คุณยายของทิมดาบ จากพวกเราไปสองสัปดาห์กว่าๆ

ผมรับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นรายล้อมของผมและพวกเรา บ้านของคุณยาย ดูแสนจะเงียบเหงาและเศร้าหมอง

คุณตาของทิมดาบ วิถีชีวิตได้เปลี่ยนไป ท่านไม่ชอบออกนอกบ้านเช่นเคย ไม่ไปดูต้นไม้ ไปเอาเศษอาหารไปเลี้ยงไก่ ท่านเก็บตัวอยู่ในห้องนอน ดูผ่านกระจกท่านจะนอนหลับตาเงียบๆ เปิดทีวีแต่ไม่ดู และเปิดสมุด เปิดดูรูปภาพของครอบครัวไปเรื่อยๆ

พวกเราอดห่วงไม่ได้ พยายามพาท่านออกนั่งรถไปข้างนอก กินข้าวนอกบ้าน ไปห้างสรรพสินค้า พาไปตลาดนัด ซื้ออาหาร

ภรรยาของผมเช่นกัน ตอนคุณยายป่วยหนักที่โรงพยาบาล ดึกๆ ข้างเตียง จะร้องไห้แบบไม่มีเสียงทุกวันๆ จนคุณยายเสียแล้ว จะไม่ร้องไห้ แต่จะเงียบมากๆ เหมือนตุ๊กตาที่หีบดนตรีนิ่งเฉย ไม่ได้ไขลาน

ผมและลูก ก็แก้ไขเช่นด้วยกับคุณตา วันทำงานเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็ไหว้วานน้องสาวไปนอนด้วย

เมื่อวันหยุด พวกผมจะเดินทางมาเจอกันที่บ้านยาย เพราะภรรยาจะมาทำบุญให้คุณยายที่วัดทุกๆ เช้า

ผมหวังว่า เวลาจะช่วยเยียวยาการสูฐเสียอันยิ่งใหญ่นี้


วันหยุด ภรรยาจะตื่นเช้า ทำอาหารและขนมที่คุณยายชอบกิน เพื่อเตรียมปิ่นโตไปวัด

วัดที่บ้านภรรยา ยังมีกลิ่นอายแบบดั้งเดิมและเรียบง่าย ผู้คนยังนิยมไปวัดค่อนข้างหนาตา

พระท่าน จะฉันภัตตาหารในปิ่นโต ที่พวกเราเตรียมไว้ และถ้ามีขนม นม หรืออาหารถุงในบาตรของพระ ท่านจะเอาใส่ปิ่นโตให้พวกเราด้วย

ผมรู้สึกทึ่ง เพราะผมไม่เคยเจอแบบนี้ ใช้ปิ่นโตสามารถลดขยะได้ดี และรู้สึกอบอุ่นที่พระท่านมอบอาหารที่ท่านได้จากการบิณฑบาตรคืนให้เราด้วย


"ชีวิตย่อมมีทั้งการเป็นผู้ให้และผู้รับ สิ่งที่สูญเสียไปของช่วงชีวิต จะมีบางสิ่งคืนกลับมาให้พวกเราระลึกถึงคุณค่าเสมอ"