บทความพิเศษ: เมื่อนั่งพักใจแถวระเบียงย่านริมน้ำ
ตอน”ชำแหละ U-Net มาตรฐาน เหลื่อมล้ำ ข้ออ้าง ทำงาน เม็ดเงิน”
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้กระผม วัฒนากร ก็ได้ใช้เวลานอกจากการนั่งอ่านตัวบทกฎหมายที่มากมายเดินเล่นริมน้ำเจ้าพระยาลัดเลาะไปตามลานเส้นทางและของกิน ยามเมื่อเปิดคอมพิวเตอร์และมือถือของผมก็เจอกระแสข่าวที่น่าตกใจต่อนักเรียน นักศึกษาทุกๆคน ที่เล่นเอาทำให้ผงะหงายหลังได้ง่ายๆสบายๆ นั่นก็คือ กระแสกรณีแห่งการที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษา(สทศ) ในฐานะองค์กรมหาชน ได้กระทำการออกข้อสอบชุดใหม่ให้เป็นไปตามนโยบายแห่งองค์กร ซึ่งผู้ทดสอบจะอยู่ในระดับอุดมศึกษา อย่างนักศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีทุกท่านที่กำลังอ่านบทความพิเศษของผม หรือ น้องๆนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลายผู้ที่จะกำลังก้าวสู้รั้วมหาลัยเพื่อที่จะเป็นแรงสำคัญที่ต้องดูแลปกป้อง มาตุภูมิไทยของเราต่อไปอนาคต อันบททดสอบดังกล่าว จากบทเรียนข้อสอบชุดอื่นๆที่ องค์กร สทศ. ได้ออกมานี้ทั้งนักเรียนผู้เคยสอบ หรือผู้กำลังจะสอบ รวมไปถึงเหล่าผู้ปกครองบางราย ที่กระผมได้มีโอกาสพูดคุยสนทนาเกี่ยวกับการสอบมาพักหนึ่ง ก็ได้มีการติติงถึงสิ่งที่เรียกว่า “มาตรฐาน” ของข้อสอบ อย่างมาก ว่าความยากง่ายและเหมาะสมที่แท้จริงนั่นเป็นอย่างไร แล้วจะวัดทุกคนได้อย่างไร หรือไม่ คุณภาพนั้น มีความเหลื่อมล้ำแตกต่างขนาดไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ค่อยๆลุกลามทำลายการศึกษาอย่างช้าๆโดยไม่รู้ตัว และผลการบ่อนทำลายรากฐานการศึกษาชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาก็มาจากข้อสอบเหล่านี้
ผมจึงถือโอกาส ในการวิเคราะห์ในมุมมองของนักศึกษาตัวเล็กๆคนหนึ่งในสังคมว่า ชุดข้อสอบ U-Net ดังกล่าวนี้ ทรรศนะแนวโน้ม ข้อดี ข้อเสีย จะเป็นอย่างไร ก่อนอื่นเลย ยูเน็ตนี้ เป็นข้อสอบที่เหนือกว่าระดับโอเน็ต ที่ออกมาทดสอบมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของระดับอุดมศึกษา หรือชั้นระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เฉกเช่นโอเนตที่วัดระดับของการศึกษาของมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ขอบอกได้เลยว่า จุดประสงค์นั้น ทั้งการใช้และการวัดที่แท้จริงนั้นต่างกันสิ้นเชิง ในทั้งแง่ของบุคคลที่ต้องวัดระดับด้วย และการใช้ผลสอบเพื่อกระทำการบางอย่าง กล่าวคือ โอเน็ต ของมัธยมปลายนี้ วัดระดับมาตรฐานของนักเรียน ผู้เรียนวิชาพื้นฐานทั้งหมดที่จะต้องใช้ต่อในระดับอุดมศึกษา แต่ยูเน็ต วัดระดับของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ในแง่ ภาษไทย อังกฤษพื้นฐาน คุณธรรมจริยธรรม และที่สำคัญประเด็นแรกที่ผมขอชำแหละเลย คือข้อสอบกรณีแห่ง “การคิดวิเคราะห์ และ วิชาชีพ” ที่ผมขอชำแหละแห่งประเด็นดังกล่าวเพราะเหตุใด ขอชี้แจงดังนี้ครับ
แน่นอนครับว่า ขึ้นชื่อว่า วิชาชีพ อันว่า วิชาชีพนี้ ตามศัพท์ภาษาอังกฤษขอใช้คำว่า “profession” ซึ่งรากฐานมาจากคำว่า “professional” คือเชี่ยวชาญครับ เชี่ยวชาญที่ว่านี้ก็เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเงื่อนใขการประกอบวิชาชีพนี้ต้องมี ใบเบิกทางเฉพาะทางเช่นกัน กล่าวคือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (Professional License) ซึ่งใช้ในสายงานเฉพาะทาง อาทิ แพทย์ นักกฎหมาย วิศวกร สถาปนิก และวิชาชีพอื่นๆ ซึ่งจะพบว่า บางวิชาที่จัดสอบของยูเน็ตนี้ สามารถพูดได้เต็มปากว่า ไม่มีความจำเป็นเสียเลยเพราะอะไรน่ะหรือ คำตอบง่ายนิดเดียวครับ เพราะว่า วิชาชีพดังกล่าวนี้ย่อมต้องมีการทดสอบเฉพาะทางเองโดยทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งนักศึกษาทั้งหลายย่อมต้องทุ่มเทเวลา ใจ จิตวิญญาณ แก่อนาคตการงานในวิชาชีพนั้นอยู่แล้ว ซึ่งการที่ สทศ มากระทำการออกข้อสอบยูเน็ตทั้งหมดนี้ ผมมองว่า “ไม่สมควร” เหตุผลเป็นอะไรที่ตำตายิ่งนัก ซึ่งมีดังนี้
1.ดังที่กล่าวมาในข้างต้น ข้อสอบทางวิชาชีพย่อมมีการจัดสอบเฉพาะอยู่ทุนเดิม การศึกษาในอุดมศึกษาก็ย่อมต้องมีการปลูกฝัง ศึกษา ความรู้สาขาวิชาเฉพาะทางโดยทุนเดิมอยู่แล้ว ตัวอย่างการสอบทางวิชาชีพ การสอบของแพทยสภา กับนักศึกษาแพทย์ศาสตร์ การสอบ เนติบัณฑิตยสภา ของสายนิติศาสตร์เป็นต้น
2.เมื่อเป็นการสอบของวิชาชีพเฉพาะทางเหตุจากการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง ฉะนั้น การออกข้อสอบใดๆ ต้องอาศัยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาในการออกข้อสอบ และสร้างมาตรฐานที่เป็นกลาง เหมาะสม จะพบว่าในโอเน็ต ก็มีการถกเถียงถึงคุณภาพข้อสอบและมาตรฐานข้อสอบในวิชาพื้นฐานอยู่แล้ว ผมเองไม่อยากอคติต่อบุคลากรขององค์กรแต่อย่างใด แต่ผลงานของท่าน ทำให้เกิดปัญหาความสงสัยว่า ในกรณีนี้ จะสามารถออกมาวัดมาตรฐานได้จริงหรือไม่ อย่างไร ตัวอย่างกรณีแห่ง คำถาม เมื่อคุณมีความต้องการทางเพศคุณจะจัดการอย่างไร คำตอบคือ ให้ไปเตะฟุตบอล ซึ่งต่างชาติวิจัยพบทางกลับกันว่า การเตะฟุตบอล ทำให้ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น 30 เปอเซนต์เลยทีเดียว โดยมีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษยืนยัน
3.วิชาพื้นฐานอย่างภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ขอเรียนด้วยความเคารพอย่างสูงว่า ยิ่งไม่มีความจำเป็นในการวัดเสียเลย เพราะว่า ในการทำงานนั้น การออกคุณสมบัติในการรับเข้าทำงาน ย่อมหมายรู้ได้ว่า การวัดวิชาพื้นฐานย่อมมีแน่แท้ กล่าวคือ การสอบในองค์กรการทำงานย่อมมีเป็นธรรมดาสามัญ ไม่ว่าภาค ราชการหรือเอกชน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ย่อมเป็นที่นิยมอย่างมาก ที่ใช้เกณฑ์การสอบของ Tofel Toeic Iiels มาวัดมาตรฐานของภาษา ซึ่งเป็นของเจ้าของภาษาโดยแท้ และยังใช้สามารถยื่นศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นสูงต่อๆไป จะพบว่า ยูเน็ต ไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องจัดขึ้นมาวัดมาตรฐานวิชาพื้นฐานแบบซ้ำซ้อน เพราะการสอบทุกแขนงตามสาขาวิชาที่มี ไม่ว่าจะพื้นฐานหรือเฉพาะทาง ย่อมมีปูทางให้เห็นโดยชัดเจนอยู่แล้ว
4.คุณธรรม แล จริยธรรม กรณีนี้ ผมขอแสดงทรรศนะตามความเห็นส่วนตัวโดยแท้ว่า คุณธรรม จริยธรรม ในเชิงประการเบื้องต้น วิชาชีพแต่ละวิชาชีพอาจมีคุณธรรม จริยธรรมที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งเป็นจริยธรรมของวิชาชีพ ยิ่งต่างกันโดยชัดเจน ซึ่งกล่าวคือ การประพฤติปฏิบัติตามจารีตประเพณีแห่งการงานนั้นๆที่ใช้ความรู้ความสามารถของวิชาชีพเฉพาะทางในการสรรค์สร้างสังคมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของวิชาชีพ จะเห็นได้ว่า เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างมาก แค่จริยธรรมผิวเผินที่มีความหมายกว้างดังมหาสมุทรนี้ ก็ไม่สามารถนำมาวัดมาตรฐานได้แน่นอน เพราะวิชาชีพ การงาน ณ ที่ใดก็ตาม ย่อมมีกฎ ข้อบังคับแห่งกรณีของความประพฤติคุณธรรมและจริยธรรมแน่แท้ อาทิ แพทยสภา นักการเมือง ผู้พิพากษา อัยการ วิศวกร และอาชีพทั้งหลายแหล่ ซึ่งเมื่อกระทำผิดต่อคุณธรรม จริยธรรมนั้นๆย่อมได้รับบทลงโทษจากกฎสถานที่ทำงานนั้นๆ หรือ การปลูกฝังทางคุณธรรมจริยธรรม ต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการบ่มเพาะสร้างบุคลากรของชาติชั้นยอด ซึ่งการเอาข้อสอบที่กว้างไร้ความหมายมาวัดนั้น เป็นการที่น่าติติงและไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าการเกาไม่ถูกที่คัน แต่เป็นการกำหนดมาตรฐานแห่งคุณธรรมจริยธรรมไปตามวิถีข้อสอบของตน

นอกจากเหตุผลทั้ง 4 ประการที่ผมได้กระทำการผ่าชำแหละข้อสอบอย่างเล็กๆน้อยๆให้ท่านผู้อ่านที่น่ารักของผมได้นำแง่คิดวิเคราะห์ของนักศึกษาตัวน้อยๆแบบผมไปพิจารณากันต่อและถกเถียงหาข้อยุติที่เหมาะสมของท่านทั้งหลายนะครับ แต่ผมยังไม่ขอยุติการ ชำแหละ ของยูเน็ตเพียงแค่นี้ ผมขอชำแหละยูเน็ตในกรณี เชิงนโยบาย สอบฟรี ไม่เสียเงิน และข้อดีที่ว่า การสอบยูเน็ตเป็นการปราบปราม การแบ่งชนชั้นของมหาวิทยาลัยโดยแท้
ในกรณีประเด็นของนโยบาย วัดมาตรฐานยิ่นส่งรับเข้าทำงาน สอบฟรี ไม่เสียเงินนี้ ผมขอค้านด้วยสิ่งที่ผมขุดค้น ศึกษา นโยบายข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ผมอุตส่าห์มานะค้นคว้ามานานระยะเวลาหนึ่งว่า ในเชิงของกระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรมหาชนทดสอบทางการศึกษานี้ มีปัญหาในเชิงงบประมานนโยบายมานานแล้วครับผม ที่เกณฑ์งบมามากประมาณแต่ผลที่ออกมามีแต่แย่ลงและแย่ลง อาทิกรณีแห่งการซื้ออุปกรณ์การศึกษา แต่คุณภาพที่ออกมาแย่ขนาดนัก และมีการไม่เพียงพอของอุปกรณ์ของการศึกษาต่อการศึกษา ทั้งที่การคาดการณ์งบประมาณย่อมเพียงพอแน่แท้ และกรณีของปัญหาบุคลากรที่ร้อนแรงอย่างมาก และทำให้ผมในฐานะผู้ที่จะกำลังก้าวสู่เวทีการทำงาน หนักใจยิ่งนักคือ การทุจริต สอบครูผู้ช่วย ซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดกรณีดังกล่าว แต่ขอทิ้งไว้สั้นๆเพียงว่า “ขนาดผู้ปั้นสั่งสอนอบรม แม่พิมพ์แห่งชาติยังร้าวขนาดนี้ ลูกพิมพ์ที่ออกมาจะเสื่อมคุณภาพขนาดไหน” ทำให้มหาวิทยาลัยจำนวนมากเห็นถึงความล้มเหลวของทางราชการกระทรวง ถอนออกนอกระบบของรัฐเสียตั้งมาก ซึ่งการออกข้อสอบ ในประเด็นเชิงนโยบาย ความน่าเชื่อถือจึงต่ำมากประมาณแน่แท้ เพราะจากผลงานที่ล้มเหลวทางการศึกษาของกระทรวง ซึ่งผมสามารถเขียนได้เป็นมหากาพย์เลยทีเดียว แต่เนื่องจากบทความนี้ยังไม่เข้าประเด็นนั้น จึงขอละไว้ในการลงรายละเอียดครับ
และประเด็นข้อที่กล่าวว่า การสอบยูเน็ตนี่ช่วยกำราบความเหลื่อมล้ำทางสถาบันทางการศึกษา ผมเห็นว่าเป็นการหาเหตุผลน้ำขุ่นมาก ผมขอแสดงความเห็นกรณีนี้ดังนี้ ข้อกรณีดังกล่าวเกือบจะถูกต้องแล้ว แต่ไม่สุดซอยครับ เพราะว่า ในสังคมการทำงานนี้ วุฒิภาวะ การตัดสินใจ พร้อมทั้งข้อสอบเข้าทำงาน วิชาชีพ ข้อสอบวัดระดับภาษามีตั้งมากมายอยู่เป็นทุนเดิมแต่เบื้องต้นอยู่แล้ว แล้วข้อสอบเหล่านั้นไม่จำกัดสถาบันทางการศึกษาแต่อย่างใด จึงเป็นข้อที่กล่าวมาได้น้ำขุ่นอย่างมาก และข้อความเห็นนี้ ก็สอดคล้องกับ 4 ประเด็นข้างต้นที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วครับ
โดยสรุปแล้ว ยูเน็ต เป็นหนึ่งในอาจเรียกได้ว่า ขาดการตรึกตรองในแง่ของสังคม สภาพข้อเท็จจริงอย่างโดยแท้ โดยมุ่งเน้นทางทฤษฎีเพียงอย่างเดียวของทางผู้คิดค้น วิจัย และออกในเชิงนโยบาย แสดงออกถึงการศึกษาไทยที่ล้มเหลวลงๆ เพราะการสอน การสอบวัดโดยคะแนน ปลูกฝังแต่ทฤษฎีหากแต่ขาดการปลูกฝังการคิดแบบบูรณาการใช้ในข้อเท็จจริง อย่างมาก ขอย้ำว่า อย่างมาก ซึ่งในประเด็นนี้กว้างมากและอาจต้องขอไปเขียนเป็นบทความแยกไปนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ขอใส่ข้อความสั้นๆไว้ดังนี้
“การศึกษานั้นคือการสร้างบุคลากร อนาคตสำคัญของชาติซึ่งจะต้องปลูกฝัง ทั้งคุณธรรม จริยธรรม การปฏิบัติ การลงมือเป็นสำคัญโดยใช้ทฤษฎีแห่งความเข้าใจในการขับเคลื่อน การปฏิบัติที่ดีที่ถูกย่อมจะนำมาซึ่งคุณธรรมที่ดี ทำให้นักเรียนและนักศึกษาเหล่านั้นเข้าใจ และทำในสิ่งที่ควรทำเสียคำนึงมากกว่าบทในหนังสือและปรับกับข้อเท็จจริงประยุกต์จากข้อเท็จจริงไม่ได้” ซึ่งนักศึกษา นักเรียนทุกท่านที่ผมเชื่อมั่นว่า ที่ผมวิเคราะห์และแสดงทรรศนะในเชิงไม่เห็นด้วยของกรณีดังกล่าว ซึ่งทุกประการผมได้แสดงความเห็นจากหลักพื้นฐานแห่งเหตุผลและทิ้งทวนให้ท่านผู้อ่านไปวิเคราะห์ และตรึกตรองต่อไป ส่วนผู้ใดที่เห็นด้วย ถ้าแสดงความเห็นมา ผมขอรับคำวิจารณ์นั้นๆ และถกกันด้วยเหตุผล เพื่อความเหมาะสมแห่งอนาคตการศึกษาไทยต่อไปนะครับ ในบทความนี้ผมคงขอตัวแค่นี้ก่อน ผมขอฝาก “วัฒนากร” ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของผู้อ่านทุกท่านด้วย แล้วเจอกันในบทความหน้าครับผม
“วัฒนากร”
...อ่านบันทึกบทความพิเศษ: เมื่อนั่งพักใจแถวระเบียงย่านริมน้ำ
แล้วทึ่ง มากๆ...ยิ่งตอนจบขอฝาก “วัฒนากร” ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของผู้อ่านทุกท่านด้วย...ต้องขอรออ่าน
บทความหน้านะคะ...แต่ขอบอกเหตุผลสั้นๆว่า ...กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรมหาชนทดสอบทางการศึกษาของไทยคงมีเหตุผลมากกว่าที่นำมาวิเคราะห์นะคะ...
ครับ แล้วผมจะขอนำไปแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งเตรียมบทความชุดพิเศษ ที่พยายามค้นคว้าและทำอยู่ตอนนี้ครับผม :)