooks a garden dotted with gravestones, visitors don't pay with money, but with prayer.

All the coffee, tea and sweets served by robe-clad monks in the open terrace are free.  Instead, the monks -- all volunteers from nearby temples -- suggest patrons put their hands together in prayer at the temple's grand altar before they leave. 

Some temples are branching out in other ways.

The Tsukiji Honganji temple in central Tokyo, for instance, offers theological seminars in English for foreigners, and has fitted its main hall with a pipe organ and conducts Western-style weddings to attract young couples who prefer a white dress and tuxedo to a traditional Buddhist ceremony.



Zenshoan temple in central Tokyo streams Buddhist sermons on the Internet, while Higashi Honganji temple aired games from the World Cup in Germany to attract soccer fans .


In addition to his cafe, Matsumoto's Komyoji temple offers weekly yoga classes.  

He also spearheads higan.net , a Web-based movement of young monks who organize festivals, discos and meditation sessions, and write daily blog entries on everything from Buddhist cuisine to music.

 

ิำำbeer ad
ภาพโฆษณาเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง พร้อมคอมเม้นท์ในบล๊อกของวัดเชิญชวนให้ดื่มกันมาก ๆ  ที่มาภาพ: http://www.higan.net/blog/kot/ 

For priests who are stumped for ideas, help is increasingly at hand.

Hideo Usui, an editor at Gekkan Butsuji, a Buddhist monthly journal, has launched a Web site offering advice for priests trying to modernize their practices.

Recent entries include "Buddhist rites for the modern lifestyle" and "Using the Internet to take funeral orders."

"Priests got so used to easy money, so they didn't make an effort to innovate or to recruit new parish members," Usui said. "Now, that's changing."

Indeed, the money troubles are a major comedown for a Buddhist clergy that in the 1980s was known for its flashy lifestyle.

Awash with cash as Japan's postwar economy boomed, temples once extracted huge donations from their congregations and charged exorbitant sums for lavish funerals -- often over 2 million yen, more than $17,000 at today's exchange rate.

But the good times ended when Japan's economic bubble burst in the early 1990s, making elaborate funerals and other extravagances a thing of the past.

And while Japan's aging population has meant more funerals, the departed now typically have fewer descendants to share the bill, putting a premium on discount services.

Buddhist leaders also face some cultural roadblocks.

Few Japanese strictly stick to one religion, instead picking and choosing as they please from many.

A family might celebrate births at a shrine of the native Shinto religion and weddings at a Christian church, for example. Buddhists have specialized in funerals -- which hasn't helped their image.

And Matsumoto's cafe, which opened in 2004, hasn't led to many recruits so far.

An office worker who often eats her packed lunch at the cafe said while she was now more interested in the religion, she didn't have immediate plans to join the temple's congregation.

"I hadn't even thought of it," said Sayaka Miura, a marketing assistant at a broadcasting company.

Matsumoto is undaunted. He recently put on a free rock concert at Tsukiji Honganji temple for 1,000 20- and 30-somethings who went wild to the beats of the Zazen Boys before settling down for a Buddhist sermon.


"I want temples to become a part of everyday life again," Matsumoto said. "There's a lot Buddhism can offer modern society. ... It's just a matter of what temples are going to do about it."

จบข่าว


 

สิ่งที่อยากจะฝากไว้ให้ช่วยกันคิดต่อไป  ก็มีเพียงว่า ในอนาคตอันใกล้  คนไทย สังคมไทย  จะเป็นเช่นนี้หรือไม่้ 

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่น่าจะเป็นได้ง่ายที่สุด และ น่าจะมาก่อน คือ ชีวิตหนึ่งเข้าวัดเพียงครั้งเดียว  คือไปงานศพคนอื่น  และอาจจะอีกทีก็งานศพตัวเองเลย 

 

เพราะว่าสิ่งบันเทิงอื่น ๆ ดูเหมือนงานวัดบ้านเราจะมีไม่น้อยหน้าอยู่แล้ว  ตอนฉันอยู่ญี่ปุ่น เพื่อนฉันส่งอีเมล์เรื่องสาวโคโยตี้เต้นในงานบุญบั้งไฟไปให้  ช่วงเวลาใกล้เคียงกับข่าวเปิดดิสโก้ในวัดญี่ปุ่นพอดี

 

ยกเว้นแต่เพียงพระภิกษุไทยยังไม่ถึงขั้นต้อง

  • ไปเดินถือถาดเสิร์ฟชา กาแฟ และของว่างให้กับญาติโยมที่มาที่วัด  

 

  • ลงทุนเป็นเทรนเนอร์สอนโยคะ

 

  • ผูกผ้ากันเปื้อนเข้าครัวสอนโยมทำอาหารเจ

 

  • ทำวัดเป็นดิสโก้เสียเองเพื่อดึงดูดญาติโยมให้มาเที่ยว 

 

  • จัดคอนเสิร์ตเอง ร้องเอง หรือ

 

  • เขียนเชียร์เบียร์ยี่ห้อหนึ่ง(ที่เป็นสปอนเซอร์เวบของวัด?) ดังในภาพข่าว



เมื่อท่านได้คิด และได้ข้อสรุปของท่านเองแล้ว  ก็หวังว่า  ท่านคงจะได้ทางออกที่ดีที่สุดของท่านด้วย  เพราะในที่สุดแล้ว  อ้ัตตาหิ อ้ัตโน นาโถ  ตนนั้นแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

 

 ดังนั้น หวังว่าท่านคงรู้วิธีนำตนให้พ้นภัย และขอให้ทุกท่าน ได้มีโอกาสดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทกันทุกท่าน ทุกคน ด้วยเทอญ

 


tea garden 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดอกเบญจมาศ ดาบซามูไร และใจที่ว่างเปล่า

หมายเลขบันทึก: 73007, เขียน: , แก้ไข, 2012-06-18 16:50:13+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #พุทธศาสนา#วิจัย#การเรียนรู้#เรื่องเล่า#สังคม#วัฒนธรรม#ธรรมชาติ#มุมมอง#ปัญญา#การรับรู้#วิปัสสนา#พัฒนาจิต#ปฏิบัติธรรม#เจริญสติ#日本 侍 禅 刀 剣 武道

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (11)

เฮ้อ! อ่านของหนูแล้ว ถอนหายเฮือกใหญ่โดยอัตโนมัติ โลกธรรมกำลังแรงแซงหน้าพุทธธรรม

คงเป็นธรรมชาติของวัฏฏะ ที่ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ แม้ว่าพุทธธรรมจะคงทนต่อการพิสูจน์เพียงใดก็ตามย่อมมีวันเสื่อมสลายไป

เหตุที่เสื่อมไป มิใช่ธรรมเสื่อม แต่เป็นเพราะจิตใจคนเสื่อม ถอยห่างจากคำสอน

แม้จะเป็นพระภิกษุในศาสนาก็ตาม

หนูณัชร...อาจารย์เห็นมาแล้วกะตาว่าพระภิกษุไทยที่มีชื่อเสียงดังในต่างประเทศ ทำเก๋ไก๋ลุกขึ้นไปเช็คแฮนด์กับสีกาฝรั่ง แล้วหันมาออกตัวกับอาจารย์ว่า เข้าตาหลิ่วก็หลิ่วตาตาม

อาจารย์ว่าท่านหลิ่วตาจนมืดบอดจากพระธรรมไปหมดแล้ว และอาจารย์ก็ขึ้นบัญชีไว้ว่าเป็นเพียงคนห่มเหลืองที่อาศัยพุทธศาสนาหาเลี้ยงชีพเท่านั้น

คนในพุทธศาสนามี 2 จำพวก

จำพวกแรกคิดแต่จะพึ่งพุทธศาสนา(เหมือนทาก ยุง ริ้น เหลือบ ไร ที่คอยดูดเลือดกิน อิ่มแล้วผละไป)

จำพวกที่สองพุทธศาสนาอาศัยพึ่งให้สืบทอดคำสอนให้ยืดยืนยาวต่อไปได้

ในบ้านเราก็ไม่เบา อาจารย์เห็นโคโยตี้ ก็เริ่มมาเต้นในวัดบ้างแล้วในงานต่างๆ

ว่าแต่ วัดใด ตอนฉลองลูกนิมิต จะมีโคโยตี้ร่วมฉลองบ้างเท่านั้น

เฮ้อ เฮ้อ เฮ้อ!!!!

อ้อ! อาจารย์เคยเห็นป้ายโฆษณาขายเหล้าในภัตตาคาร เขียนป้ายตัวโตว่า

ดื่มสุรา ผิดศีลห้า

ท่ามกลางสิงห์สุราที่นั่งดื่มกันอยู่ทุกโต๊ะ

เห็นแล้ว อยากเอาป้ายออก

สถานการณ์แปรเปลี่ยนไป ในทุกที่ นะคะ .....แต่ก็เชื่อมั่นว่า มีชาวพุทธที่เข้าใจแก่นแท้ /พยายามไปให้ถึงแก่น ก็มีไม่น้อย
สุกฤตา
IP: xxx.123.30.78
เขียนเมื่อ 

ว่าจะมาอ่านอย่างเดียวแต่พออ่านบทความนี้ก็อดนึกอยากออกความเห็นไม่ได้

ตามความเห็นของตัวเองแล้วในประเทศไทยก็มีพุทธพาณิชย์แทรกตัวอยู่มากมายมากบ้างน้อยบ้างนะคะ

ตามแต่จะสังเกตเห็นหรือไม่

อาจไม่ชัดเจนเท่าญี่ปุ่นแต่ก็มีไม่น้อยหรอกค่ะและนับวันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในความเห็นและเท่าที่รู้ประเทศญี่ปุ่นพระสามารถมีภรรยาได้ตอนที่ไปเที่ยวเมื่อ14ปีที่แล้วไกด์พาไปเที่ยวที่วัดญี่ปุ่นซึ่งเค้ากำลังมีงานฉลองเห็นพระญี่ปุ่นยืนสวดมนต์ถือคล้ายๆขันบ้านเรารอให้คนเอาเงินใส่ลงไปบางคนก็เข้าไปถ่ายรูปด้วย

ดูๆแล้วก็เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว  โทษนะคะทำให้อดนึกถึงเด็กแม้วที่มายืนถ่ายรูปเก็บเงินนักท่องเที่ยวแถวเชียงใหม่และสามเหลี่ยมทองคำไม่ได้

มีความรู้สึกว่าพระเป็นเหมือนอาชีพหนึ่งมากกว่าสำหรับพวกเค้านะคะจึงไม่สู้แปลกใจถ้าจะมีอะไรมากไปกว่านั้น

สำหรับประเทศไทยเราก็มีหลายสถานที่นำธรรมะมาเหมือนเป็นสินค้าอย่างที่ในอดีตได้มีการทำนาย

จึงทำให้ตัวเองเวลาจะไปปฎิบัติธรรมหรือทำบุญที่ใดเป็นครั้งแรกมักจะไม่ทำบุญหรือบริจาคมากนัก

จะดูให้แน่ใจก่อน มั่นใจแล้วจึงจะทำตามศรัทธาที่เกิดขึ้นเพราะมีประสพการณ์มาก่อนจากหลายแห่ง  ทำให้เป็นคนระวังตัวพอสมควร

ไม่กล้าจะทุ่มเททำบุญก่อน   บอกตามตรงไม่อยากให้ประโยชน์กับคนที่ไม่ใช่และไม่ได้ทำเพื่อพระศาสนาจริงๆ

แต่ก็คิดว่านับวันก็คงจะมีมากขึ้นเรื่อยๆทั้งนี้ก็คงแล้วแต่จะมีคนสังเกตได้หรือไม่

สำหรับตัวเองแล้วก็ใช้วิธีดูและสังเกตการมองคนของเค้าเพราะผู้ที่เป็นของแท้นั้นย่อมจะไม่ตัดสินคนด้วยสิ่งภายนอกหรือเปลือกของโลก

จะมีลักษณะที่แตกต่างในการดูจากมาครฐานทั่วๆไปโดยท่านเหล่านั้นจะดูในสิ่งที่เรียกว่าใจและเจตนาเป็นสำคัญ

ซึ่งตัวเองก็ได้เคยมีประสพการณ์จากพระท่านที่เป็นพระแท้และเป็นพระอริยสงฆ์ในการมองคนของท่าน

 

อนุเซน รินไซ
IP: xxx.157.142.48
เขียนเมื่อ 

555 ชมจันทร์รึ ช่างคิดนะ แล้วถ้าหากไร้จันทร์ให้ชมล่ะ จะทำอย่างไรกันดี...เหมือนกันทั้งนอนดึกทั้งตื่นเช้านั่นแหละครับ...

     แต่ไหนแต่ไรมาวัดไม่เคยมีอยู่แล้ว แม้ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเองก็เป็นนักบวชเร่ร่อนนับตั้งแต่ตอนออกบวช จนกระทั่งดับขันธ์ไป พระพุทธเจ้าเองก็ไม่เห็นเดือดร้อนอะไรเลย แล้วนักบวชตามประเพณีอย่างในเมืองไทย ควรหรือที่จะอยู่อย่างสบายในสังฆารามเหล่านั้น...

    

อนุเซน รินไซ
IP: xxx.157.142.48
เขียนเมื่อ 

อ้อ...ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ_รู้สึกเป็นเกียรติเช่นกันที่ตอบกลับ_รบกวนด้วยครับท่าน สาธุ

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ อาจารย์,

 

ขอบพระคุณมากค่ะ  ที่กรุณาเข้ามาอธิบายชี้แจงให้หนูเข้าใจมากขึ้นในเรื่อง จิตใจคนเสื่อม ไม่ใช่ธรรมเสื่อม

 

เวลาคนมาถามว่า  ทำไมสิ่งที่เป็น อกาลิโก ยังเสื่อมได้  หนูจะได้ยกคำของอาจารย์ไปตอบ ฮี่ ๆ

 

(และจะใส่ footnote ให้ด้วยเหมือนทุกครั้งค่ะ)

 

จริง ๆ เรื่องที่หนูไปเห็น ไปรับรู้  ยังมีอีกเยอะค่ะ

 

แต่หนูกะจะขยักไว้ก่อน  ค่อย ๆ ทยอยเขียน  เพราะเขียนเองก็จิตตกเอง แหะ ๆ

 

จะเรียบเรียงให้เป็นหมวดหมู่ก่อนด้วยล่ะค่ะ  เรื่องของเรื่อง

 

ส่วนเรื่องป้ายที่อาจารย์บอก  หนูก็รู้สึกเหมือนอาจารย์เลยค่ะเรื่องหนึ่ง  คือ ป้ายเตือนในโฆษณา  หรือ บนขวดเหล้าน่ะค่ะ

 

ที่ว่า  การดื่มสุรา  ผิดศีลข้อที่ ๕

 

ในความรู้สึกหนู  หนูคิดว่า แปะไปทำไมน่ะ  ข้อความนี้?

 

คือในฐานะคนที่เคยทำโฆษณาน่ะนะคะ  หนูว่าทุกสิ่งที่เขียนออกไปมันจะต้อง serve a purpose.

 

แต่นี่มันไม่เลยไงคะ

 

แต่ในทางกลับกัน  ในแง่จิตวิทยาผู้บริโภคน่ะนะคะ  หนูว่ามันจะยิ่งไปกระตุ้นคนให้บริโภคอีกน่ะค่ะ

 

เข้าทำนองว่า  ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ น่ะค่ะ

 

เลยคิดเหมือนอาจารย์ว่า  ถ้าจะเตือนอย่างนี้  สู้เอาคำเตือนออกดีกว่า  สำหรับคำเตือนที่ว่า  ดื่มสุรา ผิดศีล ๕ น่ะนะคะ

 

เพราะเป็นการส่งสารที่ไม่ใช่  ผ่านไปผิดวิธี  บนสื่อที่ผิดที่  ในเวลาที่ผิดช่วง  ถึงแม้อาจจะถูกกลุ่มเป้าหมายก็เถิดนะคะ

 

เพราะในที่สุดแล้ว  หนูว่า  กัมมสัตตา น่ะค่ะ

 

เอ....หรือว่า อย่างกรณีนี้ต้องบอกว่า  กัมมุนา วัตตี โลโก คะ อาจารย์  (ถามไว้ก่อนเลย  เผื่อปีนี้เอาไว้สอบนักธรรมเอกต่อ ฮี่ ๆ)

 

เฮ้อ เฮ้อ เฮ้อ  (ถอนหายใจด้วยคนค่ะ)

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ คุณดอกแก้ว,

 

ใช่ค่ะ สถานการณ์เปลี่ยนไปทุกที่จริง ๆ 

 

มีแต่ความไม่เที่ยงอยู่ในทุก ๆ สิ่งที่เรามอง เฝ้าสังเกตุอยู่เสมอเลยนะคะ

 

และก็ใช่อีก  ที่ว่า  คนที่มุ่งมั่นจะเข้าถึงแก่นก็ยังมีอยู่

 

ความจริงที่จงใจเอาเรื่องนี้มาต่อจากเรื่อง Zanshin ของเซนเซ  ก็เพราะว่าประเด็นนี้นี่ล่ะค่ะ คุณดอกแก้ว

 

ก็เพราะว่า  "ทุกสิ่งที่เราเห็น  อาจไม่เป็นอย่างที่คิดเสมอไป" ไงคะ

 

สิ่งหนึ่งที่จะวิเคราะห์ในวิทยานิพนธ์แน่ ๆ  ก็คือ  ประเด็นที่ว่า  ถึงแม้พุทธศาสนาจะเสื่อมในญี่ปุ่น   และจะมีผู้ที่ดูเหมือนจะเป็นพระแต่ในนาม  แต่วัตรปฏิบัติไม่ใช่พระแล้วมากขึ้นทุกวัน

 

คือพูดง่าย ๆ  มิจฉาทิฏฐินั่นเองน่ะค่ะ   

 

แค่สัมมาทิฏฐิยังขึ้นไม่ได้เลย  เพราะฉะนั้น  อย่าไปหวังว่าจะให้มาสอนการเจริญสติ 

 

ทางพ้นทุกข์ของพุทธเป็นอย่างไรยังไม่รู้จักเลยค่ะ  เลยยังหลงทางกันอยู่นั่น  ในกลวิธีที่จะดึงคนเข้าวัด

 

เพราะไม่เข้าใจว่า  ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนสมัยก่อนเพราะอะไร  และแก่นสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ไหน

 

เพราะถ้าเข้าใจแก่นจริง ๆ และน้อมนำมาปฏิบัติได้จริง ๆ แล้ว  ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ  คนเข้ามาหาเอง  ด้วยอานิสงส์แห่งกุศลนั้น

 

คนเราย่อมต้องการทางพ้นทุกข์จริง ๆ ทั้งนั้นน่ะค่ะ

 

แต่ก็อย่างที่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธทำนายไว้น่ะนะคะ

 

ตอนนี้มันคงจะขาลงแล้วเห็นชัด ๆ อยู่

 

เราก็ต้องเร่งสร้างความเพียรของเรากันต่อไป

 

ไม่งั้นคงจะแย่หน่อยค่ะ แหะ ๆ

 

ครูบาอาจารย์ดี ๆ ท่านก็คงจะเหลือน้อยลงทุกที

 

เพราะท่านก็คงจะทยอยไปแล้วไปลับไม่กลับมาเกิดอีกกันทั้งนั้นแล้ว  จากนี้ไปจนหมดพุทธกาลน่ะนะคะ

 

ว่าแล้วชักเครียด  ไปเดินจงกรมก่อนดีกว่า แหะ ๆ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

 

แต่กลับมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง  ที่มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดเสียยิ่งกว่า

 

nash
เขียนเมื่อ 

คุณสุกฤตา คะ,

 

สิ่งใดที่ไม่ทราบ และ ไม่แน่ใจ  อย่าเพิ่งไปวิจารณ์ดีกว่าค่ะ  โดยเฉพาะถ้าเป็นพระสงฆ์

 

เพราะที่คุณยกตัวอย่างมานั้น ไม่ผิดพระธรรมวินัยนะคะ

 

พระในหลายนิกายในญี่ปุ่น  รวมทั้งเซนด้วย  มีการถือภิกขาจาร คือ ธุดงควัตรที่เคร่งครัดมากค่ะ  ทุก ๆ หน้าหนาวหรือไงนี่น่ะค่ะ

 

ฉันมื้อเดียว  ในบาตรเล็ก ๆ นั้นน่ะค่ะ  เจด้วย

 

และเดินเท้าไปตลอด ๓ เดือน  ทำอย่างนี้ทุกปี

 

และแม้แต่คนมาถ่ายรูปด้วย  ท่านก็ต้องเจริญสติ หรือ ทำสมาธิตลอดนะคะ

 

ท่านไม่ได้มาชูสองนิ้วโพสต์ท่าถ่ายรูปด้วยหรอกนะคะ

 

คุณสุกฤตาไปกล่าวจาบจ้วงพระรัตนตรัยอย่างนั้น  ไม่ควรอย่างยิ่งค่ะ  ขอแนะนำให้ไปขออโหสิกรรมทันที 

 

ไม่เช่นนั้น จะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญสติวิปัสสนาในโอกาสต่อไปค่ะ  จะไม่มีวันก้าวหน้า

 

นิกายที่มีธุดงควัตรเคร่ง ๆ ออกมาภิกขาจารของบริจาคเช่นนั้น  มักจะเป็นนิกายที่เน้นสอนเรื่องการเจริญภาวนาที่เคร่งครัดมาก ๆ ค่ะ   วันหนึ่งนั่งสมาธิกันอย่างต่ำ  ๘ ชม. บ้า ๑๐ ชม. บ้าง  ใครหลับก็มีไม้เรียวตี

 

จึงมักไม่ใช่นิกายที่พระแต่งงานมีครอบครัวอย่างที่คุณสุกฤตาเข้าใจนะคะ

 

ในข่าวที่ยกมานี้  มีหลายกรณีด้วยกันค่ะ

 

บางกรณีก็คลุมเครือ  แต่บางกรณีก็ชัดเจนค่ะว่า ผิดพระธรรมวินัย

 

แต่ที่ยกมานี้  ไม่ได้เพื่อจาบจ้วงพระรัตนตรัย

 

แต่ยกข่าวมาให้พิจารณาสอนใจและเตือนตัวเองต่างหากค่ะ

 

ลองอ่านย่อหน้าสุดท้ายใหม่ดี ๆ นะคะ

 

ข่าวนี้ยกมาเตือนใจให้ทุกคนตระหนักว่า  ในขณะนี้  สถานการณ์ของโลกเป็นอย่างไร  เมื่อเทียบกับพุทธทำนาย

 

เผื่อสติของแต่ละท่านจะได้ตื่นขึ้นมามากกว่านี้  และจะได้ไม่นิ่งนอนใจ  เร่งพยายามทำตัวเองให้เป็นที่พึ่งของตนได้มากยิ่งขึ้น

 

ก่อนที่จะสายไปค่ะ

 

อย่าลืมไปขออโหสิกรรมนะคะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

nash
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ  คุณอนุเซน รินไซ,

 

เอ...ดูเหมือนวัดในสมัยพุทธกาลจะมีนะคะ  เยอะด้วย

 

แต่เข้าใจความหมายของคุณนะคะ  ในประเด็นที่ว่า  แม้แต่พระพุทธองค์เอง  ก็ทรงธุดงควัตรเรื่อยไป  ไม่ได้ทรงประทับอยู่ที่ใดที่หนึ่งตลอดพระชนมชีพ

 

และก็ไม่ได้ทรงสรรเสริญการเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายเกินควรของภิกษุ

 

แต่ประเด็นของเหตุการณ์ปัจจุบันในญี่ปุ่นนี้คงจะลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะมาวิเคราะห์กันได้ในเนื้ที่อันจำกัดเช่นนี้แน่ค่ะ

 

เพราะอย่างน้อยเขาก็รับพุทธศาสนาเข้าไปตั้ง ๑,๒๐๐ ปีแล้ว ก่อนอาณาจักรสุโขทัยตั้งอีกน่ะค่ะ

 

อะไรที่เคยเกิดขึ้น ตั้งอยู่  ก็มีดับไปเป็นธรรมดา

 

ส่วนตัวนั้น  มองว่า พุทธศาสนาในญี่ปุ่น  ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วน่ะค่ะ

 

แต่ทุกอย่างในโลกนี้  คงไม่สามารถอธิบายได้ด้วย Linear Equation

 

เพราะฉะนั้น  ต่อให้เป็นขาลง  มันก็อาจจะไม่ได้ลงตรงแหน็วเป็นเส้น  หรือว่าแนวดิ่ง

 

และการที่มีถึง ๑๙ นิกาย  กระบวนการตีความ นำไปสู่การพ้นทุกข์ก็ต่างกัน 

 

และแม้นแต่พระไตรปิฏกที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเองจริง ๆ ก็ไม่มี  มีแต่ภาษาจีน จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เอง  คือภายในศตวรรษที่แล้วนี่เองน่ะค่ะ  ที่มีการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น

 

เพราะเขาให้ความสำคัญเรื่องการปฏิบัติมากกว่า ปริยัติมาโดยตลอดไงคะ

 

ก็เลยเป็นลักษณะอาจารย์ใคร อาจารย์มัน  บวกเข้ากับศาสนาท้องถิ่น  คือ ชินโต  และการเคารพบูชาบรรพบุรุษ  แถมเข้ากับอิทธิพลขงจื๊อที่มาพร้อมตัวอักษร ภาษา และวัฒนธรรมจีนอีก

 

พุทธศาสนาในญี่ปุ่น  ก็เลยเป็นยี่ห้อของเขาเองน่ะค่ะ

 

จะมียกเว้น  ก็แค่เมื่อลงลึกในแนวปฏิบัติ เจริญภาวนาเท่านั้น  ที่เป็นภาษาสากล

 

เนื่องจากตัวเองทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้  และพอจะได้เคยไปเจริญภาวนามาบ้าง  ก็เลยค่อนข้างจะมั่นใจว่า  เป้าหมายและการปฏิบัติของเซนและวิปัสสนานั้นเหมือนกัน

 

แต่เซนก็เป็นเพียงนิกายย่อย  ในหลาย ๆ นิกายในญี่ปุ่น

 

และเซนในญี่ปุ่นเอง  ก็แยกออกเป็นอย่างน้อย ๔ นิกายอีกต่างหาก 

 

แบ่งตามชนชั้น  ว่ากันไปตามประวัติศาสตร์

 

มาถึงตรงนี้  คุณอนุเซน รินไซ  คงจะทราบดีกว่าใครอื่นใช่ไหมคะ

 

ว่ารินไซ นั้น  เป็นนิกายเซนของชนชั้นซามูไร ในสมัยโตกุกาว่านั่นเอง

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

สุกฤตา
IP: xxx.123.128.209
เขียนเมื่อ 

อือม  ที่คุณณัชรพูดมานั้นอาจมีส่วนจริงค่ะแต่คงไม่หมดทีเดียว

เพราะเท่าที่ทราบพระพุทธองค์ไม่ให้พระสงฆ์รับทานที่ได้จากการกล่อม  การขอ  แต่ต้องเป็นทานที่ให้ด้วยความเคารพเพราะพระสงฆ์คือสาวกเป็นเนื้อนาบุญมิใช่ผู้รอรับทานนะคะ

จึงไม่เห็นด้วยเพราะเท่าที่ดิฉันเห็นนั้นกิริยาที่ท่านแสดงเห็นทีคงจะไม่ใช่

แต่บางส่วนอาจจะใช่ในสิ่งที่คุณณํชรกล่าวเพราะที่ท่านถือเคร่งก็มีแต่ที่ไม่เคร่งก็มี

ขอพูดอย่างเป็นกลางๆมิได้มีเจตนาลบหลู่พระรัตนตรัยอย่างที่คุณณัชรเข้าใจนะคะ

แต่ก็ขอบใจที่คุณณัชรมีเจตนาที่ดีช่วยแนะนำค่ะ