สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ EADP รุ่น 10 ทุกท่าน
ขอต้อนรับเข้าสู่ ช่วงที่ 4 ของ หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย (กฟผ.) รุ่นที่ 10 (ปี 2557) หรือEGAT ASSISTANT DIRECTOR DEVELOPMENT PROGRAM : EADP 2014 ระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน 2557
แม้ว่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่องเรื่องคนให้กับ กฟผ. มาปีนี้เป็นปีที่ 10 แต่ผมก็ยังรู้สึกตื่นเต้น และพยายามจะแสวงหาความรู้ที่สด และทันสมัยมาแบ่งปันกับลูกศิษย์ของผมเสมอ
จากการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารของ กฟผ. ในระดับผู้อำนวยการ 3 รุ่น และในระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอีก 6 รุ่นที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจในลูกศิษย์ของผมที่วันนี้หลายคนเติบโต และเป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของสังคม
"ทุนมนุษย์" ใน กฟผ. นั้นเข้มแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว ผมเป็นเพียงผู้ที่จะช่วยทำหน้าที่จุดประกาย สร้าง Inspiration ให้พวกเขามีพลัง มี Ideas ใหม่ ๆ มีความเข้าใจสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกและพยายามเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการทิ้งผลงานหรือสิ่งที่มีคุณค่าไว้สำหรับสังคมไทยของเรา
สิ่งที่ผมและคน "กฟผ." ต้องระลึกถึงเสมอ คือ ผู้นำของเรา ต้องขอขอบคุณ ท่านผู้ว่าการ กฟผ. และอดีตผู้ว่าการฯ ทุกท่าน น่าชื่นชมที่มีปรัชญาและความเชื่อว่า "คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามากที่สุดขององค์กร" สูตรสำเร็จของการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรในยุคนี้ คือ ผู้นำหรือ CEO+SMART HR+ Non-HR และผมเชื่อว่าการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ใน กฟผ. อย่างต่อเนื่องจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้ กฟผ. เติบโตอย่างยั่งยืนได้แน่นอน
สำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย รุ่นที่ 10 ในปีนี้ ผมก็หวังว่าจะมีสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในการทำงานของ กฟผ. และเป็นการสร้างที่สร้างความสุขให้แก่คนไทยต่อไป และผมขอให้ทุกท่านใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ของพวกเรา และแบ่งปันความรู้เหล่านี้ไปสู่สังคมของเราครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
สรุปการบรรยายจากทีมวิชาการ Chira Academy
Panel Discussion หัวข้อ ประสบการณ์ของผู้นำกฟผ. กับการบริหารวิกฤติและความเสี่ยง
โดย คุณไกรสีห์ กรรณสูต
อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
คุณสมบัติ ศานติจารี
อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ในวันที่ 29 เมษายน 2557
ณ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ช่วงนี้ของรุ่น 10 พิเศษ เพราะจะให้อดีตผู้ว่าการพูดถึงประสบการณ์ของท่านแบบลงลึกด้านวิกฤติและความเสี่ยง
วิกฤติกฟผ.มาแล้วมาอีก เป็นวิกฤติหลายชั้น ผู้นำต้องจัดการวิกฤติให้ได้
ท่านไกรสีห์ริเริ่มการศึกษาดูงานต่างประเทศสำหรับโครงการ EADP
ท่านสมบัติทำงานต่อเนื่อง และส่งเสริมท่านสุทัศน์เป็นผู้ว่าการคนต่อไป
คุณสมบัติ ศานติจารี
ความเสี่ยงไม่ซ้ำแบบ ตอนนี้มีความเข้มงวดจากองค์กรอิสระมากขึ้น
ควรสื่อสารให้ระดับรู้ว่ามีแผนอะไร
ภาวะวิกฤติ เรามีแผนป้องกันไม่ให้เกิด
เมื่อเกิดแล้ว ต้องแก้ให้เร็ว
ต้องใช้เวลาฟื้นฟู โดยทำการตลาดเพื่อสังคม
ตอนผมเป็นผู้ว่า ไม่เป็นวิกฤติใหญ่
การสื่อสารเป็นหัวใจของภาวะวิกฤติ
ต้องรายงานให้สังคมรับรู้ฉับพลัน โดยสรุป และตรงไปตรงมา
การสื่อสารที่ดี
1.ห้ามโทษผู้อื่น
2.อย่าให้ความเห็นที่เดา
3.ตอบทุกสื่อ
4.ห้ามลำเอียง
ถ้านิ่ง ไม่ตอบสื่อมวลชน เขาจะคิดว่าจริง
ห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ
ต้องกำหนดคนให้ข่าวไม่ให้สับสน
การทำการตลาดเพื่อสังคมสำคัญในยุคปัจจุบัน ต้องทำให้อิงกับสังคม
ตอนผมเป็นผู้ว่าการ ปี 2553 เจ้าหน้าที่ปล่อยน้ำ มีผลกระทบต่อการใช้น้ำ เจ้าหน้าที่สื่อในพื้นที่ เราทำการสื่อสารไป แต่กระทรวงตั้งกรรมการสอบ
ต้องมีการประกาศทุกปีเรื่องเขื่อน เพราะมีการรุกล้ำทุกปี
เกิดเหตุ ต้องให้ผู้บริหารรู้ทันที ผู้บริหารต้องแจ้งสายบังคับบัญชาเพื่อจำกัดความเสียหาย
การสื่อสารเป็นหัวใจแก้วิกฤติ
มอบคนเดียวให้เป็นผู้รู้เรื่องแล้วสื่อออกไป
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
วิกฤติเกิดตลอดเวลา มีหลายมิติ เช่น เรื่องการเมือง สิ่งแวดล้อมต่างประเทศ
ท่านสมบัติเน้นฟื้นฟู
ท่านสมบัติพูดถูก อย่าให้วิกฤติเกิด จนสร้างปัญหาจนฟื้นฟูยาก
คุณสมบัติ ศานติจารี
ทุกหน่วยงานมีแผนแก้ไข
สถิติพบว่า บางคนไม่ได้ปฏิบัติตามแผน ควรมีการซักซ้อมแผนต้องสม่ำเสมอ ต้องมีการถ่ายทอดความรู้ใหม่ให้เจ้าหน้าที่
การเรียนรู้จากวิกฤติเก่าๆจะทำให้รับมือวิกฤติใหม่ๆได้
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เรามักมี Engineering Crisis ถ้ามีวิกฤติที่ไม่คาดคิด อาจมีเรื่องการเงิน คอรัปชั่น การแทรกแซงของการเมือง
คุณสมบัติ ศานติจารี
นโยบายภาครัฐสำคัญสุด คาดเดานโยบายการเมืองลำบาก
วิกฤติการบริหารการไม่น่าเป็นห่วง เรามีรายได้แน่นอน และมีความโปร่งใส
ในอนาคต อาจมีวิกฤติจากสิ่งแวดล้อม NGOs ค่อนข้างเข้มแข็ง ควรสื่อสารกับเขา
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ปีเน้นเรื่องชุมชนมาก และทำ CSR มาก
เรื่องความสัมพันธ์กับการเมือง เราค้นหาตัวเองและป้องกัน เรื่องธรรมาภิบาลและโปร่งใสช่วยได้มาก
รุ่นนี้ ควรเปิดโอกาสให้ออกไป Network กับคนนอกก็ได้
คำถาม
คนที่ 1
วิกฤติทันที ไฟดับฉุกเฉิน
วิกฤติอนาคต ขาดแคลนเชื้อเพลิง
วิกฤติทั้งสองแบบแก้อย่างไร
คุณสมบัติ ศานติจารี
กฟผ.รู้หมดว่าต้องทำอะไร เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับการเมือง ก็ช่วยแก้ได้ มิฉะนั้นเสนอไปก็ไม่ได้รับการสนองตอบที่ดี
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
รุ่น 10 เป็นผู้ที่จัดการอย่างฉลาดกับการเมือง
โซล่าร์ที่สั่งมาจากจีนไม่ยั่งยืน มีบริษัทแฝงนักการเมืองมา
รุ่น 11 ต้องเน้นการเมืองมากขึ้น
ต้องอ่านการเมืองให้ออก
กฟผ.ควรถือหุ้นในบริษัทมากขึ้น
คุณสมบัติ ศานติจารี
รัฐวิสาหกิจไม่สามารถถือหุ้นในเอกชนเกิน 49% เพราะจะทำให้บริษัทนั้นเป็นรัฐวิสาหกิจทันที
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
รุ่น 9 บอกว่า กฟผ.มีกำไรในบริษัทลูกมากแต่ถือหุ้นน้อย
ต้องนำความรู้มาเสนอท่านสมบัติ
คนที่ 2
ในวิกฤติมีโอกาส กฟผ.ควรทำแผนเพื่อสร้างโอกาส เช่น Solar roof ออกแบบและร่วมลงทุนกับเอกชน
คุณสมบัติ ศานติจารี
ถูกต้องในวิกฤติมีโอกาส บางบริษัทเช่นไทลีนอล เก็บยาทำหลายทิ้ง หลังวิกฤติแล้วดีกว่าเดิมเพราะมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
ในกฟผ. มีผลกระทบมากกว่าสร้างโอกาส มันทำให้เอฟทีขึ้น
เราสามารถใช้ประสบการณ์ไปรับงานได้
แต่ควรป้องกันวิกฤติก่อน
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ควรย้อนดูวิจัยกฟผ.ว่า มีวิกฤติใดที่สร้างโอกาสได้
รุ่น 10 มีการทลายไซโล คือรู้จักกันในรุ่นก่อน มีการ Share Vision และ Value
รุ่นนี้ วิกฤติใหญ่สุดคือมีเงินไม่พอลงทุน และอำนาจในตลาดทุน เราต้องขอความร่วมมือกับรัฐบาล
คนที่ 3
ที่ผ่านมา เรื่องสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากภาครัฐ เรามีสัดส่วนการผลิตเล็กลง ในสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ เราจะแสวงหาโอกาสภายใต้นโยบายอย่างนี้อย่างไร
คุณสมบัติ ศานติจารี
ฝ่ายบริหารทุกยุคต่อสู้เรื่องนี้ตลอด ผมสื่อให้สหภาพรับรู้ตลอด
เรื่องนี้ใช้เป็นโอกาสไม่ได้
เราต้องหาทางร่วมมือกับสหภาพแก้ปัญหา
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
สื่อในสังคมไทยตอนนี้ยังไม่รู้ว่ากฟผ.ผลิตไฟฟ้าน้อยลงไม่ใช่สัดส่วน 50:50
เราต้องแสดงให้คนนอกเห็นสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริง แล้วคนจะเห็นใจกฟผ.
คนที่ 4
การทำการตลาดเพื่อสังคมเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของกฟผ. ท่านมีอะไรจะแนะนำการไฟฟ้าไหม
คุณสมบัติ ศานติจารี
กฟผ.เก่งบริหารการเงิน แต่ภาวะสังคมบีบรัด ผมตั้งหน่วยงานดูแล เราทำดีมาก
เราพยายามสื่อให้สังคมรู้ว่ากฟผ.ทำอะไร
ผมเคยไปพบนายกอานันท์ ต่อมาเข้าใจแม่เมาะ ทำให้มีการต่อต้านน้อยลง
ผมเรียนรู้จากปตท.
การตลาดเพื่อสังคมสำคัญ การสร้างความสัมพันธ์กับ NGOs สำคัญ
เราทำมากแต่ขาดการสื่อที่ดี
เราปลูกป่ามาก แต่ไม่มีใครคิดถึงเรา
คนที่ 5
เราควรปรับโครงสร้างอย่างไร เรามีคนมาก เพื่อดูแลพนักงาน
คุณสมบัติ ศานติจารี
กฟผ.ควบคุมจำนวนคนมาก
ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ชี้แจงและรักษาประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ดี
SEPA ทำให้เราแข็งแกร่ง
ต้องมีความสัมพันธ์กับการเมืองที่ดี
ต้องใช้คนให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
กฟผ.มีคนมาก งานลดลง ต้องรักษาความสามารถให้รัฐทราบว่ากฟผ.มีความสามารถ
ต้องใช้สหภาพให้เป็นประโยชน์ สื่อให้เขารู้และช่วยกันทำงาน
ต้องให้ภาคประชาสังคมเข้าใจภาพที่แท้จริง
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
อยากให้เชิญสหภาพมาเป็นผู้สังเกตการณ์ใน EADP ควรมี Value Diversity
ใน EADP11 ควรมีสหภาพมาเป็นผู้สังเกตการณ์ แล้วเขาจะได้ไปสื่อกับสังคมได้
คนที่ 6
สัดส่วนการผลิตน้อยลงเรื่อยๆ เราจะทำธุรกิจอะไรหารายได้ให้มาก
เราควรรับจ้างคนที่แบ่งสัดส่วนการผลิตเราไปไหม
คุณสมบัติ ศานติจารี
ควรเน้นรับงานต่างประเทศดีกว่า เป็นการสั่งสมประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่
ปัญหาคือ คนดีๆถูกดึงตัวไปหมด
สหภาพกฟผ.เป็นสหภาพที่ดีที่สุด รู้ว่าฝ่ายไหนคิดอะไร แต่พูดไม่ได้
ผมไปพบสหภาพทุก 2 เดือน ไปรับฟังปัญหา
คนที่ 7
ผู้บริหารก็ปิดบังสหภาพเหมือนกัน เช่นเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
จากข้อสังเกตการทำงานกับภาคประชาชนมี 3 ระดับ
1.ระดับชี้วิกฤติ อาจเป็นอาจารย์ สว. ไม่ว่าองค์กรใดที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สังคม ท่านเหล่านี้ให้สัมภาษณ์ทั่วไป
2. อาจารย์ นำประเด็นไปสอนลูกศิษย์ ไม่รู้จักกับระดับแรก กลุ่มอาจารย์ก็เป็นที่ปรึกษามวลชน ก็ให้ข้อมูล
ประกาศ EIA เขามาระดมความคิดคนในพื้นที่ กลุ่มชี้ประเด็นก็พูดแต่ละเรื่อง
ประชาชนจะเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น เกิดผู้นำเขาเองเรียกว่า แกนนำ
3. แกนนำ ผู้นำชุมชน ถ่ายทอดข้อมูลไปเครือข่าย ngos.com
องค์กรเราคนละหน้าที่ จึงไม่สามารถสื่อสารกันได้
วิกฤติแบบนี้จะแก้อย่างไร
คุณสมบัติ ศานติจารี
นี่เป็นปัญหาจุดอ่อนของเรา
พวกประชาสังคม เราต้องมีความจริงใจกับเขา อย่าไปแบบฉาบฉวยทำให้ปัญหาหนักขึ้น
เราต้องเรียนรู้จากประชาสังคมจะได้ทราบวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม
ข้อจำกัดนโยบายสำคัญที่สุด
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ขอขอบคุณท่านผู้ว่าสมบัติ
ได้ความรู้จากท่านมาก ท่านโต้ตอบได้ดี
คุณไกรสีห์ กรรณสูต
เมื่อปี 2547 ตอนผมเป็นผู้ว่าการ รัฐบาลมีนโยบายให้กฟผ.เป็นรัฐวิสากิจรายแรกที่จะแปรรูป ท่านผู้ว่าสุนทรเจรจากับรัฐบาลได้ดี รัฐบาลให้โรงไฟฟ้าแก่กฟผ. 50% ส่วนที่เหลือต้องไป Bid แข่งด้วย ตอนนั้นก็มีแนวโน้มที่จะได้โรงไฟฟ้ามาก
ตอนนั้นผมเป็นรองผู้ว่าวางแผน เรามีที่ปรึกษาแปรรูป ชุด 1 เสนอให้มีการสวอปหุ้นเอกโกกับราชบุรี เกิดมีกลุ่มเล็กๆที่มายืนประท้วงคือกลุ่มดอกไม้ขาว ผู้บริหารสมัยนั้นไม่คิดว่าเป็นจุดก่อให้เกิดวิกฤติ แค่ไปทำความเข้าใจกับเขา
คนกลุ่มเล็กพูดก็ขยายวาง ผู้ว่าการก็ชี้แจงผ่าน EGAT TV มีการบุกไปหยุดการชี้แจง มีกลุ่มต่างจังหวัดไปปิดตึก มีพนักงานกฟผ.และสหภาพมาประท้วง
หลังจากนั้นมีการสรรหาผู้ว่าใหม่ ผมก็เข้ามาในช่วงวิกฤติพอดี ผมเสนอวิสัยทัศน์ที่จะแก้วิกฤติเพื่อให้กลับสู่สภาวะปกติ
ผมควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ใหญ่โต จึงหารือกับสหภาพ ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด
1.คปก คณะกรรมการประสานความเข้าใจองค์กร มีผู้บริหารและสหภาพ
2.Fact-based ค้นหาความจริง หัวหน้าคณะทำงานคือท่านสุทัศน์ คุณอังคณาเป็นเขานุการคณะทำงาน หน้าที่เป็นเสนาธิการหาข้อเท็จจริง สื่อสารในภาวะวิกฤติ
ผมรับหน้าที่ประชาสัมพันธ์สื่อสารในภาวะวิกฤติ
ตอนนั้นกฟผ.ออกโทรทัศน์ทุกช่องและหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง
คณะทำงานจะช่วยเตรียมข้อมูลมาประชาสัมพันธ์ คณะทำงานประกอบด้วยคนศักยภาพสูง มีความคิดดี มนุษยสัมพันธ์ดีของแต่ละสายงาน
ผมใช้การสื่อสารทกรูปแบบที่มี เพราะต้องการให้คนกฟผ.รู้มากที่สุด ใช้วิธีการสื่อสารตามสาย EGAT TV ใบปลิวรายวัน
คปก.พยายามจะคุยว่าเดินหน้าอย่างไร ช่วยกันแก้ปัญหา อย่าทำให้หน้าที่กฟผ.เสียหาย
ในการหาข้อมูล เรามีวอร์รูมติดตามเหตุการณ์ มีการหาข้อมูลเชิงลับด้วย และมีข้อมูลในการหาข้อเท็จจริง พนักงานประท้วงกันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่สหภาพเท่านั้น มีการหาสาเหตุ
มีการไปสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ
มีการสัมภาษณ์เรื่องทางออกสำหรับกฟผ.
ข้อมูลจากทางลับ คือ ประท้วงเพราะเป็นการขายสมบัติชาติ นอกจากนี้เป็นความไม่มั่นคงในอาชีพ เป็นบริษัทใช้คนน้อย อาจ lay off และพรรคการเมืองอาจหาผลประโยชน์ บางคนมองว่าการเปลี่ยนเป็นพนักงานบริษัททำให้ศักดิ์ศรีน้อยลง
เมื่อทราบสาเหตุ ก็วางกลยุทธ์คือ
1.ผมสร้างความเชื่อมั่นในองค์กร ยึดประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง สื่อสารตรงไปตรงมา
2.มีคนที่เป็นกลางจำนวนมาก คนประท้วงถือว่าน้อยกว่า ต้องสร้างแนวร่วม เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเข้ามาช่วยกันหาทางออก กฟผ.จะเดินไปทิศทางใด พูดให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อองค์กร เช่น กฟผ.วางแผนสร้างโรงไฟฟ้า 4 โรงและระบบส่ง จะกู้เงินหรือใช้งบรัฐต้องผ่านรัฐบาล ถ้าประท้วงรัฐบาล เขาอาจจะดองเรา ไม่ให้งบ อาจจะให้เอกชนสร้างแทน รัฐบาลอาจสร้างหน่วยงานคล้ายกฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าแทน
3.ผมพูดให้คลายกังวล สร้างความมั่นใจว่ากฟผ.จะไม่มีการปลดพนักงาน สร้างงานให้มากขึ้น มีบริษัทในเครือหลายๆบริษัท กฟผ.อาจจะไปทำงานด้านเชื้อเพลิงและสื่อสาร เรามีสายส่งทั่วประเทศและบนสายส่งมีไฟเบอร์ออพติค สามารถตั้ง EGAT Telecom ได้
รัฐบาลบอกว่ากฟผ.ใช้เงินมาก ถ้ากู้จะสร้างหนี้ให้ประเทศมาก จึงให้แปรรูปหาเงิน
เราขอรัฐบาลว่าให้กฟผ.เข้าตลาดหุ้นไม่เกิน 30% คนนอกจะได้ไม่มีอำนาจบริหาร คนกฟผ.ยังบริหารอยู่
ผมพูดทำการชี้แจงเอง ฝ่ายเสนาธิการส่งข้อมูลให้ผมพูด เรายืนยันว่าเราทำหน้าที่ปกติ ไม่มีการดับไฟ
คณะทำงานหาทางออกร่วมกัน ผมเป็นตัวกลาง นำจุดร่วมทิศทางกฟผ.ไปเสนอคณะรัฐมนตรี โดยไม่กังวลเรื่องตำแหน่งหน้าที่
คณะทำงานจึงออกแบบสอบถามกำหนดเกณฑ์เพื่อให้เลือกทิศทางคือ
1.เสนอให้ทุกฝ่ายยอมรับ
2.กฟผ.เป็นใหญ่มีความสามารถในการแข่งขัน เช่นเรื่องราคา
3.กฟผ.ต้องเป็น National Champion เรื่องไฟฟ้า
4.กฟผ.ต้องมีความสามารถในการลงทุน มีความคล่องตัวในการทำงาน
เราส่งให้คนกฟผ.ทุกคน
กฟผ.มีแนวทาง 18 รูปแบบตัวอย่างเช่น
1.กฟผ.อยู่แบบเดิม
2.โรงไฟฟ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ ระบบส่งเป็นของรัฐ
3.เฉพาะโรงไฟฟ้าเทอร์มัลเข้าตลาดหลักทรัพย์
4.เฉพาะโรงไฟฟ้าเทอร์มัลที่มีศักยภาพสูงเข้าตลาดหลักทรัพย์
5.เฉพาะระบบส่งเข้าตลาดหลักทรัพย์
หลังจากนั้น ตระเวน Public Hearing แต่ละภาค
ระหว่างนั้น สหภาพมาพบผมเป็นระยะ ต้องใช้ความอดทนในการเจรจา ผมเข้าใจสหภาพก็รักกฟผ.ไม่อยากให้นักการเมืองมาหาผลประโยชน์ ผมเจรจากับสหภาพว่า เราต้องความร่วมมือจากรัฐบาล ต้องถอยคนละก้าว หาจุดที่คุยกันได้ การที่กฟผ.เป็นองค์กรรัฐ ก็ต้องร่วมมือกับรัฐ
ทำให้รัฐบาลชะลอโครงการ
ตอนแรกสหภาพมาเรียกร้องให้ยกเลิกการส่งแบบสอบถามให้พนักงานทุกคน เพราะพนักงานลงคะแนนเพราะกลัวอิทธิพลหัวหน้า ผู้บริหารทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้ด้วย เรามีหน่วยรับแบบสอบถามโดยไม่ต้องผ่านหัวหน้าโดยมี PO Box หรืออินเตอร์เน็ต
สรุป 80% เห็นว่า ให้กฟผ.ทั้งหมดเข้าตลาดหลักทรัพย์
6-7 เดือนผ่านไป มีสัญญาณว่ากฟผ.ผ่าทางตันวิกฤติได้ คนเบื่อการประท้วง คนประท้วงน้อยลง
ผมใช้ความเด็ดขาด ช่วงนั้นมีวันหยุดยาว มีการประชุมลับปิดประตูทุกด้าน มีหน่วยรื้อเต็นท์ทำงานเสร็จไม่เกินครึ่งชั่วโมง แล้วนำไปไว้ในสถานีตำรวจ
หลังจากนั้นเป็นการฟื้นฟูให้กฟผ.กลับมาสู่สภาพเดิม
ในช่วง 3 ปีที่เป็นผู้ว่าการ ก็ทำงานตามวัตถุประสงค์ แต่ก็มาดูปัจจัยเสี่ยง
1.ปัจจัยการเมือง ภาคใต้มีสถานการณ์ที่รุนแรง มีการก่อวินาศกรรม
2.เศรษฐกิจ มีความผันผวน ถ้าดีเกินคาด ไฟฟ้าไม่พอ
3.สังคม การสร้างโรงไฟฟ้ามีคนต่อต้านสูง
4.นโยบายรัฐบาล ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าไฟหรือเอฟที จะทำให้รายได้กฟผ.มีปัญหา ถ้าเป็นประชานิยมให้คนใช้ไฟฟ้าราคาถูก กฟผ.ก็แย่
5.อุปกรณ์เสื่อมโทรมเนื่องจากใช้งานมานาน ทำให้ไฟดับได้
ในการจัดการความเสี่ยง ต้องมีแผนรองรับให้ดี ใครเป็นเจ้าภาพ เช่น การสร้างโรงไฟฟ้ามีผลต่อการเติบโตของกฟผ. แห่งใหม่ที่จะไปสร้างคือจะนะ เราต้องใช้น้ำทำระบบหล่อเย็น เขาทำประมงมาก ก่อนปล่อยน้ำ เราปรับอุณหภูมิไม่ให้ปลาตาย เขาบอกว่า เวลาเราดูดน้ำ เท่ากับดูดไข่ปลาไปด้วย เวลาเขาพูดเรื่องโรงไฟฟ้า เขากลัวทุกอย่าง
เขาดูจากแม่เมาะ เขากลัวเรื่องมลภาวะ
ปัญหาคือเราเข้าไปชุมชนช้ากว่า NGOs ทำให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลทางลบก่อน
กฟผ.ก็ไปจับเข่าคุยกับชาวบ้านคลายกังวล เราจะมีกองทุนประกันความเสียหาย ถ้าปลาของเขาตาย ก็ให้ค่าชดเชย
เราต้องไปพบนักการเมืองท้องถิ่นก่อนและคนที่ชาวบ้านเคารพนับถือเช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ทำความเข้าใจว่าโรงฟ้าจะไม่ก่อมลภาวะให้ ถ้ามีความเสียหาย จะชดเชย จะมีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าให้ ทำให้คนมีคุณภาพชีวิต รับคนท้องถิ่นเข้าทำงานบ้างในบางตำแหน่ง
การไฟฟ้าโรงจะนะไม่มีการประท้วงเลย จ่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนด
ความเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้า เราก็มีแผน Restore
ในเรื่อง Share ความเสี่ยง กฟผ.ไปลงทุนต่างประเทศ เช่น ลาว เราร่วมลงทุนกับคนอื่น
โรงไฟฟ้ามีโอกาสไฟไหม้ เรามีการทำประกันภัยไว้
Learning Forum & Practice
หัวข้อ บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่
โดย อาจารย์ณภัสวรรณ จิลลานนท์
29 เมษายน 2557
ศิลปะการแต่งกายสไตล์นักบริหารยุคใหม่
เทคนิคการดูแลใบหน้าและแต่งหน้าให้ดูดีมีสไตล์
การเลือกทรงผมกับบุคลิกคนทำงานรุ่นใหม่
มาดและท่วงท่าอิริยาบถของคนทันสมัย
มารยาททางธุรกิจ
มารยาทในการรับประทานอาหารแบบต่าง ๆ: มารยาทในการเข้างานเลี้ยง
การเขียนบัตรเชิญ: สิ่งที่สำคัญคือต้องสะกดชื่อคนให้ถูก
First Impression: คืออะไรความคิดเห็นของผู้อบรม คือ การแต่งกาย
ศีรษะ: ผู้ชาย หากมีผมหงอก อย่าใช้สีดำย้อมผม เพราะจะดูไม่ดี เหมือนใส่วิก
ผู้หญิง: ที่ดัดผม ควรม้วนผมบ้าง อย่าปล่อยผมฟู พะรุงพะรัง หากจะติดกิ๊ฟ ควรเลือกสีดำ สีน้ำตาล หรือกิ๊ฟประดับเพชร
ผู้ชาย: ไม่ควรสระผมตอนเย็น เพราะจะขึ้นรา ศีรษะจะล้าน
การแต่งตัว:
กางเกง ควรตัดความยาวให้พอดี กางเกงไม่ควรมีจีบ
มาด:
ผู้ชาย: ดูดีเวลาใส่สูท หากมีกระดุม 2 เม็ด ติดกระดุมบน ปล่อยเม็ดล่าง หาก 3 เม็ดติดกระดุมเม็ดบนและเม็ดกลาง ปล่อยเม็ดล่าง
ผู้หญิง: ใส่ส้นสูง และต้องรู้กาละเทศว่าจะใส่ตอนไหน
อารมณ์ดี: มีรอยยิ้มให้กันเสมอ
การพูดจา: ไม่ควรพูดจาด้วยคำหยาบ
กาลเทศะ: ควรใส่เสื้อผ้า แต่งตัวให้เหมาะสมกับกาละเทศะ
บุคลิกภาพ ควรทำความเข้าใจกับองค์ประกอบ ที่มีอิทธิพลต่อบุคลิก
สีสัน: ผิวสองสี ไม่ควรใส่สีคล้ำๆสีกรมท่าสำดำปนเขียวขี้ม้าหม่นๆไม่ได้
ผิวขาว: ใส่สีอะไรก็ได้ ชมพู โอรส
สัดส่วน : คนอ้วน ไม่ควรใส่สีเหลือง
เส้นสาย: การเลือกเสื้อที่มีลายเส้นสาย สามารถอำพรางหุ่นได้ กางเกงยีนส์ เป็นกางเกงที่ใส่ยาก เพราะมีเส้นนำสายตา ต้องเลือกให้เหมาะกับรูปร่างตัวเอง
สีขาว ความสมบูรณ์
สีเทา ความเป็นทางการ
ม่วงแดง สีผู้สูงศักดิ์ โรแมนติก ศักดิสิทธิ์
สไตล์การแต่งตัว
กางเกงสแลคแบบเป็นทางการ: เป็นการเกงสอย ความยาวจะไม่ลอย จะพอดี
ผู้หญิงที่ขาสั้น อย่าใส่กางเกง 5 ส่วน เพราะจะดูขายิ่งสั้น
กางเกงมีจีบ จะดูพอง ทำให้ดูไม่สมส่วน
รองเท้า เป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากดูอ้วน เตี้ย ควรใส่รองเท้าหัวยาว จะทำให้ดูเพรียวขึ้น
เนคไท: ความยาว ควรยาวมาถึงหัวเข็มขัด ความใหญ่ของเนคไท ควรดูว่าเราเป็นคนหน้าใหญ่หรือไม่ ควรเลือกลายคลาสสิค
ถุงเท้า ควรใส่สีเดียวกับกางเกง
เสื้อเชิ้ต ควรใส่ให้เสื้อพอดีตัว เพื่อเสริมบุคลิกตัวเองให้ดูดี
ผู้บริหาร ควรมีซองใส่นามบัตร
คอปก เสื้อเชิ้ต ควรซื้อเสื้อที่ non wrinkle ไม่ใช่ซื้อผ้าฝ้าย
รองเท้าทำงาน : ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย ควรเลือกรองเท้าหน้ายาว
ผู้หญิง: เวลาใส่ทำงานควรใส่รองเท้าที่มีสายรัดส้น หรือ รองเท้าคัชชู
กระโปรง ควรใส่ทรงดินสอ จะดูเพรียว ไม่ควรใส่กระโปรงแหวก ไม่ควรใส่เสื้อกล้าม แล้วใส่สูททับ
กระเป๋าถือผู้หญิง ไม่ควรใหญ่เกินไป ควรถือขนาดพอเหมาะ
รองเท้าที่ควรใส่ไปทำงานของผู้หญิงคือ รองเท้าคัชชู เก็บนิ้วเท้า
เครื่องประดับของผู้หญิง ควรเลือกชิ้นให้มีขนาดพอเหมาะ หากเสื้อผ้ามีลายเยอะอยู่แล้วก็ไม่ควรใส่เครื่องประดับมากมาย
เข็มขัด: ควรเลือกเรียบๆ ดูดี
นาฬิกา: ไม่ควรเลือกเป็นสายหนัง PVC เพราะไม่เหมาะกับเสื้อผ้า
ท่วงท่า
การนั่งบนเก้าอี้: ผู้หญิง ควรมือเอาขวาจับพนัก เอาน่องสัมผัสเก้าอี้ แล้วนั่งแค่ครึ่งเดียว
ผู้หญิง ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะไม่สุภาพ
การยืน: ผู้ชายยืนส้นไม่ติดกัน มือทิ้งปล่อยข้างลำตัว สบายๆ
การเดิน: อย่าเดินลากเท้า ควรให้ส้นลงก่อน
การไหว้: เอามือไหว้ที่กลางอก มือติดกัน ศอกไม่กางออก ไหว้ไม่ต้องถอนสายบัว เพราะการถอนสายบัวไม่ได้ถอนให้คนทั่วไป
การเชคแฮนด์: คนที่เป็นคนยื่นมือก่อน ต้องเป็นคนปล่อยมือก่อน
กรณีประชุมแบบนานาชาติ ก่อนประชุม ต้องเชคแฮนด์แนะนำตัวทั้งโต๊ะ เพื่อทำความรู้จักกัน
ท่วงท่าอันตราย:
การนั่งบนรถเก๋งข้างหลัง คนที่มีตำแหน่งใหญ่สุดนั่งซ้าย รองลงมาขวาสุด และตำแหน่งน้อยสุดนั่งกลาง เลขานั่งข้างหน้า
การแลกนามบัตร ต้องหันนามบัตรให้เขาอ่าน ต้องรับก่อนผู้อาวุโส แต่ถ้าอายุใกล้เคียงกันให้เร็วกว่าก็รับก่อน หากคนที่ 3 เข้ามา คนทีมาด้วยกัน ต้องแนะนำให้อีกคนหนึ่งรู้จัก หากอีกคนหนึ่งอาวุโสกว่า ให้แนะนำก่อน
การให้เกียรติใคร เรียกชื่อคนนั้นก่อน
การรดน้ำสังข์: ต้องรดเจ้าสาวก่อน เพื่อให้เกียรติผู้หญิง
การนำทางผู้ใหญ่: มือเปิดทาง คือมือขวา เดินนำผู้ใหญ่ระยะห่าง 1 ช่วงแขน
การขึ้นบันได: ผู้หญิง หรือ ผู้อาวุโสขึ้นก่อน เวลาลง เด็กหรือผู้หญิงลงก่อน
มารยาทบนโต๊ะอาหาร เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
กิจกรรมกลุ่ม: นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้องานวิจัย
และแนะนำแนวทางในการเสนอโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา
โดย อาจารย์กิตติ ชยางคกุล
วันพุธที่ 30 เมษายน 2557
-ครั้งที่แล้ว กำหนดหัวข้อ และกรอบการศึกษา และมอบหมายให้เก็บข้อมูล
-ครั้งนี้ นำเสนอผลการศึกษา โดยวิเคราะห์จากข้อมูลที่เก็บได้
-เสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหา
-นำข้อเสนอแนะที่ได้ไปสู่การพัฒนาองค์กรโดยการนำเสนอโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนา EGAT
หัวข้อวิจัย
1.การสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานการ กฟผ: ศึกษากรณี โครงการการเดินเครื่องและบำรุงรักษาใน สปป.ลาว
2.ปัจจัยที่มีผลต่อสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.
3.ยุทธศาสตร์สร้างการยอมรับต่อความสำเร็จในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่
4.ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ต่อการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
5.ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความร่วมมือของชุมชนต่อการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ.
6.ปัญหาการสื่อสารภายในเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของ EGAT Group
7.ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจในการได้รับค่าตอบแทนที่ดินของผู้ได้รับผลกระทบ
กลุ่ม 6 ปัญหาการสื่อสารภายในเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของ EGAT Group
ข้อมูลที่ได้เพิ่มเติม
หลังจากหา literature review พบว่าการสื่อสารในองค์กรแล้ว ควรสร้างการสื่อสารระหว่าง EGAT Group ที่มีประสิทธิภาพ ต้องสร้างให้เกิดความวางใจ ให้เกียรติซึ่งกันละกัน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
คุณลักษณะอื่นๆ คือต้องมีการเจรจาต่อรองซึ่งจะเกิดการJoint venture มุ่งเน้นไปสู่ลูกค้า
ทำแบบสอบถามแล้ว ทำกับระดับนโยบาย 5 คำถาม
อ.กิตติ: ขอฝากให้หาเพิ่มเติมว่าการสื่อสารในองค์กร EGAT เกิดปัญหาจริงหรือไม่
- สมมติฐานภายในองค์กรเป็นปัญหาทำให้การสื่อสารภายในองค์กร ทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กรลดลง
-ควรทำแบบสอบถามไปยัง Primary source เพื่อดูว่าเป็นไปตามที่ไปหาข้อมูลหรือไม่
และงานวิจัยนี้ควรดูว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
- จากการศึกษาพบอะไรบ้าง
- เริ่มต้นการดำเนินงานอย่างไร
- โครงการที่สร้างควรเป็นโครงการที่สร้างเพื่อให้ EGAT GROUP มาร่วมกันได้ในทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความร่วมมือ
กลุ่ม 4 ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานกฟผ. ต่อการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
ข้อมูลที่ได้เพิ่มเติม
อ.กิตติ: การรับรู้ของคนกฟผ.ส่วนกลางและภูมิภาคจะแตกต่างกันทั้งข้อมูล และความรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทัศนคติ ซึ่งเชื่อมโยงกับการสื่อสารภายในองค์กรด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นของกลุ่มที่ 6
- การใช้เสียงตามสายอาจเข้าไปถึงส่วนภูมิภาค
- วัฒนธรรมองค์กรของภูมิภาคและส่วนกลางต่างกัน อาจจะมีผลต่อทัศนคติ
อ.กิตติ : ขอฝากยังกลุ่ม 6 ด้วยการสื่อสารภายในองค์กรสารถเข้าไปใช้ส่วนไหนได้บ้าง
เครื่องมือจากส่วนกลางเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารในองค์กรด้วยหรือไม่
กลุ่ม 4 ต้องกำหนดให้ชัดว่าสามารถเอาข้อมูลมาจากที่อื่นได้อีกหรือไม่ สมมติฐานบอกว่าผู้ปฏิบัติงานส่วนกลางมีทัศนคติที่มีมากกว่าผู้ปฏิบัติงานส่วนภูมิภาค อยากจะขอให้ปรับจุดนี้ เพราะดูเป็นเชิงลบมากเกินไป
กลุ่ม 5 ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความร่วมมือของชุมชนต่อการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ.
กลุ่ม 7 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจในการได้รับค่าตอบแทนที่ดินของผู้ได้รับผลกระทบ
อ.กิตติ:
-อะไรเป็นปัญหา ปัจจัยที่ส่งผลกระทบคืออะไร รู้ได้อย่างไร
-จากการศึกษาได้ข้อมูลมาจากแหล่งใดบ้าง
-สมมติฐาน ความพึงพอใจในการได้รับค่าตอบแทนที่ดินเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้รับความร่วมมือในการดำเนินงานของกฟผ.
-เสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างไร
กลุ่ม 3 ยุทธศาสตร์สร้างการยอมรับต่อความสำเร็จในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่
ข้อมูลเพิ่มเติม
กลุ่ม 2 ปัจจัยที่มีผลต่อสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.
สิ่งที่ได้เพิ่มเติม
กลุ่ม 1 การสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานการ กฟผ: ศึกษากรณีโครงการการเดินเครื่องและบำรุงรักษาใน สปป.ลาว
อ.กิตติ : แรงจูงใจปัจจุบันเป็นอย่างไร พอหรือไม่ และรู้ได้อย่างไรว่าพอ
สมมติฐาน: แรงจูงใจและความต้องการส่วนบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในการปฏิบัติงานในโครงการการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงงานพลังความร้อนลึกในหงสา สปป.ลาว
กิจกรรมกลุ่ม: นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้องานวิจัย
และแนะนำแนวทางในการเสนอโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา
โดย อาจารย์กิตติ ชยางคกุล
วันพุธที่ 30 เมษายน 2557 (ต่อ)
โครงการพัฒนาผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายและเทียบเท่า (รุ่นที่ 10)
ให้แต่ละกลุ่มจัดทำ Power Point นำเสนอโครงการวิจัย (จำนวน 10-15 หน้า) ดังนี้
กำหนดส่งวันที่ 18 พฤษภาคม 2557 ที่ email: [email protected]
ให้แต่ละกลุ่มเลือกข้อเสนอแนะที่สำคัญที่ได้จากการศึกษาของกลุ่มมาพัฒนาเป็นโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อพัฒนา กฟผ. จำนวน 1 โครงการ มีจัดทำเป็นข้อเสนอโครงการ ดังนี้
(Power Point ไม่เกิน 10 หน้า)
กำหนดส่งร่างข้อเสนอโครงการ วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 ที่ email: [email protected]
สรุปการบรรยายโดย ทีมงานวิชาการ Chira Academy
ศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาทุนมนุษย์และ
พัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้
โดย นายแพทย์จักรพงศ์ ไพบูลย์
แพทย์หญิงใจทิพย์ ไพบูลย์
ณ กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด
ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
วันที่ 30 เมษายน 2557
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
กลุ่ม กฟผ. ที่เรียนรู้กลุ่มนี้เป็นระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่มีมุมมองใหม่ ๆ โดยเฉพาะ
การทำงานในระดับประเทศดีแล้วแต่ต้องพัฒนาคนในประเทศให้ดีด้วย จึงขอให้ไปเสริมศักยภาพ และแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
คนไทยสามารถทำธุรกิจอาหารเสริมได้เช่นกัน การขายตรงเป็นการตลาดที่ล้ำลึกเนื่องจากสามารถคัดคนกลางและไปหาผู้บริโภคได้ สิ่งที่ต้องการให้ศึกษาคือเรื่อง Management System อยากให้ คนกฟผ. มี Management , Creativity และ Innovation ด้วย
ภาพรวมบริษัทกิฟฟารีน
- บริษัทกิฟฟารีนก่อตั้งเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา มียอดขายรวมถึงปัจจุบัน 50,000 ล้านบาท ยอดขายปัจจุบันปีละ 5,000 ล้านบาท
หัวใจของกิฟฟารีน
1. โรงงานผลิตเครื่องสำอาง มาตรฐาน ISO 9001 : 2000 ควบคุมโดยคณะแพทย์ เภสัชกร
เครื่องสำอาง มีการค้นคว้าวิจัยร่วมกับ บริษัท DSM (ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) เพื่อสร้างการยอมรับในระดับสากล
2. โรงงานผลิตอาหาร ใช้มาตรฐาน GMP ,HACCP , Halal ควบคุมโดยนักวิทยาศาสตร์อาหาร ผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติที่หลากหลาย
3. ห้องปฏิบัติการกลาง (Central Lab)เพื่อตรวจสอบคุณภาพความปลอดภัย อาหาร อาหารเสริม ยา ผลิตภัณฑ์ครัวเรือน เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ทางเคมี และการปนเปื้อนเทคโนโลยี โดยจะตรวจสอบทุกขั้นตอน ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ได้รับใบรับรอง ISO 17025 และการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม และน้ำเสียในระดับสากล ซึ่งถ้าโรงงานที่จะร่วมกันต้องได้รับมาตรฐาน ISO 17025 ด้วยเช่นกัน
นายแพทย์จักรพงศ์ ไพบูลย์
คำถาม
สนใจบริษัทกิฟฟารีนพอสมควร ทราบว่ามียอดขาย 70,000 ล้าน มีบริษัทจดทะเบียน 9 ล้านบริษัท
สถานการณ์ธุรกิจขายตรงมีการแข่งขันสูงมากแม้ว่าธุรกิจจะชะลอตัว ไม่ทราบว่ามีแนวคิดไปขายในต่างประเทศเพื่อเพิ่มยอดขายต่าง ๆ หรือไม่ แล้วบริษัทกิฟฟารีนในช่วง 2-3 ปีนี้จะมุ่งเน้นรักษาสัดส่วนการตลาดต่อไปหรือมุ่งไปสู่อาเซียนเหมือนบริษัทขายตรงอื่น ๆ
คำตอบ
คุณหมอนลินี สู้ทุกอย่างและไปที่ต่าง ๆ ในอาเซียน แต่ในแง่ขายตรงใช้ระบบเดียวกับประเทศไทยและสามารถตามไปดูแลใกล้ชิด ประเทศในอาเซียนที่จะไปได้แก่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แต่คงยังไม่ถึงยุโรป เพราะมีข้อห้ามสินค้าขายตรง และความชอบสินค้ามีความแตกต่างกัน
สำหรับในส่วนโรงงานมีไปออกบู้ทที่ต่าง ๆ ซึ่งก็มีต่างประเทศจ้าให้ทำการผลิต โดยทางโรงงานจะขอรับผลิตแบบ ODM คือเป็นการผลิตแบบที่มีการวิจัยให้ด้วย
บริษัทตั้งเมื่อปี 2539 ได้ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เนื่องจากซื้อวัตถุดิบในต่างประเทศ แต่ยังคงมี Packaging ในประเทศ แม้ว่าทางบริษัทจะไม่กู้เงินต่างประเทศ แต่ปัญหาหนักคือค่าเงินบาทลอยตัว เกิดปัญหาในการรับสินค้านำเข้าวัตถุดิบ Supplier ขอปรับราคาตลอด ก็พยายามอดทน ทำให้ผ่านวิกฤติตรงนั้นมาได้
ขายตรงแปลกกว่าขายปลีกคือมีรายได้ให้กับสมาชิก เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ สมาชิกจะเริ่มขยันมากขึ้น ดังนั้นภาวะวิกฤติก็เป็นโอกาสที่ทำให้ธุรกิจขายตรงเติบโตได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามพื้นฐานของบริษัทต้องสำคัญด้วย สินค้าที่ขาย เป็นสินค้าอุปโภค บริโภคและครัวเรือน สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคที่ใช้สินค้าแล้วได้เงินปันผลกลับคืน ดังนั้นการตลาดยังอยู่ในประเทศ
สินค้ามาจากโรงงานที่เราควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง แต่มีบ้างที่มีสินค้าจากพันธมิตรเช่น ยางรถ เครื่องกรองอากาศ มะขามเปรี้ยวเป็นต้น
สิ่งที่กิฟฟารีนให้ความสำคัญคือการควบคุมให้คุณภาพสินค้าให้ดี มีการปรับปรุงให้เหมาะกับผู้บริโภค มีการติดต่อสื่อสารสมาชิกโดยทาง Line และ Facebook ซึ่งต่างกับขายตรงอื่น ๆ ที่เชียร์ให้ซื้อสินค้าอย่างเดียว แต่ที่นี้จะเป็นการตอบปัญหาและแนะนำ ซึ่งเป็นจรรยาบรรณที่ทำมาตลอด 18 ปี
สมาชิกจำนวนมากที่ไปที่อื่นมาแล้วและไม่ประสบความสำเร็จก็กลับมาที่เดิม และกิฟฟารีนก็ยินดีต้อนรับ
ถ้านำสินค้าในเมืองไทยไปต่างประเทศไม่มีใครสนใจเรา เราจึงมุ่งที่จุดขายของประเทศไทยคือสินค้าจากธรรมชาติ ภายใต้ Brand Pattrena และเริ่มมีลูกค้าที่มอง Pattrena และขอให้ช่วยผลิตให้แต่ทางโรงงานจะสามารถทำให้แบบ ODM เท่านั้น คือ การผลิตที่ต้องมีการวิจัยและพัฒนาด้วยว่าอยากได้อะไร แบรนด์ต้องการอะไร โดยจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่ Concept จนผลิตสินค้าออกมาขาย แล้วไม่ผลิตไปไหน มีตัวอย่างลูกค้าจากรัสเซีย และฝรั่งเศส มีสั่งให้ผลิตสินค้าแล้วใช้ว่า Made in Thailand ทำให้มีลูกค้าเข้ามาเรื่อย ๆ
คำถาม
คนที่เกี่ยวข้องมาจากหลากหลายอาชีพ มีกระบวนการทำงานร่วมกันแต่ต้น วิธีการทำให้เกิดการ Merge คนที่แตกต่างกันให้มีทัศนคติ และวิสัยทัศน์เดียวกัน มีวิธีการอย่างไร
คำตอบ
มีนโยบายอยู่ในความดีงาม อยู่ในความถูกต้อง อยู่ในการกุศล
บริษัทที่เจริญมาก ๆ เลี้ยงคนเก่ง แต่บริษัทนี้เลี้ยงคนดี ถ้าไม่เก่งก็ตักเตือนได้ ไม่ต้องมีคนไปจ้ำชี้จ้ำไช ให้เกียรติ ดูแลแบบพี่น้อง เพียงแค่ขอว่าอย่าชั่ว ชั่วเมื่อไรออก
แต่ที่ Marketing ต้องอยู่ด้วยความเก่ง
สอนสมาชิก สอนด้วยความดี เป็นบริษัทที่มีค่า สิ่งที่ให้คนอื่นไม่ใช่ความรวย แต่เป็นสัมมาอาชีวะ
บริษัทจะโตช้า แต่มั่นคง
พนักงานดูแลเหมือนญาติมิตร เมื่อป่วยหรือบาดเจ็บจะส่งที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธทันที มีคุณหมอดูแลอย่างดี
การดูแลพนักงานอย่างดี ดูแลแบบพี่น้อง พอองค์กรใหญ่ขึ้น ก็มีการแบ่งแผนก มีการส่งผ่านความรู้สึกแบบพี่น้อง ทุกแผนกเป็นหัวใจสำคัญต่อการทำงาน เน้นการสื่อสารภายในแผนก และสื่อสารภายนอกแผนก ไม่ประชุมเฉพาะหัวหน้าแต่ให้ลูกน้องมาประชุมด้วย จะได้รู้ว่าข้อมูลได้จากไหนมาบ้าง และจะได้รู้สึกถึงความมีส่วนร่วม และขั้นตอนความยากง่ายในการทำงาน
การทำงานเกี่ยวกับสุขภาพ ต้องมีการดูแลบุคลากร และการพัฒนาบุคลากรเป็นสำคัญ ชีวิตการทำงานไม่เหมือนในมหาวิทยาลัย เพราะต้องเจอปัญหา เจอคน เจอลูกน้องที่ต่ำกว่า เหมือนแบบฝึกหัดในชีวิตจริง แล้วส่งต่อการทำงานแบบรุ่นสู่รุ่น ต้องมองว่าเด็กต้องก้าวสู่ผู้ใหญ่ในอนาคต แต่ระบบอาจไม่เหมือนราชการตลอด แต่ใช้ทั้งราชการ คุณธรรม และความพร้อม
เวลาโปรโมทเลื่อนขั้น จะถาม Manager ว่าพร้อมหรือไม่ที่จะต้องเจอปัญหา วิธีการบริหารจึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นทั้งครอบครัว และบริหารแบบใหม่ไปด้วยกัน อาจเป็นการบริหารที่ไม่ดีที่สุด แต่เน้นให้พนักงานเกิดความรู้สึกรักองค์กร มีความสุข มากกว่าให้ความสำคัญกับกำไร
มาตรฐาน GPO ฯลฯ เป็นสิ่งให้อยากนำมาใช้เพราะว่าทำให้คนมีคุณภาพ ดี มีชีวิตดี มีความปลอดภัย
คำถาม
หลักการการทำงานในประเทศไทยกับประเทศอื่นเหมือนหรือไม่
คำตอบ
กิฟฟารีน กับการนำระบบการขายไปใช้ในประเทศอื่นคิดว่าน่าจะนำไปใช้ได้ในประเทศเพื่อนบ้าน
Pattrena เป็นแบรนด์ที่ 2 ที่ผลิตส่งไปต่างประเทศ ไม่ใช้ระบบขายตรง MLM ในต่างประเทศเหมือนกิฟฟารีน เพราะมีปัญหาเรื่องภาษา
คนที่จัดการสมาชิกในประเทศนั้น ๆ ต้องมีคนที่รู้จักภาษาเหล่านั้น
Culture เวียดนามไม่เหมือนคนไทย คนที่เวียดนามมีความแอคทีฟมาก ๆ ดังนั้นต้องดูก่อนว่าจะเปิดได้หรือไม่
การทำระบบขายตรงไปต่างประเทศ ไม่ได้ขยายเยอะมาก แต่ที่ 33 ประเทศทั่วโลกคือสินค้าที่มาจากโรงงานของ กิฟฟารีน
คำถาม
วิกฤตที่สำคัญที่กิฟฟารีนเจอคืออะไรบ้าง
คำตอบ
น้ำท่วม แต่มีการเตรียมการไว้ก่อนแล้ว เพราะไปบริจาคของตามที่ต่าง ๆ เลยปิดโรงงานก่อนน้ำท่วม 7 วัน ขนของทุกชิ้นขึ้นชั้น 2 หมดเลย มีเรือ 4 ลำ เครื่องจักรขึ้นข้างบนหมด ค่าเสียหาย 101 ล้านบาท ได้ประกัน 100 ล้านบาท เสียเงิน 1 ล้านบาท
คำถาม
ตอนน้ำท่วม มีการทำป้องกันไว้อย่างไรบ้าง
คำตอบ
ทำการทำเขื่อนสูงเกินไว้ 3 เมตร เครื่องจักรข้างบน มีเรือ 10 ลำ มีท่าเรือเรียบร้อยแล้ว แต่บริษัทประกันไม่รับประกันแล้ว ถ้ารับก็จ่ายแค่ 20%
มีแผนย้าย มีการทบทวนแผน มีปั๊มน้ำเตรียมพร้อม ถอดบานประตูขึ้นหมด
เตรียมตุนข้าวสาร
มีเตรียมระบบสำรองเรื่องการผลิต แบบพอทำได้ ทำให้เสร็จให้ได้
มีการเตรียมความร่วมมือกับการไฟฟ้าทำสัญญาในการส่งไฟ
คำถาม
ใช้ระยะเวลา 18 ปีกว่าจะมีความมั่นคงจนทุกวันนี้ มีทุนเริ่มต้น 80 ล้านบาท เริ่มจากคน 20 คน อยากถามว่าทำอย่างไรในช่วงเริ่มต้นจนผ่านมาทุกวันนี้
คำตอบ
ในวันที่เปิดบริษัท ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ ทำแบบพอตัว ทำพอสมควร ถามคุณหมอนลินีว่าอยากได้ยอดขายเท่าไหร่ บริษัทเดิม 100 ล้านบาทต่อเดือน แต่คาดว่าบริษัทใหม่ขอประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือนก็พอ
เริ่มจากการเรียนรู้วิธีการทำเครื่องสำอาง ยังไม่มีตัวโรงงาน มีการทำสินค้าเตรียมพร้อมในเดือนมีนาคม 10 ล้านบาท ลงทุนไป 70-80 ล้านบาท เริ่มแรกยังไม่มีคนเชื่อแต่หลังจากนั้นครึ่งเดือนขายได้ 10 ล้านบาท แต่ด้วยเครื่องจักรที่มีได้ 100 ล้านบาทต่อเดือนใน 2-3 ปีแรก ต่อมาโรงงานเริ่มทำ GMP มีนโยบายทำโฆษณาทีวี มียอดขาย 400-500 ล้านบาทต่อเดือน ยอดขายต่อปี 4,000 – 5,000 ล้านบาท
สิ่งที่ทำเริ่มต้น มีการเอามาตรฐานยามาจับ หาคนที่มีความรู้มาทำงาน ทำงานร่วมกับเขา และมองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ถ้ามีคนเชี่ยวชาญ สามารถส่งต่อวัฒนธรรมองค์กรได้ก็จะสบาย
งาน Operation อยู่ที่มือพนักงานทุกคนที่ทำงาน มีการคุยกับผู้จัดการแผนกเพื่อให้การทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน เน้นการ Support ให้มีความสุข
แนวคิดทำดีที่สุดในงานในหน้าที่ของเรา แล้วเราจะประสบความสำเร็จ
คำถาม
ในธุรกิจขายตรง ส่วนมากใช้วิธีเรียนลัดคือโยกตัวบริหารจากธุรกิจข้างเคียงมา แต่ กิฟฟารีน สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกได้อย่างไรว่าเราจะยืนในจุดนี้ สามารถบริหารแบบ Family Business แต่บริหารแบบมืออาชีพได้อย่างไร
คำตอบ
เน้นอยู่ในความดีงาม ความถูกต้อง ให้เกียรติ ไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ ให้เสนอความคิดว่าดีอย่างไร ถ้าเชื่อถือได้ก็ทำ คำว่าธุรกิจครอบครัว ถ้าคลาดเคลื่อนอะไรบางอย่างต้องคุยให้เข้าใจ ทางด้านการตลาดหมอต้อยสานต่อให้ลูกดูแลโรงงานต่อ สมาชิกวางระบบให้ลูกสมาชิกดูแลงานต่อเช่นกัน ให้ลูกสานต่อเหมือนกัน อย่างโรงงานให้ลูกดูแลต่อ วางตัวไว้ เช่นวางให้ลูกทำงานต่อ เน้นคนดี ไม่ใช่คนเก่ง ทำของดี ๆ ให้คนมีความสุขที่สุด เพราะตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ ไม่เสียดอกเบี้ย
เอาเงินขายขยะทำเป็นสวัสดิการ ไม่เสียดอกเบี้ย สนับสนุนให้พนักงานฝากเงินประจำ ใครติดยาบ้า ยาม้าจะส่งไปรักษา แต่ถ้าติดอีกจะเอาออก
ขอให้เป็นคนดี เป็นโรงงานสบายใจ เลี้ยงคนให้มีความสุขเหมือนสิ่งที่คนไทยควรจะได้
จงเป็นอยู่ในความถูกต้อง ไม่มีอะไรดีกว่าความรู้ สมาชิกถูกสอนให้ความรู้ที่มีค่าและความดี ไม่สำคัญที่ยอดขาย สมาชิกมีเบอร์คุณหมอทุกคน และ Line ที่ให้เป็นสาธารณะ แล้วทุกคนอยู่ในความดีงามและความถูกต้อง
ปกติคุณหมอห้ามพูดอาหารเสริม แต่หมอได้รับเชิญไปบรรยาย อะไรชั่ว อะไรดีมีจุดยืน
คำถาม
อนุสาวรีย์ที่เป็นรูปโลโก้มีความหมายอย่างไร
คำตอบ
มีน้ำพุอยู่บนตัว I ทำให้สวยเท่านั้นไม่ได้มีความหมายอย่างไร ส่วน Skyline คือน้องฟ้า
การบริหารจัดการทำตาม Common Sense โรงงานพนักงานไม่ได้รับเงินเดือนสูงมากแต่ได้รับความภูมิใจ มั่นคง ความเติบโตในอนาคต ตอนน้ำท่วมเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ทำอาหารเลี้ยง จนถึงปัจจุบัน เลยทำให้ประหยัดเงินค่าอาหารกลางวัน เปิดโอกาสให้ทุกแผนกเสนอเมนูมาได้ ให้ทุกคนทานข้าวหม้อเดียวกัน กระทะเดียวกัน ตักเอง ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันดี เป็นพี่เป็นน้องกัน อยู่รวมกัน แต่บางคนถ้าอยากทานข้างนอกก็ได้
งานเดี่ยวเพิ่มเติม
อ่านและสรุปบทความบทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ หนังสือพิมพ์แนวหน้า หัวข้อ มารู้จักJokowi ตามลิงค์นี้
http://www.naewna.com/politic/columnist/12063
ประเด็นการเรียนรู้ในการอบรมในวันที่ 30 เมษายน 2557
ศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาทุนมนุษย์และพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้
ณ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
วันนี้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมกิจการของบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด (กิฟฟารีน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้ก่อตั้งขึ้นจากความมุ่งมั่นของคณะแพทย์และเภสัชกร เมื่อเดือนมีนาคม 2539 และมีโรงงาน (แห่งใหม่) ตั้งอยู่ที่ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ต. คลองหนึ่ง อ. คลองหลวง จ. ปทุมธานี บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ ด้วยงบประมาณในการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ออกแบบถูกต้องตามหลัก GMP ทั้งในด้านโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ กิฟฟารีนดำเนินงานโดย แพทย์ เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์ เป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน การจัดการ สิ่งแวดล้อม ISO14001 และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยของอาหารในระดับสากล
ในการเยี่ยมชมวันนี้ มีคุณหมอจักรพงศ์ ไพบูลย์ และคุณหมอใจทิพย์ ไพบูลย์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงมาให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และที่ประทับใจคือ ผู้บริหารกิฟฟารีน มีแนวคิดการบริหารเชิงพุทธ ที่ทำธุรกิจแบบมีคุณธรรม และไม่เอาเปรียบสังคม ส่งสริมคนดี คนเก่ง (คนชั่วไม่เอา)
กิฟฟารีน เป็นบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ทั้งผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องใช้สำหรับร่างกาย โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นธุรกิจในครอบครัวเล็กๆ มีพนักงานเพียง 20 คน มีสินค้าเพียง 84 ชนิด จากนั้นได้มีการขยายกิจการเรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบัน มีสินค้ากว่า 2,000 รายการ มีพนักงานกว่า 1,000 คน และเนื่องจากเป็นโรงงานใหม่ ตั้งมาไม่นาน พนักงานจึงเป็นคนวัยหนุ่มสาว มีอายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี
กิฟฟารีน มีพันธกิจของบริษัทฯ คือ “ก้าวต่อไปสู่อนาคตด้วยความพร้อมของศักยภาพทุกๆ ด้าน 360 องศา เพื่อรองรับความสำเร็จของนักธุรกิจของเรา และความคาดหวังของ ผู้บริโภค ซึ่งหมายความถึงผลิตภัณฑ์ที่ดีในปัจจุบัน และอนาคตรวมถึงระบบสนับสนุน ที่ดีที่สุดในการพัฒนา ความสามารถของนักธุรกิจเครือข่ายสู่ความมั่นใจในการเติบโตไป ข้างหน้าอย่าง งดงามและยั่งยืน”
ปรัชญาการทำงานของกิฟฟารีนคือ “กิฟฟารีน ... มุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นด้วยการมอบโอกาส ทางธุรกิจที่ดีที่สุด พร้อมทั้งตระหนักถึงการตอบแทนกลับคืนสู่สังคม และการใช้ ทรัพยากร อย่างคุ้มค่า”
กิฟฟารีน เป็นธุรกิจขายตรงในรูปแบบการตลาดเครือข่าย (Network Marketing) หรือที่รู้จักกันในรูปแบบ Multi Level Marketing(MLM) ที่มีหลักการ MLM แบบสหกรณ์ ในรูปแบบสมาชิกในการซื้อขายสินค้า มีสมาชิกนักธุรกิจและผู้บริโภครวมกันกว่า 6,000,000 รหัส
กิฟฟารีน ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ หลังจากได้เริ่มสำรวจตลาดในหลายๆประเทศ ปัจจุบัน บริษัทกิฟฟารีนมีการส่งออกสินค้าไปยังกว่า 30 ประเทศทั่วโลก อาทิเช่น เกาหลี ออสเตรเลีย เยอรมนี สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น เป็นต้น
บริษัทฯ ได้มีการดำเนินธุรกิจเครือข่ายกิฟฟารีนในประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันมีการเปิดดำเนินธุรกิจเครือข่ายแล้วในประเทศ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และกำลังจะไปเปิดตลาดเวียดนามต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากเป็นธุรกิจ MLM จึงมุ่งสู่ตลาดในแถบ ASEAN ก่อน ไม่มุ่งตลาดยุโรป เพราะตลาด ASEAN มีความเหมือนหรือคล้ายกันกับไทย ส่วนตลาดยุโรปมีความแตกต่างกันกับไทย
กิฟฟารีน (Giffarine) เป็นแบรนด์ที่ขายในไทย ส่วน แพทรินา (Pattrena) เป็นแบรนด์ที่ขายในต่างประเทศ ซึ่งทั้งสองชื่อนี้ มีที่มาคือเป็นการชื่อของลูกสาวมาตั้งเป็นชื้อสินค้า
โรงงานกิฟฟารีน ประกอบด้วย 3 ส่วน แบ่งเป็น 1) โรงงานผลิตเครื่องสำอาง 2) โรงงานผลิตอาหารและยา และ 3) Central Lab หรือห้องปฏิบัติการกลาง โดย Central Lab มีภารกิจในการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง, อาหาร, อาหารเสริม, ยาแผนโบราณ, ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน ฯลฯ ที่ผลิตโดย โรงงานของกิฟฟารีน เพื่อเป็นการประกันว่าสินค้าต่างๆ ของกิฟฟารีนมีคุณภาพ และ ความปลอดภัยสูง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
การบริหารจัดการคน กิฟฟารีน มีการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมคุณภาพต่างๆ เช่น QCC, KAIZEN ซึ่งพนักงานกิฟฟารีนก็ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี มีส่วนร่วม มีใจ ในการทำงาน นอกจากนี้ จากการอธิบายของคุณหมอจักรพงศ์ฯ ทำให้เข้าใจได้ว่า กิฟฟารีน ดูเหมือนจะดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทำให้มีความผูกพันกับองต์กร ช่วยกันดูแล ร่วมมือ ร่วมใจในการทำงาน และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด ส่งผลถึงประโยชน์ของบริษัทโดยรวมที่ดีขึ้น
ดังนั้น เมื่อเทียบเคียงกับ กฟผ. ซึ่งเป็นองค์กรที่เก่าแก่ มีอายุครบ 45 ปี ในวันนี้ (1 พฤษภาคม 2557) หากสามารถทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความผูกพันกับองต์กร ช่วยกันดูแล ร่วมมือ ร่วมใจในการทำงาน และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด อีกทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม ก็จะส่งผลถึงประโยชน์ของ กฟผ. โดยรวมที่ดีขึ้น ได้เช่นกัน
ประเด็นการเรียนรู้ในการอบรมในวันที่ 30 เมษายน 2557
กิจกรรมกลุ่ม: นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้องานวิจัย และแนะนำแนวทางในการเสนอโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา โดย อาจารย์กิตติ ชยางคกุล
วันนี้ พวกเราเข้าห้องเรียนช้า เพราะการเดินทางกลับจากนิคมอุสาหกรรมนวนคร ที่ต้องฝ่ารถติดเข้าเมืองมา กว่าจะถึง กฟผ. ก็ประมาณ บ่าย 3 โมง แต่อาจารย์ก็ยังใจเย็นรอพวกเราเข้าห้องเรียน เพื่อทำหน้าที่ค่ะ (ต้องยกนิ้วให้เลย)
วันนี้เป็นการแนะนำปรับปรุงโครงร่างวิจัยที่ได้เสนออาจารย์ไว้ ซึ่งครั้งที่แล้วได้มีการกำหนดหัวข้อ และกรอบการศึกษาเรียบร้อยแล้วทุกกลุ่ม โดยมีหัวข้อวิจัย ดังนี้
กลุ่ม 1. การสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานการ กฟผ: ศึกษากรณี โครงการการเดินเครื่องและบำรุงรักษาใน สปป.ลาว
กลุ่ม 2. ปัจจัยที่มีผลต่อสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.
กลุ่ม 3. ยุทธศาสตร์สร้างการยอมรับต่อความสำเร็จในโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่
กลุ่ม 4. ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ต่อการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
กลุ่ม 5. ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความร่วมมือของชุมชนต่อการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ.
กลุ่ม 6. ปัญหาการสื่อสารภายในเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของ EGAT Group
กลุ่ม 7. ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจในการได้รับค่าตอบแทนที่ดินของผู้ได้รับผลกระทบ
สำหรับ กล่ม 2 เราขอปรับหัวข้อเป็น “การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.” โดยอาจารย์ได้ให้ Comments และให้พิจารณาเพิ่มเติม ดังนี้
สำหรับกระบวนการวิจัยนั้น Software (โปรแกรม) “Expert Choice” ที่จะใช้ในการประมวลผลนั้น ยังหาไม่ได้ อยู่ระหว่างดำเนินการสืบค้นหา
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 2 จะดำเนินการต่อไป ให้แล้วเสร็จ เพื่อส่ง Paper และ Presentation ให้อาจารย์ตามกำหนด ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ตามที่พี่บัญชา เพชรแก้วกุล สมาชิก กลุ่ม 2 ได้รับรองกับอาจารย์ไว้ค่ะ
ประเด็นการเรียนรู้ในการอบรมในวันที่ 29 เมษายน 2557
Panel Discussion หัวข้อ ประสบการณ์ของผู้นำ กฟผ. กับการบริหารวิกฤติและความเสี่ยง
โดย คุณไกรสีห์ กรรณสูต อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ คุณสมบัติ ศานติจารี อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
อดีต ผวก. สมบัติ ศานติจารี
ในการบริหารวิกฤติและความเสี่ยงนั้น การสื่อสารเป็นหัวใจของภาวะวิกฤติ ที่จะต้องมีการรายงานเหตุการณ์ สถานการณ์ การแก้ไขการรับมือกับปัญหา ให้สังคมได้รับรู้โดยฉับพลัน ซึ่งในการสื่อสารนั้น จะต้องตรงไปตรงมา และการสื่อสารที่ดี นั่น ผวก. สมบัติฯ ได้บอกว่า มีข้อต้องปฏิบัติ ดังนี้ 1. ห้ามโทษผู้อื่น 2. อย่าให้ความเห็นที่เดา 3. ตอบทุกสื่อ 4. ห้ามลำเอียง (ถ้านิ่งไม่ตอบสื่อมวลชน เขาจะคิดว่าจริง ห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ) และต้องกำหนดคนให้ข่าวไม่ให้สับสน
วิกฤติเกิดตลอดเวลา มีหลายมิติ เช่น เรื่องการเมือง สิ่งแวดล้อมต่างประเทศ ดังนั้น อย่าให้วิกฤติเกิดขึ้นมากจนสร้างปัญหาและทำให้มีการฟื้นฟูได้ยาก ควรต้องมีแผนป้องกันไม่ให้เกิดภาวะวิกฤตและมีแผนไว้รับมือกับภาวะวิกฤต อีกทั้งต้องมีการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ
วิกฤตของ กฟผ. มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเชื้อเพลิง วิกฤตองค์กร ในเรื่องส่วนแบ่งตลาดน้อยลง (สัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ในระบบน้อยลง) ทำให้เกิดคำถาม (ซึ่งได้สงสัยมานานแล้ว) ว่า
จากการที่ภาครัฐมีนโยบายให้เอกชนมีบทบาทในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ กฟผ. ได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่น้อยลง ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 45 มีบริษัทเอกชนมาแบ่งเค็กเราไป ทำให้ผู้บริหารของ กฟผ. มองว่าการที่ไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ มีการผลิตไฟฟ้าน้อยลง รายได้ลดลง ทำให้คนว่างงานมากขึ้น จึงหันไปหารายได้เสริมเข้า กฟผ. ด้วยงานอื่นที่ กฟผ. มีความสามารถ เช่น งาน Engineering งาน Construction และงาน O&M โรงไฟฟ้าเอกชน โดยมีการรับงานนอกจากบริษัทโรงไฟฟ้าเอกชนที่ต้องการจ้างงาน โดยลืมไปว่า คนที่มาจ้าง กฟผ. นั้น เป็นกลุ่มที่มาแบ่งเค็กการผลิตไฟฟ้าจากเราไป เรา กฟผ. กลับไปรับจ้าง ช่วยเหลือให้เขา (คู่แข่ง) ให้แข็งแรงมากขึ้น ดำเนินงานได้ดีขึ้น มีโรงไฟฟ้าที่ดีๆ และกลับมาแบ่งเค็กเรามากยิ่งขึ้น เพราะภาครัฐยิ่งเห็นว่า เอกชนทำโรงไฟฟ้าได้ดี การรับจ้างงานนอกอย่างนี้ มันยิ่งเป็นการสร้างหรือเพิ่มวิกฤตให้กับองค์กร มากกว่าเป็นกาช่วยลดวิกฤต การที่สถานการณ์เป็นเช่นนี้ เพราะ ผู้บริหาร กฟผ. มองแต่ใน Silo ตัวเอง ว่าต้องทำ โน้น นี่ นั่น ขาดการมองภาพรวม ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ดังนั้น จึงเห็นว่า ผู้บริหาร กฟผ. ควรร่วมกันคิด และมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด แล้วเสนอมา ก็ไม่มีการคัดค้านกัน เพราะเกรงใจกัน นอกจากนี้ยังเห็นว่า กฟผ. ควร ลด ละ เลิก การรับงานอก หันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการใหม่ทั้งโรงไฟฟ้าและระบบส่ง ให้เสร็จทันตามแผนที่ว่างไว้ น่าจะได้ประโยชน์ต่อองค์กรมากกว่า
ซึ่ง ผวก. สมบัติ ก็ได้ให้ความเห็นว่า ที่กล่าวมานั้นจริง การรับงานนอกนั้น ควรเน้นรับงานต่างประเทศจะดีกว่า เป็นการสั่งสมประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ แต่ก็มีปัญหาคือ คนดีๆถูกดึงตัวไปหมด
อดีต ผวก. ไกรสีห์ กรรณสูต
อดีต ผวก. ไกรสีห์ เป็น ผวก. กฟผ. เมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลมีนโยบายให้ กฟผ. เป็นรัฐวิสากิจรายแรกที่จะต้องแปรรูป โดยรัฐบาลให้โรงไฟฟ้าแก่ กฟผ. 50% ส่วนที่เหลือต้องไป Bid แข่งกับภาคเอกชน
ผวก. ไกรสีห์ ได้เล่าเหตุการณ์เมื่อตอนเป็นรองผู้ว่าการนโยบายและแผนว่า ช่วงนั้น มีหลายเหตุการณ์ที่เป็นภาวะวกฤตของ กฟผ. โดยเฉพาะเรื่องการแปรรูป แต่ ก็สามารถบริหารจัดการสภาวะวิกฤตมาได้ด้วย “การประชาสัมพันธ์ การสื่อสารในภาวะวิกฤติ” ตอนนั้น กฟผ. ออกโทรทัศน์ทุกช่องและหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง
คณะทำงานจะช่วยเตรียมข้อมูลมาประชาสัมพันธ์ คณะทำงานประกอบด้วยคนศักยภาพสูง มีความคิดดี มนุษยสัมพันธ์ดีของแต่ละสายงาน ผวก. ไกรสีห์ ใช้การสื่อสารทกรูปแบบที่มี เพราะต้องการให้คน กฟผ. รู้มากที่สุด ใช้วิธีการสื่อสารตามสาย EGAT TV ใบปลิวรายวัน
ในการแก้ปัญหา/วิกฤตองค์กร ของ ผวก. ไกรสีห์ นั้น ต้องรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์หาสาเหตุก่อน เมื่อทราบสาเหตุ จึงหาวิธีแก้ปัญหา แล้วก็วางกลยุทธ์ คือ
1. ต้องสร้างความเชื่อมั่นในองค์กร ยึดประโยชน์ขององค์กรเป็นที่ตั้ง สื่อสารตรงไปตรงมา
2. ต้องสร้างแนวร่วม พูดให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อองค์กร
3. ต้องพูดให้คลายกังวล สร้างความมั่นใจในความมั่นคงของพนักงาน
ในช่วงที่เป็นผู้ว่าการ ก็ทำงานตามวัตถุประสงค์ แต่ก็มาดูปัจจัยเสี่ยง
1. ปัจจัยทางการเมือง ภาคใต้มีสถานการณ์ที่รุนแรง มีการก่อวินาศกรรม
2. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ มีความผันผวน ถ้าเศรษฐกิจดีเกินคาด ไฟฟ้าก็จะไม่พอ
3. ปัจจัยทางสังคม การสร้างโรงไฟฟ้ามีคนต่อต้านสูง
4. ปัจจัยทางด้านนโยบายรัฐบาล ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าไฟหรือเอฟที จะทำให้รายได้ กฟผ. มีปัญหา ถ้าเป็นประชานิยมให้คนใช้ไฟฟ้าราคาถูก กฟผ. ก็แย่
5. ปัจจัยทางด้านอุปกรณ์ที่เสื่อมโทรม เนื่องจากอุปกรณ์ใช้งานมานาน จะมีโอกาสทำให้ไฟดับได้
ในการจัดการความเสี่ยง ต้องมีแผนรองรับให้ดี ต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน เช่น การสร้างโรงไฟฟ้ามีผลต่อการเติบโตของ กฟผ. แห่งใหม่ที่จะไปสร้างคือ รฟ.จะนะ เราต้องใช้น้ำทำระบบหล่อเย็น เขาทำประมงมาก ก่อนปล่อยน้ำ เราปรับอุณหภูมิไม่ให้ปลาตาย เขาบอกว่า เวลาเราดูดน้ำ เท่ากับดูดไข่ปลาไปด้วย เวลาเขาพูดเรื่องโรงไฟฟ้า เขากลัวทุกอย่าง ปัญหาคือ เรา กฟผ. เข้าไปชุมชนช้ากว่า NGOs ทำให้ชาวบ้านได้รับข้อมูลทางลบก่อน จึงเกิดการต่อต้าน
วิธีจัดการปัญหา เรา กฟผ. ต้องไปพบนักการเมืองท้องถิ่นก่อน และคนที่ชาวบ้านเคารพนับถือ เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน ทำความเข้าใจว่าโรงฟ้าจะไม่ก่อมลภาวะให้กับชุมชน ให้ความมั่นใจ ถ้ามีความเสียหาย จะชดเชย จะมีกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้าให้ ทำให้คนมีคุณภาพชีวิต รับคนท้องถิ่นเข้าทำงานบ้างในบางตำแหน่ง ทำให้การก่อสร้าง รฟ.จะนะ ไม่มีการประท้วงเลย จ่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนด
สำหรับความเสี่ยงอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้า เราก็มีแผนกู้คืนระบบ System Restoration
ในกรณีโรงไฟฟ้ามีโอกาสไฟไหม้ กฟผ. มีการทำประกันภัยไว้ด้วย
ประเด็นการเรียนรู้ในการอบรมในวันที่ 29 เมษายน 2557
Learning Forum & Practice หัวข้อ บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่ โดย อาจารย์ณภัสวรรณ จิลลานนท์
วันนี้ได้รับความรู้ในเรื่อง ศิลปะการแต่งกายสไตล์นักบริหารยุคใหม่ เทคนิคการดูแลใบหน้าและแต่งหน้าให้ดูดีมีสไตล์ การเลือกทรงผมกับบุคลิกคนทำงานรุ่นใหม่ มาดและท่วงท่าอิริยาบถของคนทันสมัย มารยาททางธุรกิจ และมารยาทในการรับประทานอาหารแบบต่างๆ
ผู้บริหารต้องรู้จัก การแต่งตัว ท่วงท่า วาจา อารมณ์ กาลเทศะ บุคลิกภาพ และมีมารยาท
การแต่งตัว: ทั้งหญิงและชาย ต้องรู้จักการแต่งตัวดี ต้องรู้จักการใช้ สีสัน สัดส่วน เส้นสาย มีสไตล์
ท่วงท่า: ต้องรู้จักวิธี การนั่ง การยืน การเดิน และการไหว้
การนั่งบนเก้าอี้: ให้ใช้มือเอาขวาจับพนักเก้าอี้ เข้านั่งจากข้างซ้ายของเก้าอีก สำหรับผู้หญิงเวลาจะนั่งไม่ต้องหันหลังไปมอง ให้ใช้น่องสัมผัสเก้าอี้ แล้วนั่งแค่ครึ่งเดียว ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง เพราะไม่สุภาพ
การยืน: ผู้ชายยืนส้นไม่ติดกัน มือทิ้งปล่อยข้างลำตัว สบายๆ
การเดิน: อย่าเดินลากเท้า ควรให้ส้นลงก่อน
การไหว้: เอามือไหว้ที่กลางอก มือติดกัน ศอกไม่กางออก ไหว้ไม่ต้องถอนสายบัว เพราะการถอนสายบัวไม่ได้ถอนให้คนทั่วไป
การพูดจา: ไม่ควรพูดจาด้วยคำหยาบ
อารมณ์ดี: มีรอยยิ้มให้กันเสมอ
กาลเทศะ: ควรใส่เสื้อผ้า แต่งตัวให้เหมาะสมกับกาละเทศะ
บุคลิกภาพ: ควรทำความเข้าใจกับองค์ประกอบ ที่มีอิทธิพลต่อบุคลิก
มารยาทบนโต๊ะอาหาร เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด อย่าพูดขณะเคี้ยวอาหาร ให้มีกระดาษทิชชูติดตัวเสมอ ไม่มีการแจกนามบัตร ขณะนั่งที่โต๊ะอาหาร ต้องนั่งตามชื่อที่ตั้งไว้บนโต๊ะ
ลำดับการใช้อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร - แก้วใบใหญ่ คือ แก้วน้ำดื่ม ไว้ใกล้ตัวเราที่สุด ถัดออกไปเป็นแก้วไวน์แดง และ ไวน์ขาว ตามลำดับ ส่วน ช้อน ส้อม มีด จะวางไว้หลายชุดตามรายการอาหารที่จะเสริฟ โดยมีลำดับการใช้คือ ต้องหยิบช้อน ส้อม มีด จากที่วางอยู่ด้านนอกก่อน
สรุปบทความ เรื่อง บทเรียนจากความจริงกับ ดร. จิระ จาก นสพ.แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม 2557
“มารู้จัก JokoWidodo หรือ Jokowi อนาคตประธานาธิบดีของอินโดนีเซียคนใหม่ : บทเรียนต่อผู้นำไทยในอนาคต”
(ขอสรุปพร้อมให้ความเห็นค่ะ)
วัฒนธรรมเกิดจากการสั่งสมพฤติกรรม ความดีงาม ความเจริญรุ่งเรืองของสังคม มาเป็นเวลานาน ไม่ได้เกิดมาได้เพียงชั่วข้ามคืน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัฒนธรรมจะสร้างได้ช้า พวกเราก็ต้องช่วยกันเร่งสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม รู้หน้าที่ของตนเอง ยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก โดยผู้ใหญ่ทุกคนต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ เพื่อเค้าเติบโตต่อไปในอนาคต เป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ ขอใหรวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ของ กฟผ. ด้วย
วัฒนธรรมที่ว่านี้ ไม่ใช่สังคมการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ”แบบทุนนิยมสามานย์” ไร้ซึ่งคุณธรรม ไร้จริยธรรม เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ เลยทำให้ประเทศชาติวุ่นวาย เกิดเสียหายเป็นอย่างมาก ดังเหตุการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน (ตัวอย่างที่ไม่ดี ที่เลวๆ ให้กำจัดออกไปจากสังคม) ไม่รู้ว่าจะสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ให้พวกนักการเมืองได้อย่างไร ให้เห็นแก่ความถูกต้องและประโยชน์ของสาธารณะเป็นหลัก คงทำไม่ได้แล้ว แก่เกินแกง พวกนี้เหมือนมะเร็งของสังคม คงต้องมีการผ่าตัด เอาเนื้อร้ายทิ้ง ก่อนที่มันจะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ
แล้วพวกเรา จะต้องทำอะไร ทำอย่างไร ก็ยังมองไม่ออกถึงทางออกของประเทศ แต่สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไม “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ไม่ออกมาจัดการให้เรียบร้อย (โดยเร็ว) เพราะหากปล่อยยืดเยื้อ ยังแต่ความเสียหายให้กับประเทศมากมาย และต้องใช้เวลานานมากในการกู้คืนมา
ความจริงแล้ว ข้าราชการประจำชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงต่างๆ (โดยเฉพาะปลัดกระทรวงฯ) ต้องเข้มแข็งและเป็นหลักให้กับประเทศ วางยุทธศาสตร์ นโยบาย แผนงานต่างๆ (Master Plan) นำพาประเทศเจริญไปข้างหน้า ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาบริหารประเทศ ก็จะต้องดำเนินการอยู่ในกรอบ Master Plan ที่วางไว้ ไม่ใช่มารับนโยบายสามานย์ของกลุ่มการเมืองที่ต้องการผลประโยชน์ในระยะสั้นๆ มาแล้วก็ไป ทำให้การพัฒนาประเทศไร้ทิศทาง เป็นไปแบบสะเปะสะปะ ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่ง และต้องปฏิรูป กฏหมาย ระเบียบราชการ ไม่ให้การเมืองเข้ามามีอิทธิพลได้
กลับมาที่เรื่อง ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียคนใหม่ “JokoWidodo”
Jokowi เป็นคนรุ่นใหม่ อายุเพียง 52 ปี มีลักษณะที่เป็นคนติดดิน เพราะเป็นคนต่างจังหวัด (Yogjakata) ซึ่งแตกต่างจากผู้นำอินโดนีเซียคนก่อนๆ ที่ค่อนข้างเป็นคนมีฐานะ เศรษฐี Elite ทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชน Jokowi สามารถสร้างความแตกต่างได้ เพราะเค้ามีพื้นฐานในการคิด/วิเคราะห์ที่ดี เพราะจบวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้เปรียบในการคิดเชิงวิเคราะห์ ในเรื่องต่างๆเมื่อเทียบกับคนที่จบสาขาอื่นๆ
ที่สำคัญ Jokowi ได้เรียนรู้จากประสบการณ์การเมืองของไทยที่มีปัญหา แม้แต่การเมืองในอินโดนีเซียปัจจุบัน จึงคิดได้ว่า “ห้ามญาติ พี่น้องของเขาทำธุรกิจกับรัฐบาลท้องถิ่นที่เขาบริการเด็ดขาด” จึงทำให้เขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกรุง Jakarta
ดังนั้น ถ้า กฟผ. ต้องการให้ประชาชนสนใจและยอมรับ กฟผ. จะต้องสร้างความแตกต่างให้ประจักษ์ และ กฟผ. ต้องรู้จัก วินิจฉัย วิเคราะห์ปัญหา รู้วิธีป้องกัน ไม่เดินไปในปัญหารเดิมๆ
อย่างไรก็ตาม Jokowi ก็ยังหนีไม่พ้นนโยบายประชานิยม ไม่ว่าจะเป็น นโยบายขยายรถไฟฟ้าใต้ดินใน Jakarta หรือ นโยบายให้ประชาชนชาวเมือง Jakarta มีบริการการแพทย์เสรี แค่ก็อาจจะว่าเค้าได้ไม่เต็มปากนักว่าเป็นนโยบายประชานิยม เพราะประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก (มากถึง 200 ล้านคน)
สำหรับประเทศไทย การเมืองไทยในอนาคต เราต้องการคนดี คนกล้า คนเก่ง มาเป็นผู้นำ และที่สำคัญต้องไม่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นอีก โกงบ้านโกงเมือง (ตามที่เราเห็นๆอยู่ในปัจจุบัน) ทั้งนี้ ต้องเป็นผู้นำที่เป็นผู้อาสามาทำงาน ไม่ใช่เป็นอาชีพนักการเมือง อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สวัสดีตอนเช้าวันเสาร์ครับ วันนี้ผมมีข้อมูลเชิงลึกที่จะแบ่งปันให้ลูกศิษย์ EADP10 คือเรื่องนโยบายพลังงานทีระบอบทักษิณใช้เป็นเครื่องมือหารายได้
กล่าวคือ เมื่อ 7-8เดือนทีผ่านมา กระทรวงพลังงานได้อนุมัติให้บริษัท กัลฟ์ อิเล็คตริก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศข้ามชาติ อนุญาตให้ไปทำโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นจำนวน ¼ ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน
แต่อนุญาตให้กฟผ.ทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน และในอนาคต คือโรงๆฟฟ้านิวเคลียร์ ทำไมกระทรวงพลังงานมีนโยบายแบบนี้ ผมคิดว่า
1. มีระบบทอนเงินใต้โต๊ะอย่างมหาศาล เพราะบริษัทเอกชนคงจะตอบแทนรัฐบาลชุดนี้อย่างมหาศาล
2. ถ้าให้กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าเอง ซึ่งมีความสามารถสูง เพราะมีวิศวกรถึง 2,000 คน การทอนเงินใต้โต๊ะคงลำบาก เพราะองค์กรนี้เป็นองค์กรที่มีประวัติการทำงานโปร่งใส มีธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด
ผมจึงขอแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้ให้ด้ทราบ จึงควรที่จะมีการปฏิรูปพลังงานเพื่อประโยชน์ของคนไทยอย่างสูงสุด
หนังสือเล่มสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากให้อ่านก่อนจบโครงการคือ Angela Merkel: A Chancellorship Forged in Crisis Hardcover เขียนโดย Alan Crawford และ Tony Czuczka ซึ่งสอนให้ผู้นำกฟผ.ได้เห็นการตัดสินใจในการแก้วิกฤติ เช่น วิกฤติการเงินประเทศกรีซ และวิกฤติด้านอื่นๆ
Lesson learn on 29 March,2014
หัวข้อ : ประสบการณ์ของผู้นำ กฟผ. กับการบริหารความเสี่ยง
Crisis เป็นการจัดการปัญหาที่ก่อเหตุเสียหายร้ายแรงต่อองค์กร
Risk เป็นการจัดการป้องกันมิให้ปัญหาเกิดขึ้น
ดังนั้น เมื่อเกิด crisis ผู้นำต้องเร่งค้นหาข้อกังวล และวิเคราะห์สภาพของปัญหาที่แท้จริงจากทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการจัดการอย่างแม่นยำ ถูกต้อง รวดเร็ว เพื่อให้วิกฤติที่เกิดขึ้นเข้าสู่ความสงบ โดย
- มีแผนรองรับ/ขั้นตอน/ผู้รับผิดชอบแต่ละด้าน
- มีสติและธรรมะในการเจรจา และเผชิญกับสถานการณ์
นอกจากนี้ ต้องมีแผนการตลาดเพื่อสังคม (CSR) ดำเนินการควบคู่ไปด้วย
เมื่อเกิดวิกฤติต้องมีแผนการสื่สารที่ดี ภายใต้หลักการสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ห้ามกล่าวโทษผู้อื่น
2. อย่าให้ความเห็นแบบคาดเดา
3. ตอบคำถามสื่อมวลชนด้วยข้อเท็จจริง
4. ห้ามลำเอียง
5. หากเกิดการสูญเสีย ห้ามปฏิเสธความรับผิดชอบ
ข้อสำคัญ ผู้นำต้องออกมาบริหารจัดการวิกฤติด้วยตนเอง และบริหารประนเด็นได้อย่างดี รวมทั้งรู้จักฉกฉวยวิกฤติให้เป็นโอกาส อย่ามุ่งแต่เพียงแก้ปัญหา crisis เท่านั้น ควรวิเคราะห์ถึงการจัดการวิกฤติในอดีตที่ผ่านมาด้วย เพื่อเตรียมพร้อมได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
หัวข้อ : บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่
นักบริหารต้องเรียนรู้ดูแลตนเองในด้านบุคลืกภาพที่สุภาพ สง่างาม ต่อหน้าสังคม ทั้งเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม ท่วงท่าอิริยาบถ มารยาทในสังคม เพราะ เป็นสิ่งแรกที่เสริมสร้างภาพลักษณ์ ความประทับใจ ไม่เพียงแต่เฉพาะตนเอง แต่ต่อองค์กรด้วย
Lesson learn on 30 March,2014
ศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการองค์กร ณ บริษัทกิฟฟารีน
บริษัทกิฟฟารีน ก่อตั้งขึ้นมาบนปรัชญาองค์กรที่ยึดมั่นในความดี ทั้งงานและคน คนไม่เก่งไม่เป็นไร ฝึกฝนได้ แต่ต้องเป็นคนดีทั้งกายใจ โดยบริหารองค์กรแบบธุรกิจสหกรณ์ กล่าวคือ เกื้อกูล พึ่งพา ในรูปแบบธุรกิจครอบครัว
วิกฤติสำคัญขององค์กร คือ เรื่องน้ำท่วมใหญ่ แม้ที่ผ่านมาจะเผชิญภาวะน้ำท่วมทั้งโรงงานมาแล้วได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังคิดว่า น้ำท่วมเป็นวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้อีก จึงมีการเตรียมพร้อมและออกแบบอุปกรณ์ต่างๆอย่างครบถ้วนในการต่อสู้ป้องกันน้ำท่วมไว้หลายชั้น ทั้งตัวโรงงานและ การดูแลพนักงาน เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดต่อพนักงาน ลูกค้า และผู้ร่วมทุน
นับเป็นตัวอย่สงการบริหารงานองค์กรของบริษัทคนไทยที่เติบโตอย่างช้าๆและมั่นคงยั่งยืน ภายใต้ธุรกิจครอบครัว ซึ่งหวังว่าการสืบทอดปรัชญาการบริหารองค์กรจากรุ่นสู่รุ่นจะยังคงยืนหยัดบนหลักการนี้ได้ต่อไป เนื่องจากธุรกิจครอบครัวเมื่อสืบสู่รุ่นหลานเหลนแล้วมักจะเปลี่ยนแปลงไป
หัวข้อ: งานวิจัยและโครงการเชิงนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา
มีการชี้แนะวิจารณ์หัวข้อวิจัยของแต่ละกลุ่ม โดยให้มองถึงความเป็นไปได้ในการศึกษาวิจัย และนำมาจัดทำโครงการนวัตกรรมเภื่อการพัฒนาเสนออย่างน้อย 1 โครงการ ทั้งนี้ ให้จัดทำการนำเสนอ power point เสนอคราวต่อไปด้วย
จากการอ่านบทความ คอลัมภ์ บทเรียนจากความจริง ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เรื่อง มารู้จัก JokoWidodoหรือ Jokowi อนาคตประธานาธิบดีของอินโดนีเซียคนใหม่ : บทเรียนต่อผู้นำไทยในอนาคต
ในเบื้องต้นบทความกล่าวถึง เทศกาลสงกรานต์ของเมืองไทย ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ นำไปจัด ผมมีความเห็นส่วนตัว เช่นเดียวกันกับอาจารย์ ว่าเทศกาลสงกรานต์ของไทยนั้น เป็นวัฒนธรรมประเพณีของไทยที่สืบทอดกันมานานมาก ซึ่งประเทศอื่นนำจัด เพื่อเป็นจุดขายเชิงการตลาดในการท่องเที่ยวเท่านั้น และไม่ได้ผล เนื่องจากประเทศเหล่านั้นไม่ทราบถึงแก่นแท้ของความเป็นวัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ของไทยที่ดีงาม ได้แก่ เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย มีการทำบุญ พิธีการสรงน้ำพระที่ให้สิริมงคล การรดน้ำขอพร แสดงความกตัญญูกตเวที คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ใหญ่ที่นับถือ ท้ายสุดการสาดน้ำพอเหมาะพอควร เพื่อคลายร้อนในเดือนเมษายน ซึ่งจะพบเห็นได้ที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่หน้าเสียดายคนรุ่นใหม่ของไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความเข้าใจแก่นแท้ของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามนี้ เพียงแต่รู้จักในเรื่องการสาดน้ำ ความสนุกสนานที่เกินขอบเขต ว่าเป็นเทศกาลสงกรานต์ เฉกเช่นเดียวกับชาวต่างประเทศเหล่านั้น
ส่วน คุณ Jokowi นั้น ได้เติบโตมาเป็นขั้นเป็นตอน โดยใช้ความจริงใจ การอุทิศตน สร้างผลงาน การพัฒนา เพื่อส่วนรวม และที่สำคัญประกาศไม่ให้ ญาติ พี่น้องทำธุรกิจกับรัฐบาลท้องถิ่นที่เขาดูแลอยู่ เพื่อสร้างให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ และในการสมัครเข้าผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียในนามของพรรค Indonesian Democratic Party-Struggle ซึ่งคุณ Jokowi คงจะประสบความสำเร็จ นับได้ว่าเป็นโชคดีของคนอินโดเซีย แต่คุณ Jokowi ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องมีทีม และได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ที่เต็มไปด้วยการเมือง และผลประโยชน์
สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในวันที่ 29 เมษายน 2557
หัวข้อ "ประสบการณ์ของผู้นำ กฟผ. กับการบริหารวิกฤติและความเสี่ยง"
หัวข้อ "บุคลิกภาพของนักบริหารยุคใหม่"
สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ในวันที่ 30 เมษายน 2557
หัวข้อ "ศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการองค์กร การพัฒนาทุนมนุษย์และพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ ณ บริษัท กิฟฟารีน จำกัด"
หัวข้อ "นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้องานวิจัย"
ประสบการของผู้นำ กฟผ กับการบริหารวิกฤติและความเสี่ยง
วันที่29เม ย.2557
คุณสมบัติศานติจารี
กฟผ มีการบริหารความเสี่ยงมีการทำแผนปฏิบัติการป้องกันไว้ทุกระดับ ลงไปถึงระดับปฏิบัติการ และมีการซ้อมแผนเป็นประจำทุกปี แผนจะมีแบบที่กฎหมายกำหนด และแผนที่ผู้บริหาร ให้ดำเนินการเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อองค์กรณ์โดยเฉพาะ เช่น กรณี ไฟฟ้าดับในวงกว้างหรือกรณีแหล่งก๊าซไม่พร้อมจ่าย ๆลๆ
ช่วงเกิดวิกฤติ ผู้นำและการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ภาวะวิกฤตจะต้องสื่อสารไปทุกระดับ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อป้องกันการผิดเพี้ยนของข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลักการสื่อสารการสื่อสารต้องทำล่วงหน้าและกระจายให้ทั่วถึงห้ามกล่าวโทษผู้อื่น ห้ามปฎิเสธสื่อมวลชนห้ามลำเอียงในการใหห้ข่าว ตามรายงานสม่ำเสมอสื่อสารด้วยข้อเทจจริงไม่คาดเดา ห้ามปฎิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเกิดเหตุให้ผู้บริหารทราบข้อมูลทันทีเพื่อเตรียมตอบข้อซักถาม
และเมื่อภาวะวิกฤติจบลง ต้องมีแผนฟื้นฟู เพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากภาวะวิกฤติและให้การดำเนินงานเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุดและรายงานให้สังคมทราบ ปัจจุบันมีการทำแผนการตลาดเพื่อสังคม CSR เป็นเรื่องการทำความดีให้สังคม เพื่อให้สังคมเกิดความไว้วางใจและเชื่อมั่นในความดีของบริษัทและเมื่อเกิดปัญหากับบริษัท
สังคมจะไม่ประนามหรือตั้งข้อสงสัยกับบริษัทมากเกินไป
คุณไกรสีห์กรรณสูต
ช่วงที่เข้ามาเป็น ผวก เกิดภาวะวิกฤติในองค์กร เรื่องการแปรรูป กฟผ มีพนักงานประท้วงและต่อต้านการแปรรูป ซึ่งวิสัยทัศ ผวก ในช่วงนั้นคือการจัดการภาวะวิกฤติเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก โดยมีแผนบริหารจัดการโดย
ควบคุมให้สถานะการไม่ให้ขยายตัวตั้งคณะทำงานประสานความเข้าใจในองค์กรตั้งคณะทำงานหาข้อเทจจริงเพื่อสื่อสารองค์กรสู่ภายนอกที่มาจากทุกสายงาน
และเมื่อหาข้อมูลได้ว่าสาเหตุที่พนักงานประท้วงไม่ยอมให้แปรรูป กฟผ มาจากสาเหตุต่างๆ เช่น กลัวความไม่มั่นคงในอาชีพ กลัวนักการเมืองหารผลประโยชน์กับกฟผกลัวขายสมบัติของชาติและศักดิ์ศรของพนักงาน กฟผ ลดลงเมื่อสถานะการเป็นพนักงานบริษัท เรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นสาเหตุที่พนักงานต่อต้านการแปรรูป ดังนั้นต้องหาข้อมูลและตอบข้อสงสัยของพนักงาน เช่นถ้าแปรรูปแล้ว จะมีการสร้างงานมากขึ้นสามารถทำธุรกิจอื่นๆได้ไม่มีการปลดพนักงานหรือให้เอกชนสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 30 % เพื่อสิทธิการบริหารจะได้ไม่ตกอยู่ในมือเอกชน จึงมีการหาทางออกร่มกันกับพนักงานโดยระดมสมองจากส่นต่างๆของกฟผเพื่อหารูปแบบที่ กฟผและรัฐบาลสามาถยอมรับร่วมกันได้ โดย กฟผ ยังเป็นผู้นำในกิจการไฟฟ้ามีศักยภาพในการแข่งขันได้และต้องมีกำไรเพียงพอในการที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้
ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นก็มีอีก ด้านการเมือง เช่น นโยบายรัฐการปรับค่า Ftซึ่งจะกระทบด้านการเงิน กฟผ
ด้านการดำเนินงาน เช่นการส่งแก๊ซ ของ ปตท การสร้งโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ได้ด้านนบุคคล เช่นบุคลากรขาดช่วง เนื่องจากหยุดรับ พนักงานมาหลายปี หรือจากตัวพนักงานเองด้านอุกรณ์เช่น เก่าล้าสมัย ประสิทธิภาพต่ำ และไม่มีอะไหล่
กฟผ เป็นองค์กรใหญ่ นโยบายมีผลกระทบต่อประชาชนสูง สังคมจะจ้องมองมากผู้บรหาร จะต้องมี ทั้งด้าน lด้านเทคนิค hard skillด้านสังคมsoft skill
ประสบการของผู้นำ กฟผ กับการบริหารวิกฤติและความเสี่ยง
วันที่29เม ย.2557
คุณสมบัติศานติจารี
กฟผ มีการบริหารความเสี่ยงมีการทำแผนปฏิบัติการป้องกันไว้ทุกระดับ ลงไปถึงระดับปฏิบัติการ และมีการซ้อมแผนเป็นประจำทุกปี แผนจะมีแบบที่กฎหมายกำหนด และแผนที่ผู้บริหาร ให้ดำเนินการเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อองค์กรณ์โดยเฉพาะ เช่น กรณี ไฟฟ้าดับในวงกว้างหรือกรณีแหล่งก๊าซไม่พร้อมจ่าย ๆลๆ
ช่วงเกิดวิกฤติ ผู้นำและการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ภาวะวิกฤตจะต้องสื่อสารไปทุกระดับ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อป้องกันการผิดเพี้ยนของข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลักการสื่อสารการสื่อสารต้องทำล่วงหน้าและกระจายให้ทั่วถึงห้ามกล่าวโทษผู้อื่น ห้ามปฎิเสธสื่อมวลชนห้ามลำเอียงในการใหห้ข่าว ตามรายงานสม่ำเสมอสื่อสารด้วยข้อเทจจริงไม่คาดเดา ห้ามปฎิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเกิดเหตุให้ผู้บริหารทราบข้อมูลทันทีเพื่อเตรียมตอบข้อซักถาม
และเมื่อภาวะวิกฤติจบลง ต้องมีแผนฟื้นฟู เพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากภาวะวิกฤติและให้การดำเนินงานเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุดและรายงานให้สังคมทราบ ปัจจุบันมีการทำแผนการตลาดเพื่อสังคม CSR เป็นเรื่องการทำความดีให้สังคม เพื่อให้สังคมเกิดความไว้วางใจและเชื่อมั่นในความดีของบริษัทและเมื่อเกิดปัญหากับบริษัท
สังคมจะไม่ประนามหรือตั้งข้อสงสัยกับบริษัทมากเกินไป
คุณไกรสีห์กรรณสูต
ช่วงที่เข้ามาเป็น ผวก เกิดภาวะวิกฤติในองค์กร เรื่องการแปรรูป กฟผ มีพนักงานประท้วงและต่อต้านการแปรรูป ซึ่งวิสัยทัศ ผวก ในช่วงนั้นคือการจัดการภาวะวิกฤติเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก โดยมีแผนบริหารจัดการโดย
ควบคุมให้สถานะการไม่ให้ขยายตัวตั้งคณะทำงานประสานความเข้าใจในองค์กรตั้งคณะทำงานหาข้อเทจจริงเพื่อสื่อสารองค์กรสู่ภายนอกที่มาจากทุกสายงาน
และเมื่อหาข้อมูลได้ว่าสาเหตุที่พนักงานประท้วงไม่ยอมให้แปรรูป กฟผ มาจากสาเหตุต่างๆ เช่น กลัวความไม่มั่นคงในอาชีพ กลัวนักการเมืองหารผลประโยชน์กับกฟผกลัวขายสมบัติของชาติและศักดิ์ศรของพนักงาน กฟผ ลดลงเมื่อสถานะการเป็นพนักงานบริษัท เรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นสาเหตุที่พนักงานต่อต้านการแปรรูป ดังนั้นต้องหาข้อมูลและตอบข้อสงสัยของพนักงาน เช่นถ้าแปรรูปแล้ว จะมีการสร้างงานมากขึ้นสามารถทำธุรกิจอื่นๆได้ไม่มีการปลดพนักงานหรือให้เอกชนสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 30 % เพื่อสิทธิการบริหารจะได้ไม่ตกอยู่ในมือเอกชน จึงมีการหาทางออกร่มกันกับพนักงานโดยระดมสมองจากส่นต่างๆของกฟผเพื่อหารูปแบบที่ กฟผและรัฐบาลสามาถยอมรับร่วมกันได้ โดย กฟผ ยังเป็นผู้นำในกิจการไฟฟ้ามีศักยภาพในการแข่งขันได้และต้องมีกำไรเพียงพอในการที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้
ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นก็มีอีก ด้านการเมือง เช่น นโยบายรัฐการปรับค่า Ftซึ่งจะกระทบด้านการเงิน กฟผ
ด้านการดำเนินงาน เช่นการส่งแก๊ซ ของ ปตท การสร้งโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ได้ด้านนบุคคล เช่นบุคลากรขาดช่วง เนื่องจากหยุดรับ พนักงานมาหลายปี หรือจากตัวพนักงานเองด้านอุกรณ์เช่น เก่าล้าสมัย ประสิทธิภาพต่ำ และไม่มีอะไหล่
กฟผ เป็นองค์กรใหญ่ นโยบายมีผลกระทบต่อประชาชนสูง สังคมจะจ้องมองมากผู้บรหาร จะต้องมี ทั้งด้าน lด้านเทคนิค hard skillด้านสังคมsoft skill