การค้นหาปัญหาและเหตุของปัญหาพฤติกรรม ต้องละเอียดอ่อนในส่วนที่เป็น Norm จากแต่ละสังคมย่อย (เชิงเดี่ยว) ด้วย รวมถึงการตีความก็ต้องมีทั้ง Emic และ Etic เป็นสำคัญ

     เข้ามาสวัสดีปีใหม่ และอยากบอกว่าเช้านี้สดชื่นครับ 2-3 วันมานี้ มีบันทึกให้ติดตามและต่อยอด อย่างมีคุณค่า ซึ่งผมก็ได้ให้เป็น คห.ไว้บ้างแล้ว สืบเนื่องจากบันทึกนี้ เปรียบเทียบเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมตะวันตกกับวิภัชชวาทในพุทธปรัชญา ๑ คนที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงความรู้กันคือ หลวงพี่ชัยวุธ ท่าน space อาจารย์น้อง Vij และผมร่วมแจม ต่อในบันทึกที่เกี่ยวกับปัญหาสังคม หรือพฤติกรรมก้าวร้าวต่าง ๆ

     ผมได้แสดงทัศนะไว้ว่า เวลาเราสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาในสังคม เรามุ่งหวังอะไรครับ น่าจะเป็นเพื่อให้ทุกคนได้ถือปฏิบัติและวางตนอยู่ในกรอบที่กำหนดขึ้น สังคมใหญ่หากมีเกณฑ์มาก เป็นธรรมดาที่จะมีกลุ่มคนไม่ปฏิบัติตาม เพราะในสังคมเล็กที่เขาอยู่จริง ๆ เกณฑ์บางข้อ บางอย่าง เขาถือว่าตรงกันข้ามกับที่สังคมใหญ่ยอมรับ วิธีการจัดการจึงน่าจะมีอยู่ 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ
          1. จัดการที่เกณฑ์ให้เป็น Minimize ที่ไม่ว่าสังคมใหญ่-เล็กยอมรับมากที่สุด วิธีนี้เกิดปัญหาน้อยทีสุดกับการฝืนกฎเกณฑ์ แต่สังคมจะไม่ได้ดั่งใจในเรื่องภาพรวม (ค่อนข้างอิสระ ฟรีสไตล์)
          2. จัดการที่พฤติกรรมของคนให้ปรับเปลี่ยนไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่ตั้งขึ้นไว้แบบ Maximize ตรงนี้มั้งครับที่เราต้องมาคิดวิธีการจัดการอย่างเช่นทุกวันนี้ การจัดการที่พยายามทำก็มีหลายแบบอีก 2 แบบ แบบสุดโต่ง คือ การลงโทษ และการยกย่องชื่นชม มีวิธีการผสมผสานระหว่าง 2 วิธีอีกมากมาย เช่น การสร้างการรับรู้อย่างเข้าใจแก่คนที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงต่อการฝืนกฎเกณฑ์ เป็นต้น

     การสร้างกฎเกณฑ์ทั้ง 2 แบบ ทั้ง Minimize และ Maximize เป็นเรื่องของปทัฏฐานทางสังคม (Norms) ที่ถือว่าเป็นไปโดยธรรมชาติ เป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socializations) เราพบว่าเกิดประเด็นปัญหาขึ้นเราจะไปจัดการมันก็เป็นเรื่องยาก และเราต้องยอมรับว่าการเกิดของ Norm เป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้วโดยธรรมชาติ ฉะนั้นเลยเหลือประเด็นเดียวคือการมาจัดการที่พฤติกรรมของคนให้ปรับเปลี่ยนไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่ตั้งขึ้น ด้วยกลยุทธ์ที่น่าจะต้องศึกษาค้นคว้าให้เหมาะสมต่อไป

     ตรงประเด็นที่กล่าวว่า "เป็นสมการที่แปรผกผันเรื่องกฎเกณฑ์ทางสังคม" ในทัศนะผมจะเป็นว่า ในสังคมเชิงเดี่ยว หรือสังคมเล็ก ๆ ที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แท้จริงแล้วจะมี Norm อยู่มากมาย และมักจะเป็นไปแบบไม่รู้ตัว ผมเชื่อว่ามีมากกว่าในสังคมใหญ่ ๆ หรือที่ใคร ๆ เรียกตามตำราว่าเป็นสังคมเชิงซ้อน ด้วยเหตุผลที่ว่าในสังคมใหญ่ ๆ นั้น Norm เหล่านี้ จะลดน้อยถอยลง เพราะเกิดการเลือกเอา Norm ที่ยอมรับได้ในภาพรวมเท่านั้นมาใช้ Norm ที่มีมากในสังคมเล็ก ก็จะเหลือน้อยในสังคมใหญ่ และจะน้อยลงแบบถดถอย เมื่อสังคมยิ่งขยายไปกว้างขางมากขึ้น หรือเป็นสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในชนบทบ้านเราใครใส่ชุดว่ายน้ำในลำคลองยังยอมรับไม่ได้ และการเล่นน้ำใกล้กัน เมื่อเพศต่างกัน ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด แต่ที่ใดที่เป็นที่รวมของกลุ่มคนจากต่างวัฒนธรรมกัน เช่นที่ชายหาดแหล่งท่องเที่ยว เรากลับบอกว่าเหมาะสมกับสถานที่ และยอมรับได้ นั่นแสดงว่ากฎเกณฑ์ หรือที่บันทึกนี้เรียกว่า Norm เริ่มลดลง เป็นอาทิ

     เมื่อสังคมใหญ่ขึ้นหรือซับซ้อนขึ้น Norm ก็ยิ่งลดลง จึงเป็นการแปรผกผัน อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ผมเคยตั้งคำถามไว้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องการแก้ปัญหาพฤติกรรมของมนุษย์ อย่างเช่น อาจารย์น้อง Vij ซึ่งบันทึกนี้จะขอตอบเสียเองในประเด็นกว้าง ๆ ว่า เมื่อ Norm ลดลง เรา (ผู้สนใจฯ) ซึ่งเป็นคนที่มาจากสังคมเล็ก ๆ แล้วไปเป็นสมาชิกของสังคมใหญ่ที่ซับซ้อนเช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ เราพก Norm ของสังคมเล็กที่เราสังกัดมาด้วย เราจึงใช้ Norm ของเราไปตัดสินคนอื่นว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมบ้าง เป็นปัญหาบ้าง แล้วเราก็คิดจะหาวิธีจัดการแก้ไข หรือพัฒนา แล้วแต่กรณี ตรงนี้ที่ควรระวังและเป็นห่วง เพราะเราจะพบว่าปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ตรงกับ Norm ที่เรามีเยอะมาก เยอะจนไม่รู้จะไปจัดการให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไรดี

     เขียนเสียยาวตั้งใจว่าจะให้สั้น ๆ แต่คราวแรก ด้วยเหตุผลที่ยกขึ้นมากล่าวข้างต้น จึงเสนอว่าการค้นหาปัญหาและเหตุของปัญหาพฤติกรรมนั้น ต้องละเอียดอ่อนในส่วนที่เป็น Norm จากแต่ละสังคมย่อย (เชิงเดี่ยว) ด้วย เพราะยังไงเสียคนเราก็ต้องสังกัดในสังคมย่อยนั้นมาก่อนที่จะรวมเป็นสังคมใหญ่ ตามที่สมมติขึ้นไว้ในเรื่อง “สังคม” รวมถึงการตีความก็ต้องมีทั้ง Emic และ Etic เป็นสำคัญอีกประการหนึ่งครับ