ชนะความกลัว...การกลืนอาหาร


Date: Mon, 25 Nov 2013 15:22:04 +0700


Subject: Re: รบกวนปรึกษาเรื่อง eating phobia 
From: XXXX
To: PPPPP

สวัสดี อาจารย์ดร.ป๊อป

ก่อนหน้านี้เคยเข้าไปทำการบำบัด กับอาจารย์ ที่ ม.มหิดล ศาลายา มาแล้ว 1 ครั้ง
เกี่ยวกับการ eating phobia หลังจากที่ทำการบำบัดครั้งนั้น กลับมาก็พยายามฝึกกลืน
แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะความกลัวเรื่องการกินอาหารได้สำเร็จ

อยากทำการรักษาอาการนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง อยากหายขาดจากอาการนี้
รบกวนอาจารย์ด้วย
 
ผมนัดกรณีศึกษานี้เมื่อวานนี้ และตรวจประเมินทางกิจกรรมบำบัด พบว่า 
1. กรณีศึกษามีภาวะการหลั่งน้ำลายได้น้อยและแห้ง สาเหตุจากทานน้ำในแต่ละวันน้อยเกินไป และมีภาวะความรู้สึกไวในช่องปากและลิ้น แต่กลไกการป้องกันการสำลักอาหารปกติ
2. มีภาวะวิตกกังวลว่า มีก้อนอยู่ที่คอทำให้ขัดขวางและรู้สึกกลืนไม่ลง บางครั้งมีอาการเจ็บขณะกลืน
3. เคยล้มลงพื้นเมื่อ 1 ปีที่แล้ว แต่แพทย์ตรวจแล้ว ไม่พบความผิดปกติของสมอง
4. ภาวะกลัวอาหารที่ผิวสัมผัสลื่น-หยาบ-มีเส้น โดยไม่เคยสำลักอาหารก่อนหน้านี้ เพียงทราบข้อมูลจากสื่อถึงเด็กที่กลืนอาหารติดคอ เริ่มเป็นตอน 3 ปี และหายไปช่วงหนึ่งประมาณ 1-2 ปี แล้วกลับมาเป็นอีกตอนเรียนประถม-มัธยม-(ครูบังคับให้ทาน)-ป.โท (เครียดจนไม่อยากไปทานอาหารกับเพื่อนๆ)
5. ทานอาหารได้เฉพาะที่แม่ปั่นและกรองให้ แต่ใช้เวลาทานนานถึง 1 ชม.ต่อครั้ง ตอนนี้ทำงานก็จะมีอาหารกล่องไปทานด้วย
6. ชอบทานอาหารหวานจนฟันผุ แล้วรู้สึกว่าเคี้ยวลำบากเพราะฟันไม่ได้สบกัน
 
ผมจึงใช้กรอบอ้างอิงทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม ได้แก่ การให้สุขภาพจิตศึกษา การจัดการตนเอง และการฟื้นพลังชีวิต โดยแนะนำดังนี้ 
1. ให้หลับตาแล้วใช้ช้อนและ/หรือแปรงสีฟันแตะสัมผัสจากปลายลิ้น กลางลิ้น และโคนลิ้น (1 ครั้ง) ทำ 3-5 ครั้งก่อนทานอาหารทุกครั้ง เพื่อลดความไวของการรับความรู้สึกที่ช่องปากและลิ้น ซึ่งจะทำให้มีความมั่นใจในการสัมผัสอาหารได้ดีขึ้น รวมทั้งตอนแปรงฟัน-แนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีเกลือจะได้กระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้นมากขึ้น
2. ให้ทำรายการทดลองอาหารมา 40 อย่าง ที่อยากทาน แต่ยังไม่กล้าทาน และที่ทานได้แล้ว ปรากฏว่า เป็นอาหารขบเคี้ยวและไม่ค่อยมีประโยชน์ ซึ่งดร.ป๊อป จึงแบ่งหมวดหมู่ดังนี้ หมวด 1 อาหารที่มีแป้งกรอบ + น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว (ทำให้น้ำลายใสและละลายอาหารให้ไม่เหนียวจนกลืนง่าย) หมวด 2 อาหารหวาน + ไอศครีม/โยเกิร์ตผลไม้ (ทำให้ลดความหวานและไม่มีนมมากนักทำให้กลืนง่าย) และหมวด 3 อาหารคาวคู่กัน 2 อย่าง (ไม่ปรุงรสจัด ไม่หวานและเปรี้ยวเกินไป แยกข้าว - ใช้ช้อนทำให้แบน + น้ำซุป และแยกเนื้อ) ให้ฝึกเป็นคู่กันให้ได้ 3-5 คำ (ช้อนชา) โดยแบ่งตัดอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ ค่อยๆ วางที่กลางลิ้น แล้วเคี้ยวแบบใช้ฟันวนกับลิ้นจนมั่นใจว่าอาหารเป็นก้อนก็กลืนได้ ถ้ากลัวสำลัก ให้ก้มคอเล็กน้อย (ซึ่งไม่จำเป็นต้องสบฟันเพราะไม่มีการฉีกอาหาร) ถ้ากลืนไม่ลง ให้จิบน้ำเปล่าช่วย ถ้ากลืนไม่ลงอีก ให้คายออก แล้วฝึกคำใหม่ เมื่อเสร็จ 3-5 คำ ก็ทานอาหารปั่น-กรองตามปกติ
3. ให้หาเวลาออกกำัลังกาย เพื่อเพิ่มการเผาผลาญพลังงานจากอาหารที่ทานไป อย่างน้อย เสาร์ และ/หรือ อาทิตย์ และที่สำคัญจะกระตุ้นความอยากอาหารบ้าง
4. ได้ตรวจให้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อคอ กรามฟัน และใบหน้า แล้วสะท้อนว่า ไม่มีความผิดปกติของร่างกาย แต่จิตมีความกังวลสะสมจากความเครียดกลัวการกลืนในวัยเด็ก 
5. นัดหมายให้มาประเมินซ้ำในเดือนหน้า 
 
ขอบพระคุณกรณีศึกษาท่านนี้มากๆ ที่ทำให้ดร.ป๊อป ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จนเป็นวิทยาทานในบันทึกนี้
หมายเลขบันทึก: 555627เขียนเมื่อ 7 ธันวาคม 2013 11:08 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 ธันวาคม 2013 11:11 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (8)

เป็นเรื่องความกลัวการกลืนอาหาร

เข้าใจว่าเป็นเรื่องจิตใจใช่ไหมครับน้องดร.Pop

ขอบคุณสำเรื่องที่มีประโยชน์กับคนทั่วไปครับ

ใช่ครับ เป็นเรื่องผลกระทบทางจิตใจ (วิตกกังวล) และสังคม (ไม่กล้าไปทางอาหารกับเพื่อน)

ยินดีและขอบคุณมากครับพี่อ.ขจิต

ได้เคล็ดวิชาจากอาจารย์ มาช่วยพ่อ เหมือนกันค่ะ


......ต้องมีกิจกรรมบำบัด ... ลดความกลัว นะคะ .... ขอบคุณค่ะ

จากข้อนี้..

4. ได้ตรวจให้เคลื่อนไหวกล้ามเนื้อคอ กรามฟัน และใบหน้า แล้วสะท้อนว่า ไม่มีความผิดปกติของร่างกาย แต่จิตมีความกังวลสะสมจากความเครียดกลัวการกลืนในวัยเด็ก

แสดงว่าผ่านการตรวจระบบกล้ามเนื้อของการกลืนไปแล้ว ในกลุ่มโรคของกล้ามเนื้อ บางกลุ่มโรคมีปัญหาการกลืน จนดูคล้ายกับมีภาวะทางจิตใจค่ะ

ภาวะแบบนี้เป็นเรื่องยากทั้งต่อการวินิจฉัยและบำบัดนะคะ

เห็นด้วยและขอบพระคุณมากครับพี่ดร.เปิ้นและท่านอ.ภูสุภา

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี