วันที่ 3 สิงหาคม 2560 เป็นอีกวันที่ผมกับทีมงานและนิสิตต้องทำงานแข่งกับเวลา นั่นก็คือการลงพื้นที่ดำเนินงานว่าด้วยเรื่อง “น้ำท่วม” หรือช่วยเหลือพี่น้องชาวอีสานที่ประสบอุทกภัยในเขตจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด
สายแรกผมและนิสิตจำนวน 7 คนมุ่งตรงสำรวจพื้นที่ ณ บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ส่วนอีกสายตรงดิ่งไปยังบ้านกุดเวียน ต.ท่าตูม อ.เมือง จ.มหาสารคาม นำโดย “เจ้าปุ๊” (จิรัฎฐ์ อภิวิชญ์ทีปกร) และ “เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม” (ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน) อีกในราวๆ 28 คน

ก่อนการเดินทางสู่กุดเวียน : สำรวจพื้นที่ – ปรับเปลี่ยนพื้นที่
ย้อนกลับไปยังวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ทีมเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อแผ่นดินพร้อมเจ้าหน้าที่ฯ เดินทางไปสำรวจชุมชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตอำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม
ก่อนการเดินทาง ผมได้ฝากแง่คิดไปหลายเรื่อง เช่น รูปแบบและวิธีการประสานชุมชนผ่านส่วนราชการและภาคท้องถิ่น ทั้งที่ดูแลเรื่องน้ำท่วมและการปกครองในเรื่องทั่วไป
นอกจากนั้นยังเน้นย้ำการหยั่งลึกถึงสภาพปัญหาและความต้องการอย่างแท้จริงของชุมชนให้ได้มากที่สุด เพื่อนำมาออกแบบเป็นกิจกรรมว่าควรต้องขับเคลื่อนการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างไร เฉกเช่นวาทกรรม “เกาให้ถูกที่คัน” นั่นเอง
เช้าวันนั้น (วันที่ 2 สิงหาคม 2560) ชุดสำรวจพื้นที่ออกเดินทางในเช้าตรู่ ผมทิ้งช่วงให้เวลาผ่านไปนานพอสมควร จึงเริ่มสื่อสารทักทายกลับไปยงพวกเขา
เอาตามตรงก็คือ ผมไม่ได้ “โทรจี้” อะไรมากมายนัก ตรงกันข้ามคือผ่อนเบาและรอดูจังหวะว่าช่วงไหนเหมาะสมที่จะโทรถามทักถึง “ความเป็นไปได้” ที่จะจัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ด้วยเหตุที่ผมไม่ได้ลงพื้นที่ร่วมกับคณะทำงานชุดนี้ ผมจึงมอบให้แต่ละคนตัดสินใจเองว่าพื้นที่ ณ อำเภอนาเชือกฯ เหมาะสมที่จะจัดกิจกรรมช่วยเหลือ-เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมแค่ไหน !
โน่นเลย- พอถึงช่วงเที่ยงวันนั่นแหละ ผมจึงสื่อสารกลับไปอีกรอบ
คราวนี้พวกเขาอยู่ระหว่างพักรับประทานอาหารกลางวัน พร้อมๆ กับการประเมินผลว่าพื้นที่ดังกล่าวเหมาะสมที่จัดกิจกรรมได้หรือไม่ ซึ่งพวกเขาสื่อสารกลับมายังผมว่า “ไม่เหมาะสม” ประมาณว่า ... น้ำลดแล้ว สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย อีกทั้งสภาพความเสียหายก็ไม่ได้รุนแรงนัก หรือแม้บางจุดจะรุนแรงแต่ก็เกินแรงที่นิสิตจะช่วยเหลือได้ –
ปรับพื้นที่ : เรียนรู้ข้อมูลผ่านเครือข่าย
เมื่อพื้นที่ในเขตอำเภอนาเชือกฯ ไม่เหมาะสม ทีมงานจึงยกสายประสานเข้าไปยัง “เหล่ากาชาด จังหวัดมหาสารคาม” เพื่อสอบถามถึงพื้นที่ความเสี่ยง หรือพื้นที่ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
การประสานงานดังกล่าว เราขับเคลื่อนผ่าน “ชมรมยุวกาชาด” เป็นหัวใจหลัก เพราะเป็นองค์กรนิสิตที่สนิทชิดเชื้อและเป็นเครือข่ายอันดีกับทางเหล่ากาชาดฯ
และในชั่วไม่กี่อึดใจของการประสานงานก็ได้รับข้อมูลยืนยันกลับอย่างหนักแน่นว่า “บ้านกุดเวียน ต.ท่าตูม อ.เมือง จ.มหาสารคาม” คือพื้นที่เป้าหมายที่ควรต่อการ “ลงไปดู-ลงไปช่วยเหลือ”

ใช่ครับ- นี่คือพลังของการทำงานเชิงเครือข่ายระหว่างนิสิตกับส่วนราชการ หรือเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นประเด็นเชิงปัจจัยความสำเร็จที่มองข้ามไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องนั้นๆ จะเป็นเรื่องอันเป็นวิกฤต หรือเรื่องทั่วๆ ไปก็เถอะ เพราะนี่คือกระบวนการทำงานบนฐานข้อมูล และเป็นกลยุทธการทำงานอันรวดเร็วในเวลาแสนจะจำกัด –
สำหรับผมแล้ว แค่ได้ยินชื่อบ้านว่า “กุด” ผมก็ไม่แปลกใจเลยว่า “น้ำจะท่วม” หรือ “จะถูกน้ำท่วม”
ด้วยเหตุนี้ เมื่อจัดการกับข้าวปลาอาหารมื้อเที่ยงเสร็จสิ้นแล้ว ทีมงานจึงเร่งรุดไปยังบ้านกุดเวียนฯ เพื่อไปให้เห็นกับตาว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ...
กลับมหาวิทยาลัย : ระดมความคิดออกแบบกิจกรรม
เย็นวันเดียวกัน (วันที่ 2 สิงหาคม 2560) เรานัดประชุมอีกรอบในช่วงเวลา 18.00 น. หลักๆ คือการนำข้อมูลบ้านกุดเวียนฯ มาพิจารณาร่วมกันว่าเหมาะสมที่จะจัดกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือไม่ และหากทำได้จะขับเคลื่อนด้วยรูปแบบใด
กระบวนการเช่นนี้ผมถือว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะประเด็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมของทีมเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคมและนิสิตผู้สนใจทั่วๆ ไป
ในเวทีที่ว่านั้น – ผมให้พวกเขาเลือกผู้นำขึ้นมาหนึ่งคน ที่เหลือคือการเลือกแกนหลักขึ้นมาขับเคลื่อนในพื้นที่บ้านกุดเวียน รวมถึงฝึกให้นิสิตได้นำเสนอสภาพปัญหาให้สมาชิกได้รับรู้ผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวอันเป็นบริบทชุมชนและชะตากรรมที่กำลังประสบภัยฯ
เช่นเดียวกับการมอบหมายให้ร่วมกันวิเคราะห์ว่ากิจกรรมอะไรที่สามารถทำได้บ้าง พอกำหนดรูปแบบกิจกรรมได้โดยสังเขปก็ให้ผู้นำนิสิตได้ทำการประสานตรงกลับไปยังผู้ใหญ่บ้าน เพื่อหารือว่ากิจกรรม หรือรูปแบบที่ว่านั้นเหมาะสมหรือไม่
กระบวนการดังกล่าวนี้ ผมถือว่าเป็นกระบวนการร่วมคิดร่วมตัดสินใจระหว่างนิสิตกับชุมชน เสมือนการตัดสินใจบนฐานข้อมูล ตัดสินใจบนสถานการณ์จริง และที่สำคัญคือการตัดสินใจจากคนในพื้นที่ มิใช่นิสิต หรือมหาวิทยาลัยฯ วิเคราะห์เองเสียทั้งหมด
ลงชุมชน : กิจกรรมบนสถานการณ์จริง (ความต้องการของชุมชน)
เช้าวันที่ 3 สิงหาคม 2560 เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อแผ่นดิน จำนวน 28 คน ร่วมกับนิสิตจากสโมสรนิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ จำนวน 10 คนมุ่งหน้าสู่บ้านกุดเวียนฯ ....
กิจกรรมหลักๆ คือกิจกรรมที่หารือร่วมระหว่างนิสิตกับชุมชน เช่น มอบถุงยังชีพรายครัวเรือน จำนวน 56 ถุง การให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพกายและใจท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม การกรอกกระสอบทรายและจัดวางเป็นทำนบกั้นน้ำระหว่างทุ่งนากับหมู่บ้านบนถนนที่เชื่อมระหว่างทุ่งนากับหมู่บ้าน

กรณีเช่นนี้มีเรื่องน่าสนใจอยู่มิใช่ย่อย กล่าวคือ นิสิตบอกเล่าให้ฟังประมาณว่า ... ชาวบ้านตัดสินใจที่จะไม่สร้างทำนบกั้นน้ำในบริเวณวัด เพื่อให้น้ำไหลผ่านวัดไปยังทุ่งนา เพราะถ้ากั้นเป็นทำนบไว้ที่วัด แน่นอนว่าวัดก็จะรอดพ้นจากการถูกน้ำท่วม แต่น้ำจะเอ่อขังอยู่แต่ในหมู่บ้าน จนท้ายที่สุดก็ท่วมหมู่บ้านไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านและพระสงฆ์จึงลงมติปล่อยให้น้ำไหลผ่านวัดลงไปยังทุ่งนาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ไหลลงไปยังห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำชี หรือหากท่วมทุ่งนาแล้ววนกลับเข้ามาท่วมวัดก็ยังพอประเมินได้ว่าจะไม่ขึ้นสูงถึงขั้นทะลักกลับมาท่วมหมู่บ้านเป็นแน่แท้ ...
นั่นคือปรากฏการณ์ชุดความรู้ที่ชาวบ้านบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมในแบบฉบับของพวกเขา – เป็นแบบฉบับที่ผมยังไม่ได้เห็นและสัมผัสด้วยตนเอง จึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะวิพากษ์ หรือแชร์ความคิดในเรื่องนี้ -
แต่ที่พิเศษและน่าสนใจมากก็คือ ...ถึงแม้เรือกสวนไร่นากว่า 856 ไร่จะจมหายไปกับสายน้ำ แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมอีกในราว 20 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่เหลือเหล่านี้ ชาวบ้านจะใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดูแลร่วมกัน เมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยวก็จะแบ่งปันผลผลิตเพื่อนำไปสู่เมล็ดพันธ์ุ หรือการบริโภคฉันญาติมิตรร่วมกัน

หรือแม้แต่กระบวนการสื่อสารระบบการดูแลสุขภาพก็เช่นกัน นิสิตจากคณะพยาบาลศาสตร์มิได้จัดเตรียมสื่อประกอบการบรรยายอะไรไปมากมาย เน้นการพบปะพูดคุย "สอบถามและถามตอบ" เป็นหัวใจหลัก
ในอีกทำนองก็คือเน้นกระบวนการสื่อสารในลักษณะของการ "เล่าเรื่อง-บอกเล่า" ในแบบง่ายๆ เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจอย่างง่ายๆ และเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง ....
รวมถึงกิจกรรมการ “ทำครัว” ร่วมกับชาวบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีค่าไม่แพ้กัน เนื่องเพราะนิสิตนำวัตถุดิบไปประกอบอาหารเอง เพื่อมิให้เป็นภาระของชุมชน พร้อมๆ กับการทำครัวร่วมกับชุมชนและร่วมรับประทานอาหารด้วยกันโดยปราศจากชนชั้น

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวอันง่ายงามและมีพลังที่นิสิตและเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วนำกลับมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
นี่คืออีกหนึ่งความง่ายงามของการเรียนรู้บนถนนสายกิจกรรม หรือกิจกรรมนอกหลักสูตรที่อบอวลด้วยกระบวนการบ่มเพาะเรื่องจิตอาสา-จิตสาธารณะ- หรือการเรียนรู้ในครรลองของการเป็น "อาสาสมัคร" บนสถานการณ์อันเป็นภัยพิบัติ เพราะเกิดจากการได้ลงพื้นที่เอง ได้วิเคราะห์และลงมือทำด้วยตนเอง
ซึ่งโดยส่วนตัวผลแล้ว ผมถือว่านี่คือศาสตร์และศิลป์ของการเรียนรู้อันเป็นอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ที่มีกลิ่นกลายของการเรียนรู้คู่บริการอยู่ในตัวเองอย่างลึกซึ้งและง่ายงาม โดยเน้นการลงมือทำด้วยตนเองและทำกันอย่างเป็นทีม
หมายเหตุ
เขียน : วันที่ 15 สิงหาคม 2560
ภาพ : ผศ.ดร.อุไร จำปาวะดี / คณะพยาบาลศาสตร์ / เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม







เป็นกำลังใจให้นะครับ อาจารย์แผ่นดิน
ชื่นชมทีมทำงาน
นิสิตทำงานได้ดีมาก
คิดถึงลงพื้นที่ที่จังหวัดพัทลุง
ตอนทำงานที่สงขลาเลย
https://www.gotoknow.org/posts...
https://www.gotoknow.org/posts...
ส่งใจมาเป็น กำลัง..ปัญหา..ภัยธรรมชาติพิบัติ..กำลังเกิดขึ้น..ทุกหนทุกแห่ง..เจ้าค่ะ..มิใช่ ในไทยแห่งเดียว..อุณหภูมิ..สูงขึ้น..ๆ..ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ..ชัดเจนและรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ...(เกาให้ถูกที่คัน)..
เรากำลังคันทั้งตัว."คนทั้งโลก".นะเจ้าคะ...(ดีใจที่เห็นพลัง..ในสังคม..)
-สวัสดีครับ
-การช่วยเหลือกันในยามนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดครับ
-"ยังมีพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมอีกในราว 20 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่เหลือเหล่านี้ ชาวบ้านจะใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดูแลร่วมกัน เมื่อถึงหน้าเก็บเกี่ยวก็จะแบ่งปันผลผลิตเพื่อนำไปสู่เมล็ดพันธ์ุ หรือการบริโภคฉันญาติมิตรร่วมกัน"
-อบอุ่นใจมากๆ ครับครู
-อาจารย์สบายดีนะครับ..
เป็นการตัดสินใจที่ยากนะคะ เรื่องทำทำนบกั้นน้ำ วัดใจการเสียสละเพื่อส่วนรวม หากประสานไมตรี สามัคคีระหว่างสถาบันการศึกษา วัด ชุมชน ทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ บ้านเรา ไม่ใช่แค่ภายในรั้วบ้านเรา แต่คืออาณาเขตทั้งหมดของผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันค่ะ สาธุ กับจิตสาธารณะของน้อง ๆ ลุง ป้า น้า อา และพระสงฆ์ค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ ... กิจกรรมเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหา ที่ดีมากๆ ค่ะ
ขอบคุณครับ
พี่ แสงแห่งความดี...
ขอบพระคุณสำหรับกำลังใจอันทรงพลังที่ส่งมาให้นะครับ ---
สวัสดีครับ
ดร.ขจิต ฝอยทอง
งานจิตอาสาน้ำท่วม คือที่มาที่ไปของวาทกรรม "ใจนำพา ศรัทธานำทาง" ที่ผมใช้เป็นหมุดหมายของการทำงานจิตอาสา หรืออาสาสมัคร ซึ่งก็มีนิสิตจำนวนไม่น้อยซึมซับกับวาทกรรมนี้ รวมถึงนำมาใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่มากมายเหมือนอดีต แต่ก็ดีใจที่นิสิตชอบวาทกรรมและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมฯ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ
ดร.ขจิต ฝอยทอง
งานจิตอาสาน้ำท่วม คือที่มาที่ไปของวาทกรรม "ใจนำพา ศรัทธานำทาง" ที่ผมใช้เป็นหมุดหมายของการทำงานจิตอาสา หรืออาสาสมัคร ซึ่งก็มีนิสิตจำนวนไม่น้อยซึมซับกับวาทกรรมนี้ รวมถึงนำมาใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่มากมายเหมือนอดีต แต่ก็ดีใจที่นิสิตชอบวาทกรรมและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมฯ
ขอบคุณครับ