ปกติผมไม่อยากเขียนบันทึกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเพราะผมเห็นว่าคนไทยนั้นใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการคุยกันเรื่องการเมืองครับ แม้หลายคนอาจจะเถียงว่าเขาใช้เหตุผลแต่ที่ผมเห็นก็คือเขาใช้เหตุผลเพื่อสนับสนุนอารมณ์ของเขาทั้งนั้นครับ

เขาบอกว่าเมื่อไหร่พบคนใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ให้หลีกหนีไปเสีย เพราะอย่างแรกสุดคือเขาจะไม่ยอมรับว่าเขาใช้อารมณ์ครับ

แต่ช่วงนี้มีข่าวใหญ่เรื่องการจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ผมก็ขอร่วมบันทึกความคิดเห็นของผมไว้เสียหน่อย

ปัญหาใหญ่สุดของการศึกษาไทยคือประเทศไทยใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการดำเนินการการศึกษาเมื่อเทียบกับนานาชาติ แต่ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ทางการศึกษาเรากลับตกต่ำรั้งท้ายเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ ครับ

ปัญหานี้คือปัญหาที่ต้องแก้ไขปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ แต่การจะแก้ไขอย่างไรให้ได้ผลนั้นเป็นเรื่องยากมาก ผมเองนึกไม่ออกว่าจะแก้อย่างไร และเท่าที่ผมเคยอ่านเคยฟังความคิดเห็นของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมาหลายคนก็ไม่เห็นว่าวิธีการที่เขาเหล่านั้นบอกมาจะแก้ปัญหาได้แน่นอนจริงๆ เพราะปัญหานี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของผู้คนมากมายทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค ดังนั้นผมเชื่อว่าการแก้ไขไม่ว่าวิธีไหนก็ตามจะต้องมีคนเสียผลประโยชน์และได้ผลประโยชน์ไม่น้อยและก็คงกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ดึงรั้งความพยายามแก้ไขไม่ให้เดินหน้าไปได้ และในที่สุดไม่ว่าใครจะพยายามแก้ไขในรูปแบบไหนก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จไปได้แน่นอนครับ

ทุกความพยายามจะล้มเหลวนั่นเอง!!

ผมคงไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไปนะครับ

ถ้าอย่างนั้นมาเขียนในประเด็นดีๆ ของการศึกษาที่ผมเห็นดีกว่า

ผมอยู่ภาคใต้และเป็นนักปั่นจักรยาน ดังนั้นผมจะมีโอกาสเห็นโรงเรียนขนาดเล็กเยอะมาก โรงเรียนคือพื้นที่ที่ผมจะใช้ในการพักดื่มน้ำ เพราะโรงเรียนในต่างจังหวัดนั้นโดยส่วนใหญ่น่ารัก สวยงาม ใกล้ชิดธรรมชาติ ปั่นจักรยานเข้าไปแล้วสบายใจ

โรงเรียนขนาดใหญ่นั้นปั่นเข้าไปไม่ได้นะครับ เขามียามกั้นไว้ แต่โรงเรียนขนาดเล็กนั้นเข้าได้ครับ

แต่เข้าไปในโรงเรียนขนาดเล็กเมื่อไหร่ก็เห็นว่าโรงเรียนเหล่านี้น่าจะใช้ "ต้นทุนในการดำเนินงาน" (Operation Costs) สูงเมื่อเทียบต่อหัวต่อจำนวนนักเรียนอย่างที่เขาว่าจริงๆ เรื่องนี้เป็นความจริงที่คงปฎิเสธไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องคิดกันคือ ถ้าไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เราจะทำอย่างไรให้โรงเรียนขนาดเล็กอยู่รอด?

ในกลุ่มชุมชนมุสลิมนั้นเขาตั้งโรงเรียนปอเนาะซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่จริงแล้วเมื่อมีปัญหาความไม่รุนแรงในภาคใต้ตอนล่างในปัจจุบัน โรงเรียนปอเนาะถูกมองในแง่ลบและกลับกลายเป็นเป้าที่ภาครัฐเข้มงวดอย่างมากแต่ชุมชนที่เข้มแข็งก็สามารถเลี้ยงโรงเรียนอยู่ไว้ได้

ผมเคยคุยกับเพื่อนมุสลิม เขาบอกสั้นๆ ว่าสำหรับมุสลิมนั้นใครเรียนโรงเรียนปอเนาะก็เหมือนกับคนไทยพุทธไปเรียน "โรงเรียนเตรียมสามเณร" นั่นเอง โรงเรียนเตรียมสามเณรได้รับการยกย่องจากชาวพุทธอย่างไรโรงเรียนปอเนาะก็ได้รับการยกย่องจากชาวมุสลิมเช่นนั้นครับ

บางทีการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนนั้น เราควรเรียนรู้จากโรงเรียนปอเนาะนะครับ

แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า "เมืองไทย เมืองพุทธ" จะยอมรับและทำได้แค่ไหน ผมอยากเห็นพระดังๆ ออกมาประกาศว่า "สร้างโรงเรียนได้บุญมากกว่าสร้างวัด" เหลือเกินครับ

นอกจากตัวอย่างจากโรงเรียนปอเนาะแล้ว ในฝั่งยุโรปและอเมริกานั้นก็มีโรงเรียนที่บริหารจัดการโดยพระโรมันแคทอลิคอยู่มาก โรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กโดยมีโบสถ์เป็นเจ้าของครับ

ที่จริงแล้ว "โรงเรียนเอกชนคริสต์" นั้นก็มีอยู่ไม่น้อยในประเทศไทยและหลายแห่งเป็นโรงเรียนคุณภาพดีมากทีเดียวครับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศไทยเราที่จบการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนคริสต์นั้นมีจำนวนไม่น้อย ชุมชนชาวคริสต์นั้นไม่ใช่แค่สร้างโรงเรียนแต่ยังสร้างไปถึงระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย และผมกำลังนึกว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นอีกไม่นานน่าจะมีคุณภาพการเรียนการสอนดีกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐเสียอีก

หา? ตอนนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็มีคุณภาพดีกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐแล้ว? แหม ผมตกข่าว....

โรงเรียนขนาดเล็กโดยส่วนใหญ่มักจะมีชื่อเป็น "โรงเรียนวัด" ซึ่งสะท้อนความเป็นเจ้าของของวัดอยู่แล้ว ดังนั้นชุมชนและวัดก็ต้องแสดงความเป็นเจ้าของแปลงสภาพโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนเอกชนแล้วบริหารจัดการโดยชุมชน

แน่นอนครับ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้น ปัญหานี้ไม่ว่าจะแก้อย่างไรก็ไม่ง่ายครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้ววัด (และชุมชน) จะมีเงินในการบริหารจัดการโรงเรียนหรือ? ผมคิดว่าคนที่ถามเช่นนี้อาจจะไม่เคยไปวัดดังๆ วัดนั้นไม่ต้องดังแค่พอมีชื่อเสียงพอประมาณก็เห็นได้ชัดว่ามีงบประมาณเหลือเฟือ ยิ่งวัดดังยิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ

เรื่องงบประมาณนั้นไม่ใช่ประเด็นปัญหา แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาคือเรื่องบริหารจัดการให้ได้ผลดี การบริหารจัดการโรงเรียนเอกชนไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่นี่คือโอกาสของครูมือดีในปัจจุบันที่จะได้ทำงานเต็มที่และมีรายได้สูงโดยไม่ต้องทำงานพิเศษอย่างอื่น (โดยเฉพาะสอนพิเศษ) ครับ

อย่างที่บอกครับ เรื่องทุกเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหานี้เป็นเรื่องท้าทาย เราช่วยคิดกันได้แต่การแก้ปัญหาจริงไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตามล้วนแล้วแต่ไม่ง่ายทั้งสิ้น

การทำงานจริงนั้นยากกว่าการแสดงความคิดเห็นมากนักครับ