ประสบการของผู้นำ กฟผ กับการบริหารวิกฤติและความเสี่ยง
วันที่29เม ย.2557
คุณสมบัติศานติจารี
กฟผ มีการบริหารความเสี่ยงมีการทำแผนปฏิบัติการป้องกันไว้ทุกระดับ ลงไปถึงระดับปฏิบัติการ และมีการซ้อมแผนเป็นประจำทุกปี แผนจะมีแบบที่กฎหมายกำหนด และแผนที่ผู้บริหาร ให้ดำเนินการเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงต่อองค์กรณ์โดยเฉพาะ เช่น กรณี ไฟฟ้าดับในวงกว้างหรือกรณีแหล่งก๊าซไม่พร้อมจ่าย ๆลๆ
ช่วงเกิดวิกฤติ ผู้นำและการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ภาวะวิกฤตจะต้องสื่อสารไปทุกระดับ ทั้งภายในและภายนอก เพื่อป้องกันการผิดเพี้ยนของข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลักการสื่อสารการสื่อสารต้องทำล่วงหน้าและกระจายให้ทั่วถึงห้ามกล่าวโทษผู้อื่น ห้ามปฎิเสธสื่อมวลชนห้ามลำเอียงในการใหห้ข่าว ตามรายงานสม่ำเสมอสื่อสารด้วยข้อเทจจริงไม่คาดเดา ห้ามปฎิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเกิดเหตุให้ผู้บริหารทราบข้อมูลทันทีเพื่อเตรียมตอบข้อซักถาม
และเมื่อภาวะวิกฤติจบลง ต้องมีแผนฟื้นฟู เพื่อแก้ไขผลกระทบที่เกิดจากภาวะวิกฤติและให้การดำเนินงานเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุดและรายงานให้สังคมทราบ ปัจจุบันมีการทำแผนการตลาดเพื่อสังคม CSR เป็นเรื่องการทำความดีให้สังคม เพื่อให้สังคมเกิดความไว้วางใจและเชื่อมั่นในความดีของบริษัทและเมื่อเกิดปัญหากับบริษัท
สังคมจะไม่ประนามหรือตั้งข้อสงสัยกับบริษัทมากเกินไป
คุณไกรสีห์กรรณสูต
ช่วงที่เข้ามาเป็น ผวก เกิดภาวะวิกฤติในองค์กร เรื่องการแปรรูป กฟผ มีพนักงานประท้วงและต่อต้านการแปรรูป ซึ่งวิสัยทัศ ผวก ในช่วงนั้นคือการจัดการภาวะวิกฤติเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก โดยมีแผนบริหารจัดการโดย
ควบคุมให้สถานะการไม่ให้ขยายตัวตั้งคณะทำงานประสานความเข้าใจในองค์กรตั้งคณะทำงานหาข้อเทจจริงเพื่อสื่อสารองค์กรสู่ภายนอกที่มาจากทุกสายงาน
และเมื่อหาข้อมูลได้ว่าสาเหตุที่พนักงานประท้วงไม่ยอมให้แปรรูป กฟผ มาจากสาเหตุต่างๆ เช่น กลัวความไม่มั่นคงในอาชีพ กลัวนักการเมืองหารผลประโยชน์กับกฟผกลัวขายสมบัติของชาติและศักดิ์ศรของพนักงาน กฟผ ลดลงเมื่อสถานะการเป็นพนักงานบริษัท เรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นสาเหตุที่พนักงานต่อต้านการแปรรูป ดังนั้นต้องหาข้อมูลและตอบข้อสงสัยของพนักงาน เช่นถ้าแปรรูปแล้ว จะมีการสร้างงานมากขึ้นสามารถทำธุรกิจอื่นๆได้ไม่มีการปลดพนักงานหรือให้เอกชนสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ไม่เกิน 30 % เพื่อสิทธิการบริหารจะได้ไม่ตกอยู่ในมือเอกชน จึงมีการหาทางออกร่มกันกับพนักงานโดยระดมสมองจากส่นต่างๆของกฟผเพื่อหารูปแบบที่ กฟผและรัฐบาลสามาถยอมรับร่วมกันได้ โดย กฟผ ยังเป็นผู้นำในกิจการไฟฟ้ามีศักยภาพในการแข่งขันได้และต้องมีกำไรเพียงพอในการที่จะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้
ส่วนปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นก็มีอีก ด้านการเมือง เช่น นโยบายรัฐการปรับค่า Ftซึ่งจะกระทบด้านการเงิน กฟผ
ด้านการดำเนินงาน เช่นการส่งแก๊ซ ของ ปตท การสร้งโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ได้ด้านนบุคคล เช่นบุคลากรขาดช่วง เนื่องจากหยุดรับ พนักงานมาหลายปี หรือจากตัวพนักงานเองด้านอุกรณ์เช่น เก่าล้าสมัย ประสิทธิภาพต่ำ และไม่มีอะไหล่
กฟผ เป็นองค์กรใหญ่ นโยบายมีผลกระทบต่อประชาชนสูง สังคมจะจ้องมองมากผู้บรหาร จะต้องมี ทั้งด้าน lด้านเทคนิค hard skillด้านสังคมsoft skill