ผมได้กลับมาเริ่มใช้ทุนรัฐบาล โดยกำลังปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารโครงการจัดตั้งหลักสูตรและคลินิกกิจกรรมบำบัด ของม.มหิดล อาทิตย์หนึ่งที่ผ่านมาถือเป็นการปรับตัวที่ยากลำบากสำหรับผมมาๆครับ ความคิดที่ได้เรียนรู้อย่างเป็นระบบตอนเป็นนักเรียนปริญญาเอกที่ออสเตรเลีย ทำให้ผมต้องรู้จักอดทนและปรับตัวใช้ชีวิตในการทำงานภายใต้สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างจากออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง สิ่งแวดล้อมที่ผมว่านี้ แบ่งออกเป็น 1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพของเมืองกรุงเทพฯ บ้านเมืองเราพัฒนาสิ่งต่างๆมากมาย แต่จำนวนคนที่มีมากก็ยังคงสร้างปัญหารถติด ปัญหารถโดยสารที่ไม่พอเพียง ปัญหาการเดินทางไปทำงานไกลบ้าน (จากรามอินทราไปเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า) ปัญหาค่าครองชีพที่สูงมาก (ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายๆต่างที่ต้องอยู่ร่วมกับครอบครัวหรือองค์กร เช่น เลี้ยงลูกน้องที่ทำงานในบางโอกาส ค่าน้ำมันเดินทาง ค่าซื้อของเข้าบ้าน ฯลฯ) 2. สิ่งแวดล้อมทางจิตนภาพของคนไทย ความมีน้ำใจของเพื่อนคนไทยนั้นแทบจะไม่ค่อยได้เห็นเลยในแต่ละวัน ทางเดินม้าลายข้ามถนนเป็นทางอันตรายสำหรับคนเดินถนนทุกคน คนไทยที่อยู่หลังพวงมาลัยรีบร้อนและขับรถโดยไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนข้ามถนน และน่าเสียใจมากๆ คือ "สยามเมืองยิ้ม" ของคนไทยเท่าที่พบเห็นในอาทิตย์ที่ผ่านมา เริ่มจืดจางลงเพราะความเร่งรีบและเห็นแก่ตัวของแต่ละบุคคล อันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพดังกล่าวข้างตน ผมเหนื่อยมากๆครับ กับการปรับตัวตนเองเพื่อให้เป็นคนที่มีคุณภาพดีและช่วยพัฒนาเมืองไทยต่อไป หลายๆความคิดเข้ามาเตือนผมว่า ต้องใช้ความใจเย็น ความอดทน ความพยายาม และความมีสติปัญญา ในการนำความรู้ที่ดีงามจากต่างแดนมาพัฒนาชาติไทยของเรา ที่สำคัญสิ่งที่ท้าทายมากๆสำหรับการกลับมาใช้ทุนของผม คือการหากลวิธีในการพัฒนาจิตนภาพของคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตทางสังคมที่ดีงามภายใต้วัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผมคาดว่าชีวิตในการทำงานของผมคงจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากๆในปีใหม่ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆท่านให้ต่อสู้กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตสังคม และคงไว้ซึ่งความมีน้ำใจและจริงใจกับเพื่อนคนไทยทุกคนด้วยครับ ท้ายสุดนี้ผมคงต้องขอเขียนบทความนี้เป็นครั้งสุดท้าย และจะเก็บความรู้สึกดีๆนี้ไว้ตลอดไป เหตุผลที่ต้องอำลาก็คือ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการรับตำแหน่งเป็นผู้บริหารกลุ่มวิชากิจกรรมบำบัดในคณะ ได้ลองพยายามแบ่งเวลาภายในหนึ่งอาทิตย์ ผมเหลือเวลาน้อยมากๆ ให้กับการใช้เวลาว่างที่มีคุณค่ากับตนเอง ได้แก่ การเขียน Blog กับ การได้อยู่กับคนที่เรารัก เช่น พ่อแม่ หรือแฟน เพื่อบริหารความรักแด่คนที่เรารักมากขึ้น ซึ่งคนที่เรารักสามารถผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการปรับตัวเพื่อการทำงานได้ดีที่สุด ผมขอเรียกว่า Social support related leisure participation ขณะที่การเขียน Blog นั้นเป็น Solitary (Passive) Leisure ซึ่งมีข้อดีกรณีที่เราสามารถใช้เวลาในการสื่อสารร่วมกับคนหมู่มากได้อย่างต่อเนื่องและเป็นเครือข่าย แต่น่าจะมีข้อเสียถ้าเรื่องของเราไม่สามารถเป็นที่สนใจและมีการสื่อสารร่วมกับคนหมู่มากน้อยจนเกินไป กลายเป็นว่าเป็นการเขียนบันทึกส่วนตัว อยู่กับความคิดของตัวเองในเวลาที่มากเกินไปก็จะทำให้ขาดความรู้สึกของการมีมิติทางจิตสังคม การมองความคิดของบุคคลได้เพียงหนึ่งมิติผ่านการติดต่อทางเทคโนโลยีอาจไม่มีการสานต่อมิติอื่นด้วยการออกมาพบปะพูดคุยเพื่อเพิ่มการแสดงความจริงใจต่อกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เราได้เจอเพื่อนใหม่ทาง Blog แต่ไม่มีโอกาสเจอกันหรือพูดคุยกันนอกเหนือจากการพิมพ์ข้อความส่งถึงกัน ผมขอแสดงความชื่นชมที่ G2K จัดโครงการพบปะ Blogger ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความจำเป็นในการทำให้คลังความรู้ของพวกเรามีการแสดงออกในหลายๆมิติครับ