ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการและอาจารย์ผู้ประสานงานวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครราชสีมา และพยาบาลวิชาชีพกว่า 500 ท่านที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานนี้

นับเป็นงานแรก ณ ต่างจังหวัด หลังจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบกับเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่า ที่ดร.ป๊อป ตกลงเป็นวิทยากรในหัวข้อ "กิจกรรมบำบัดในภาวะกลืนลำบาก" และประทับใจทั้งผู้จัดและผู้เรียนที่มากกว่า 500 ท่าน ที่มีความสนใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่มีภาวะการกลืนลำบากเบื้องต้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า "นักกิจกรรมบำบัดและนักเวชศาสตร์การสื่อความหมายของเมืองไทยยังขาดแคลนมากๆ และไม่สามารถผลิตได้ทันต่อความต้องการในการบำบัดภาวะการกลืนลำบากในรพ.ใหญ่ๆ ของประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นักบำบัดสองวิชาชีพควรจับมือกันแล้วฝึกฝนบุคลากรทางการแพทย์และผู้ดูแลทั่วไทยให้มีความรู้เรื่องภาวะการกลืนลำบากเบื้องต้น" และเมื่อคลิกอ่านใบสมัครอบรมครั้งนี้ ราคาก็ไม่แพง มีผู้เข้าฟังจำนวนมาก เมื่อประเมินก่อนและหลังการอบรมในหัวข้อของผม ก็พบว่า มากกว่า 80% ของผู้อบรมมีความเข้าใจในแนวคิดเบื้องต้นของภาวะการกลืนลำบาก และมากกว่า 50% ของผู้อบรมมีความตั้งใจในการฝึกปฏิบัติการคัดกรอง การประเมิน และการบำบัดเบื้องต้น แต่เนื่องจากเป็นชั้นเรียนที่ใหญ่ ดร.ป๊อป คิดว่า ควรมีการอบรมเชิงปฏิบัติที่เกิดการ Feedback ในกรณีศึกษาจริงๆ และมีการเรียนด้วยสื่อวิดีทัศน์ได้ชัดเจนกว่านี้ รวมทั้งฝึกให้จริงจังอย่างน้อย 20 ชม. ในการทำงานจริง

 

และต้องขอขอบพระคุณทีมงาน GotoKnow.Org ที่ทำให้อาจารย์ที่วิทยาลัยพยาบาลแห่งนี้ได้ตามผมจนเจอและเชิญเป็นวิทยากรในงานนี้ครับผม

จาก Slide ข้างต้น ผมเน้นให้มีการคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งดัดแปลงมาจากทีมนักกิจกรรมบำบัด ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ได้แก่ 

1.ฟันน้ำนม/ฟันแท้/ฟันปลอมที่ไม่อยู่ในสภาพดี            

2. ต้องทานอาหารทางสายจมูกหรือหน้าท้อง

3. ทานอาหารต่อมื้อได้น้อยและมีลักษณะผอมแห้งแรงน้อย            

4. เบื่ออาหาร หรือ ทานอาหารซ้ำๆ ไม่ถูกหลักโภชนาการ              

5. เคลื่อนไหวริมฝีปากและลิ้นลำบาก            

6. มีน้ำลายไหล              

7. ปฏิกิริยาการป้องกันการสำลักลดลงหรือหายไป              

8. เสียงไอค่อยลง              

9. เสียงแหบหรือออกเสียงลำบาก              

10. พูดไม่ชัด              

11. ไอ/สำลักน้ำลายตนเอง              

12. ปฏิกิริยาการกลืนน้ำลายช้าลง              

13. ไอขณะทดสอบดื่มน้ำจากแก้ว            

14. เสียงพร่า หลังจากกลืนน้ำ 1 นาที

น่าสนใจที่การคัดกรองด้วยตนเองใน 1 นาที จากผู้อบรมประมาณ 500 คน พบว่า มีประมาณ 20 รายที่มีอาการไอขณะหรือหลังลองฝึกหายใจเข้า กลั่นหายใจ กลืนน้ำลาย แล้วหายใจออก หรือ ฝึกจิบน้ำเล็กน้อย ยกคอหอยกลืนน้ำ เปรียบเทียบกับ ก้มคอกลืนน้ำ ก็จะต้องตอบ "ใช่" ในข้อ 13 และมีประมาณ 5 รายที่ตอบว่า "ใช่" ในแบบคัดกรองข้างต้น 1-2 ข้อ ซึ่งถือว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะมีภาวะกลืนลำบาก และมี 1 รายที่ตอบว่า "ใช่" ในแบบคัดกรองข้างต้น 3 ข้อ คือ ในข้อ 9, 11, และ 13 รวมทั้งกลืนแล้วเมื่อยกคอหอย จะมีอาการเจ็บขณะกลืนน้ำลาย ซึ่งดร.ป๊อป ได้ทำการตรวจและให้คำแนะนำเพิ่มเติมหลังจากจบการอบรม คือ การจิบน้ำอุ่นก่อนอาหาร 5 คำ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นต่อมน้ำลายใสและการละลายน้ำลายข้น แล้วให้ทานน้ำอุ่น 1 แก้ว หลังทานอาหารเสร็จไปแล้ว 30 นาที รวมทั้งฝึกกลั่นหายใจให้นาน 20 วินาทีขึ้นไปแล้วกลืนน้ำลาย และหายใจออกแบบเป่าริมฝีปากเร็วๆ 20 ครั้ง ทำ 3 รอบก่อนจะออกเสียงใดๆ และฝึกแยกคำที่ออกเสียงไม่ชัดโดยหลับตานึกถึงภาพคำนั้นในสมอง แล้วลืมตา หายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามเปล่งเสียงคำนั้นๆ ออกมาดังๆ ถ้ายังไม่ชัดให้ทำอีกไม่เกิน 3 รอบ ถ้ายังไม่ดังให้ทำหลังการฝึกหายใจข้างต้น ถ้าไม่ดีขึ้นให้ปรึกษานักเวชศาสตร์การสื่อความหมายต่อไป

จากนั้นผมเน้น 5P โดยเฉพาะการใช้มือพิเศษของเราตรวจเบื้องต้น (Problem) ตั้งแต่การหายใจผ่านจมูก การจับสั่นและรู้สึกความตึงตัวของกล้ามเนื้อริมฝีปาก การใช้ไม้กดลิ้นดูการตอบสนองของลิ้นว่า ออกแรงได้ดีหรือไม่ การใช้ไม้กดลิ้นจากปลายลิ้นจนถึงเข้าไปกลางลิ้นดูว่ามี การป้องกันการสำลักหรือไม่ (คนไข้จะรู้สึกอาเจียนเล็กน้อยพร้อมใช้ลิ้นดันไม้กดลิ้นออกมา) การกลืนน้ำลายผ่านการยกคอหอยเบาๆ และการกลืนน้ำเปรียบเทียบระหว่างหายใจเข้า กลั่นหายใจ กลืน แล้วหายใจออกในท่านั่งตรงกับหายใจเข้ากลั่นหายใจ ก้มตัวลงไปตั้งฉากกับพื้น แล้วนั่งตรง กลืน แล้วหายใจออก ดูว่า กลไกที่หลอดอาหารใกล้ศูนย์การกลืนมีอาการไอหรือไม่ จากนั้นให้ฝึกแต่ละปัญหา ได้แก่ ใช้นิ้วสัมผัสริมฝีปากเร็วๆ ใช้นิ้วกดมุมปากที่ให้คนไข้เม้มไม่ให้น้ำลายไหล การหายใจข้างต้น การก้มคอลงแล้วกลืน และการหันศรีษะไปซ้ายหรือขวาแล้วหันหน้าตรงแล้วกลืน เป็นต้น เพื่อใหัมี Performance ในเบื้องต้น คือ คนไข้สามารถค่อยๆทานอาหารไม่เกิน 5 คำๆละ 1 ช้อนชาในช่วงแรกๆของการปรับอาหาร ได้แก่

คลิกศึกษาการปรับอาหารที่น่าสนใจและมีผิวสัมผัสที่ดีกว่าการปั่นอาหารทั่วไป ที่นี่

อ่านกระบวนการบำบัดเชิงลึก ตาม LINK ข้างล่างนี้

อ่านรายละเอียดกรณีศึกษาคุณยายของผมได้ตาม LINK ข้างล่างนี้

หากไม่ดีขึ้น ให้ติดต่อนักกิจกรรมบำบัด และ/หรือ นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย ในการประเมินและบำบัดเฉพาะรายด้วยเทคนิคเชิงลึกต่อไป