ขอบพระคุณผู้บริหารและผู้นำของเครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างสุขภาวะ (คศน.) ทุกท่าน โดยเฉพาะขอขอบพระคุณ "คุณหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ" คลิกอ่านประวัติของอาจารย์ผ่าน Do It Right and Fear No Man ผมซาบซึ้งใจและมีแรงบันดาลใจทุกครั้งที่ได้สังเกตและเรียนรู้ท่านอาจารย์ผู้มีต้นแบบของคนดีที่ทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง - ยึดมั่นความถูกต้องและมุ่งมั่นทำให้ความถูกต้องเป็นสำเร็จได้จริง อาจารย์ได้แนะนำให้ผมได้เข้ามาเป็นคณะทำงานเชิงนโยบายด้วยเหตุผลของ "ดร.ทางกิจกรรมบำบัดมีน้อยมากในคณะทำงานเชิงนโยบาย" และการประชุมในวันนี้ อาจารย์ทักทายถึงสุขภาพหลังโรคหลอดเลือดสมองของผมแล้วยกนิ้วโป้งยอดเยี่ยมว่า "ต้องออกกำลังกายมาเป็นอันดับหนึ่ง และทำงานเป็นอันดับสอง อย่ารับทำงานทุกอย่างเกินตัว" "ผมยิ้มตอบท่านอาจารย์ด้วยภาษาท่าทางเดียวกัน" พร้อมๆกับท่านประํธานในที่ประชุมที่ผมชื่นชมในความดีและความสามารถของคุณหมอมากๆ คือ คุณหมอวิชัย โชควิวัฒน ที่ทักผมว่า "ศุภลักษณ์ ดีขึ้นแล้วใช่ไหม" "ผมยิ้มแล้วพยักหน้าพร้อมยกมือขอบพระคุณอาจารย์"

ประเด็นของการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงในวันนี้ โดยดร.ป๊อป ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาแบบคัดกรองและแบบประเมินจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุที่สุขภาพดีกับกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือปานกลางถึงมากที่สุด (2-10% ของประชากรไทย) และมีการปรับระบบการดูแลสุขภาพและสุขภาวะทางสังคมในระดับชุมชนกับครอบครัวมากกว่าการดูแลสุขภาพในสถานพยาบาล ตามหลักการของสปสช. ที่มุ่งเน้นความสมัครใจในการจ่ายค่าบริการ 30 บาทต่อครั้ง และได้รับการดูแลจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในการได้รับสิทธิเท่าเทียมกันในฐานะผู้สูงอายุ (40% ของประชากรไทย ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2560 ที่ควรเน้น Aging Society - 50 ปีขึ้นไป & Aged Society 60 ปีขึ้นไป ให้มีสุขภาพดีและสามารถช่วยเหลือสังคมได้ (Active Aging Population) เช่น อาสาสมัครด้วยใจในการดูแลเพื่อนสูงวัยที่ติดบ้านและติดเตียง ซึ่งหน่วยงานของรัฐให้ค่าเดินทางและค่าอาหารต่อวันบ้าง) ใช้ระบบการคลังที่หลากหลาย เช่น ส่วนกลางผสมผสานกับส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ท่านอาจารย์สุวิทย์ได้ยกตัวอย่างการดูแลคุณแม่ถึง 10 ปี โดยนั่งล้อเข็นแล้วกระุ้ตุ้นให้คุณแม่เข็นรถเพื่อเดินออกกำลังกาย ใช้เวลาในการดูแลการกินและการขับถ่ายไม่เกิน 2 ชม.ต่อวัน ที่สำคัญเน้นคนดูแลที่ไม่จำเป็นต้องจบวิทยาศาสตร์การแพทย์แต่เน้นคนดูแลด้วยใจและเป็นผู้ปฎิบัติที่เรียนรู้ได้ดี ทั้งนี้หน้าที่ของรัฐจำเป็นต้องให้ึความสำคัญทั้งเชิงนโยบายสาธารณะที่ไวใน 1-2 ปี (Catch & Sensitive Policy) ไม่ใช่วิจัยและพัฒนาเชิงปฏิบัติการนำร่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีนโยบายรองรับ รวมทั้งการบริหารงบประมาณในผู้สูงอายุในระยะยาว (แผนสภาผู้สูงอายุมีแล้วคือ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมคือ 5 ปี แผนสปสช.ตามการดำรงตำแหน่งผู้บริหาร 2 ปี และมติของรัฐบาลในเชิงงบประมาณแผ่นดินคือ ปีต่อปี ซึ่งยังไม่มีความสอดคล้องกันมากนัก) หรืออีกแนวทางคือ การประชุมเชื่อมทั้งคณะทำงานนโยบายกับคณะทำงานการคลัง หรือมีการเริ่มลงมือปฏิบัติการภายใต้นโยบายที่ถูกต้องแล้วค่อยๆ กระตุ้นเน้น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เช่น การปฏิรูป 30 บาทของไทย 

ท่านอาจารย์วิชัย ได้เน้นว่า ประเทศญี่ปุ่นมีระบบการดูแลสุขภาพระยะเริ่มแรก (Acute Care) ที่มุ่งเป้าการอยู่ได้อิสระพึ่งพาตนเองได้ (Free Living) มีการผลิตกำลังคนจากมัธยมสู่การเรียนวิชาชีพพยาบาลปฏิบัติ (3 ปี - Junior Workforce) มาดูแลผู้สูงอายุได้รวดเร็วและพยาบาลปฏิบัติกลุ่มนี้สามารถเรียนอีก 2 ปีก็เป็นพยาบาลวิชาชีพได้ (ระบบปกติ 4 ปี - Senior Workforce) มีระบบการให้บริการแตกต่างกับการดูแลสุขภาพระยะยาว และมีการให้บริการผู้สูงอายุติดบ้านที่แตกต่างกับติดเีตียง และผู้สูงอายุติดสังคมก็เป็นผู้ให้บริการจิตอาสาที่ยอดเยี่ยม มีระบบการให้ประชาชนร่วมจ่ายได้ถึง 50% ของประชากรทั้งหมด แต่มารักษาแล้วใช้สิทธิเบิกจ่ายจริงเพียง 15-20% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ไทยเก็บเงินประกันสังคม 1.5% ของประชากรทั้งหมด มารักษาจริง 0.8% ของประชากรทั้งหมด ทั้งๆ ที่ระบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยต้องใช้งบประมาณ 160,000 ล้านบาท แต่ขอรัฐในปัจจุบันลดลงมาถึง 16 เท่า ก็ต้องรอการพิจารณาจากรัฐในภาวะวิกฤติทางการเมืองเช่นนี้

ตลอดการประชุม เป็นจังหวะที่ผมมองและรู้สึก "สงสาร สับสน สำนึก ส่งเสริม และสร้างสุขภาวะ" แก่คุณพ่อคุณแม่ของผมที่กำลังดูแลคุณยายมามากกว่า 6 เดือน จนรพ.ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ในทุกวัน คุณพ่อมีหน้าที่ดูดเสมหะและป้อนอาหารทางสายและคุณแม่มีหน้าที่เช็ดทำความสะอาดสุขอนามัยหลังคุณยายขับถ่าย ในแต่ละเดือน คุณแม่มีหน้าที่เรียกพยาบาลนอกรพ.ที่เปิดกิจการรับบริการเปลี่ยนสายอาหารทางจมูก ในแต่ละ 3 เดือน คุณพ่อมีหน้าที่อุ้มคุณยายขึ้นรถยนต์จนบางครั้งก็ปวดหลัง ส่วนคุณแม่มีหน้าที่ประสานงานกับระบบบัตรทองที่วุ่นวายของรพ.กับคลินิก เพียงแค่ได้ยาชุดเดิมๆ ไม่รวมระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพใดๆ ผมเองก็เคยจ้างนักกายภาพบำบัดมาประเมินและให้โปรแกรมการฝึกหายใจเพื่อลดเสมหะ แต่งานบ้านและงานดูแลข้างต้นของคุณแม่ก็หนักมากแล้ว จะมีใครเล่าที่จะคอยกระตุ้นคุณยายให้นั่ง และเคาะปอดของคุณยายให้หายใจโล่ง ทั้งที่ผมเป็นนักกิจกรรมบำบัดก็มีแต่มีงานประจำที่ต้องขนมาทำที่บ้านไม่จบสิ้นเพราะงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยดูไม่เป็นระบบและใช้คนเกินตัว (อาจารย์ต้องสอน ต้องเป็นประธานหลักสูตร ต้องบริการวิชาการ ต้องบริการคลินิก ต้องทำวิจัย และต้องทำกิจกรรมต่างๆ ของคณะกับมหาวิทยาลัย ภายใต้เวลาที่เร่งรัดทุกงานและต้องการประสิทธิผลของทุกงาน...จนผมป่วยมาแล้วหนึ่งครั้งใหญ่) ผมแทบจะดูแลคุณยายน้อยมากทั้งๆ ที่ตนเองมีความสามารถในการฝึกกลืนและให้กำลังใจ ตอนนี้คุณยายที่ความสามารถในการเคลื่อนไหวของแขนขาน่าจะอยู่ในระดับติดบ้านก็แย่ลงเรื่อยๆ จนปัจจุบันอยู่ในระดับติดเตียง สุดท้ายคุณยายมักจะบอกผมเสมอว่า "ไม่อยากอยู่บนโลกนี้เลย ทำอะไรก็ไม่ได้ พูดคุยก็ลำบาก กลืนก็ยาก (ผมมักจะเป็นล่ามการพูดริมฝีปากให้ยายบ่อยๆ) แต่ก็ไม่ไปเสียที"

 

ผมนั่งประชุมแล้วก็คอยลุ้นว่า "ระบบที่กำลังพัฒนาในการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวจะสำเร็จแล้วได้นำมาใช้กับคุณยายของผมหรือไม่ เมื่อไร อย่างไร" ผมคิดว่า "มีอีกหลายบ้านที่กำลังต่อสู้เพื่อสุขภาวะคล้ายครอบครัวผม คุณแม่ต้องลาออกจากงานมาดูแลคุณยายและบ้านเช่นเดียวกับคุณพ่อที่เกษียณอายุจากการทำงาน (ผู้สูงอายุที่แข็งแรงดูแลผู้สูงอายุติดเตียง) ส่วนผมก็ต้องทำงานใช้ทุนและเป็นมนุษย์เงินเดือนที่นำมาผ่อนชำระหนี้สินตามประสาของคนรุ่นกลาง และคนรุ่นใหม่อย่างน้องชายผมก็ต้องมุ่งเรียนมุ่งทำงานเก็บเงินของตนเองไป...สภาวะการณ์ของชีวิตผมช่วงนี้แหละครับที่ผมขอเรียกว่า ป่วย-จน-ตาย ... เจ็บป่วยเรื้อรังเมื่อใด ก็เกิดค่าใช้จ่าย แม้จะใช้ประกันสังคมก็ไม่เพียงพอ ชีวิตที่ป่วยก็เพียรอดทนทำงานเพื่อประคองไม่ให้จน แต่ถ้าป่วยจนทำงานไม่ไหว ก็ไม่มีเงินรักษาตัว และชีวิตก็รอความตายอย่างช้าๆ แค่นั้นเองหรือ?"