สวัสดีค่ะ  คุณอนุเซน รินไซ,

 

เอ...ดูเหมือนวัดในสมัยพุทธกาลจะมีนะคะ  เยอะด้วย

 

แต่เข้าใจความหมายของคุณนะคะ  ในประเด็นที่ว่า  แม้แต่พระพุทธองค์เอง  ก็ทรงธุดงควัตรเรื่อยไป  ไม่ได้ทรงประทับอยู่ที่ใดที่หนึ่งตลอดพระชนมชีพ

 

และก็ไม่ได้ทรงสรรเสริญการเป็นอยู่อย่างสะดวกสบายเกินควรของภิกษุ

 

แต่ประเด็นของเหตุการณ์ปัจจุบันในญี่ปุ่นนี้คงจะลึกซึ้งและซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะมาวิเคราะห์กันได้ในเนื้ที่อันจำกัดเช่นนี้แน่ค่ะ

 

เพราะอย่างน้อยเขาก็รับพุทธศาสนาเข้าไปตั้ง ๑,๒๐๐ ปีแล้ว ก่อนอาณาจักรสุโขทัยตั้งอีกน่ะค่ะ

 

อะไรที่เคยเกิดขึ้น ตั้งอยู่  ก็มีดับไปเป็นธรรมดา

 

ส่วนตัวนั้น  มองว่า พุทธศาสนาในญี่ปุ่น  ได้ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วน่ะค่ะ

 

แต่ทุกอย่างในโลกนี้  คงไม่สามารถอธิบายได้ด้วย Linear Equation

 

เพราะฉะนั้น  ต่อให้เป็นขาลง  มันก็อาจจะไม่ได้ลงตรงแหน็วเป็นเส้น  หรือว่าแนวดิ่ง

 

และการที่มีถึง ๑๙ นิกาย  กระบวนการตีความ นำไปสู่การพ้นทุกข์ก็ต่างกัน 

 

และแม้นแต่พระไตรปิฏกที่เป็นภาษาญี่ปุ่นเองจริง ๆ ก็ไม่มี  มีแต่ภาษาจีน จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้เอง  คือภายในศตวรรษที่แล้วนี่เองน่ะค่ะ  ที่มีการแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น

 

เพราะเขาให้ความสำคัญเรื่องการปฏิบัติมากกว่า ปริยัติมาโดยตลอดไงคะ

 

ก็เลยเป็นลักษณะอาจารย์ใคร อาจารย์มัน  บวกเข้ากับศาสนาท้องถิ่น  คือ ชินโต  และการเคารพบูชาบรรพบุรุษ  แถมเข้ากับอิทธิพลขงจื๊อที่มาพร้อมตัวอักษร ภาษา และวัฒนธรรมจีนอีก

 

พุทธศาสนาในญี่ปุ่น  ก็เลยเป็นยี่ห้อของเขาเองน่ะค่ะ

 

จะมียกเว้น  ก็แค่เมื่อลงลึกในแนวปฏิบัติ เจริญภาวนาเท่านั้น  ที่เป็นภาษาสากล

 

เนื่องจากตัวเองทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้  และพอจะได้เคยไปเจริญภาวนามาบ้าง  ก็เลยค่อนข้างจะมั่นใจว่า  เป้าหมายและการปฏิบัติของเซนและวิปัสสนานั้นเหมือนกัน

 

แต่เซนก็เป็นเพียงนิกายย่อย  ในหลาย ๆ นิกายในญี่ปุ่น

 

และเซนในญี่ปุ่นเอง  ก็แยกออกเป็นอย่างน้อย ๔ นิกายอีกต่างหาก 

 

แบ่งตามชนชั้น  ว่ากันไปตามประวัติศาสตร์

 

มาถึงตรงนี้  คุณอนุเซน รินไซ  คงจะทราบดีกว่าใครอื่นใช่ไหมคะ

 

ว่ารินไซ นั้น  เป็นนิกายเซนของชนชั้นซามูไร ในสมัยโตกุกาว่านั่นเอง

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร