ประเด็นนี้เคยคุยกันไปบ้างแล้วหลายครั้งหลายคราด้วยกัน ผมเองก็ไม่ถึงกับปฏิเสธการเป็นวิทยากรเสมอไป คงรับไว้พิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ....เร็วๆ นี้ก็เพิ่งได้รับจดหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และเห็นว่าน่าสนใจดี เพราะคงจะตรงใจหลายๆ ท่านที่ต้องเกี่ยวพันกับเรื่อง KM ในหน่วยงาน ลองอ่านจดหมายดูก่อน แล้วค่อยคุยกันในตอนท้ายครับ...

เรียน อาจารย์ประพนธ์

ขณะนี้ ได้เสนอความคิดกับผู้รับผิดชอบงาน KM ของหน่วยงาน (ก.พ.ร. กรม) ตามที่อาจารย์แนะนำแล้ว  ซึ่งทาง ก.พ.ร. กรม ก็เพิ่งเปลี่ยนผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ (เริ่มทำปี 47 ถึงปัจจุบัน เปลี่ยนปีละคน)  และกำลังจะทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ KM ของหน่วยงานชุดใหม่  จากนั้นก็คงต้องมาคุยรายละเอียดของโครงการกันอีกครั้ง 

        เท่าที่ได้คุยกับบรรดาผู้รับผิดชอบ KM ในหน่วยงานต่างๆ เห็นได้ชัดว่า KM ของหน่วยงานยังตามหลังกรมอื่นๆ อยู่ เพราะเนื่องจาก KM ของหน่วยงานเริ่มต้นด้วยการทำเพียงเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของ ก.พ.ร. เท่านั้น เวลาผ่านมา 2 ปี จนถึงขณะนี้บางทีพอพูดถึง KM คนก็ยังนึกถึงแค่เว็บไซต์ KM เท่านั้น (ยังไม่ได้เรียนอาจารย์ว่า เกณฑ์บังคับเมื่อปลายปีงบประมาณ 2549 คือ ให้มีเว็บไซต์ KM ของหน่วยงาน และให้ทุกหน่วยงานในสังกัดนำความรู้ขึ้นเว็บไซต์นี้ อย่างน้อย 1 เรื่อง  ปรากฏว่าบางหน่วยงานก็ scan คำสั่ง กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ เอามาใส่ไว้ ใส่อะไรๆ ก็ได้ ขอให้มี  1 เรื่อง...)

        ขอเรียนถามอาจารย์ว่า  หากจะเริ่มต้นใหม่  โดยครั้งแรกจะเชิญอาจารย์มาปูพื้นให้ก่อน  โดยที่ยังไม่จำกัดกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง  แต่จะเน้นให้มีผู้บริหารอยู่ด้วย (ซึ่งก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเข้าฟังกันแค่ไหน) และแกนนำของหน่วยงานต่างๆ  รวมทั้งคนอื่นๆ ที่สนใจให้เข้ามาในครั้งแรกนี้   จากนั้นการจัดครั้งที่สอง ก็จะทำในลักษณะที่เป็น workshop โดยระบุกลุ่มเป้าหมายว่าเฉพาะผู้ที่เป็นแกนนำ KM ของแต่ละหน่วยงาน   ...แบบนี้จะได้หรือเปล่าคะ?

ผมถือโอกาสนี้ตอบจดหมาย เพื่อจะได้เปิดประเด็นนี้อีกครั้งครับ...

ผมชอบจดหมายในลักษณะนี้ เพราะรู้สึกว่าผู้ที่เขียนมานั้นมีความเป็นห่วงเป็นใยในหน่วยงานของตน อยากเห็นหน่วยงานได้รับประโยชน์จากการทำ KM อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำไปเพราะถูกสั่ง ส่วนที่จะเริ่มต้นด้วยการเชิญผม (หรือวิทยากรคนอื่น) ไปบรรยาย ปูพื้น (ให้ความรู้เบื้องต้น) แก่คนในหน่วยงานแบบ ปูพรม ก่อนนั้น... จำเป็นหรือไม่?

ใน สคส. เราได้พูดเรื่องนี้กันมาพอสมควร เพราะจากประสบการณ์ของหลายๆ คนที่ สคส. ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าการบรรยายในลักษณะนี้ ไม่ค่อยจะได้ผล เป็นเพราะคนส่วนใหญ่เข้ามาฟังแบบ ไม่ได้ตั้งใจ หัวหน้าสั่งให้มาก็มา ไม่ใช่ ใจสั่งมา ถ้าไม่ได้มาด้วยใจ ไม่ได้ต้องการจะเรียนรู้ มานั่งฟังอยู่ชั่วโมงสองชั่วโมง ก็ไม่มีประโยชน์อันใด ทำให้เปลืองค่าแอร์ เปลืองค่าน้ำชา -กาแฟไปเปล่าๆ แถมบางครั้งก็พบคนนั่งหลับจำนวนมาก ดูแล้วรู้สึกรันทดใจ เพราะในวิสัยทัศน์หน่วยงานดันเขียนไว้ซะสวยหรูว่าต้องการจะเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือ LO

ที่ผมอดสงสารไม่ได้คือผู้ที่ถูกมอบหมายให้จัดงาน(การสัมมนา) นี้ เพราะเป็นผู้ที่ต้องรับบทหนักในหลายๆ เรื่อง ....ไหนจะต้องติดต่อทาบทามวิทยากร ไหนจะต้องเขียนโครงการเสนอผู้ใหญ่เพื่อให้อนุมัติงบดำเนินการ บางโครงการก็เขียนไว้ค่อนข้าง เวอร์ เช่น ระบุว่าจะมีคนเข้าสัมมนา 200-300 คน แต่พอจัดเข้าจริงๆ ปรากฏว่ามีมาไม่ถึงร้อย... เรื่องการจัดแบบ ปูพรม นี้ ผมพอจะเข้าใจอยู่ครับว่าวัฒนธรรมแบบไทยๆ ถ้าเชิญไปแล้วไม่ทั่วถึง บางทีก็กลายเป็นการสร้างปัญหาที่ยิ่งใหญ่ภายในองค์กร

เรื่องนี้ผมไม่ได้ว่าอะไรหรอกครับ จะจัดเล็กจัดใหญ่ ไม่เป็นไร ขอให้บรรดาผู้บริหารมาเข้าร่วมด้วยก็แล้วกัน เพราะไม่มีอะไรจะอันตรายเท่ากับการที่ลูกน้องรู้ว่า KM ที่แท้จริงนั้นคืออะไร ...ทำอย่างไร ในขณะที่บางทีผู้บริหารยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับ KM  อยู่ ผมมักจะใช้เรื่องที่จะต้องให้ผู้บริหารเข้าร่วยมนี้เป็นข้อต่อรอง ...พูดง่ายๆ ก็คือถ้าไม่มี ผู้ใหญ่ เข้า ผมก็จะไม่รับบรรยาย หน่วยงานที่ไม่เข้าใจก็อาจนึกว่าวิทยากรของ สคส. มักจะ เล่นตัว

นี่ขนาด เล่นตัว นะครับ แต่พอถึงวัน (สัมมนา) จริง ผมกลับรู้สึกเหมือนถูก ฟันแล้วทิ้ง อยู่บ่อยๆ ครับ เพราะที่ตกปากรับคำกันนั้น ดูท่าเอาจริงเอาจัง แต่พอถึงวันสัมมนาจริง ผู้บริหารอยู่กันไม่ครบหรอกครับ เหตุผลส่วนใหญ่ที่รับแจ้งในวันนั้นก็คือ หลายท่านติดประชุม บางท่านต้องเข้ากระทรวง บางท่านต้องไปอีกงานหนึ่งซึ่งบังเอิญจัดวันเดียวกัน.... และอีกสารพัดเหตุผล ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของผู้จัด (ซี่งเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ)

ถ้าให้เลือกได้ ผมพอใจที่จะใช้พลังไปกับการจัด Workshop มากกว่าครับ จริงๆ แล้วการจัด Workshop นั้น ต้องเตรียมการมากกว่าการบรรยายหลายเท่า แต่จากประสบการณ์ของผมถ้าเลือกผู้เข้าร่วมดีๆ โอกาสที่จะผลักดันเรื่อง KM นี้ มีโอกาสสำเร็จสูงกว่าครับ