"บ้าน" เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสเป็นเจ้าของสมบัติพัสถานชิ้นนี้

ด้วยฐานะของครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบของพ่อกับแม่ที่สู้เก็บเงินเก็บทอง
ส่งเสียลูกสองคนเรียนหนังสือ เพื่อให้ลูกสามารถใช้ความรู้จากการศึกษา
ดูแลและส่งเสริมตัวเองให้สามารถยืนอยู่ในสังคมได้โดยไม่อด

พ่อ จบ ม.๓ และจบโรงเรียนจ่าอากาศ รุ่้นแรกในสายสื่อสาร
เคยไปรบในประเทศที่สาม เคยทำงานองค์กรสื่อสารมาตลอดชีวิต

แม่ จบ ป.๔ ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลลูกและครอบครัวมาตลอดชีวิต


ผมเป็นลูกคนโตที่ตัดสินใจออกมาเผชิญโลกด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ ๑๘
จากการย้ายระดับการศึกษาจาก "เมืองหลวง" อันศิวิไลซ์มาสู่ "เมืองพิด'โลก"
หัวเมืองใหญ่ของภาคเหนือตอนล่าง

แต่ "เชียงใหม่" เป็นจังหวัดที่คิดจะมาใช้ชีวิตอยู่ให้ยาวนาน

เมื่อมาเรียนต่อ "หอพัก" กลายเป็นที่พำนักมานับ ๑๐ ปี
จนถึงเวลาทำงานมาหลายปี

จนกระทั่งเข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ ๑ ปี


ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะซื้อบ้าน เนื่องจากเราประมาณตนว่า
เงินเดือนไม่น่าจะเพียงพอกับการผ่อนชำระ รวมถึง
เครดิตการกู้ยืมอีก

คิดจะขอพักคอนโดฯ ของมหาวิทยาลัย
แต่ไปพบ "ระบบอุปถัมภ์" เข้า
คนมาหลังได้ก่อน

ตั้งแต่นั้นมากลายเป็นแรงผลักดันว่า
คอนโดฯ มหาวิทยาลัยอยู่นอกสายตา

แต่เราจะมี "บ้าน" ให้ดูไปเลย

อีกอย่าง พ่อกับแม่ก็เสนอมาว่า ซื้อบ้านดีกว่า
เวลาพ่อกับแม่มาเชียงใหม่จะได้มีที่พัก


แล้วในที่สุด ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ก็ซื้อบ้านเข้าจริง ๆ
โดยธนาคารแห่งหนึ่งยินยอมปล่อยกู้ให้

ผมผ่อนมาคนเดียว โดยไม่เคยขาดแม้แต่เดือนเดียว
เรียกว่าีมีวินัยทางการเงินสุด ๆ

จนกระทั่งปลายต้นปี ๒๕๕๖ ผมเลือกที่จะกู้เงินตายอนาคต (ช.พ.ค.)
มาเคลียร์หนี้สินทั้งหมด และ "บ้าน" ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เลือกจัดการ


และแล้ววันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ผมก็มี "บ้าน" เป็นของตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ




เป็นเวลาถึง ๘ ปี กว่าจะได้บ้านเป็นของตัวเอง

บ้านเล็ก ๆ ที่แทบไม่ได้จัดอะไร

มีแต่ "ต้นไม้ของแม่" คล้าย ๆ ป่า




เหตุผลสำคัญในการเลือกบ้าน คือ

"ความเงียบสงบ"

มาอันดับหนึ่ง


ไกล หรือ ใกล้ที่ทำงาน
ไม่ใช่เงื่อนไขในการเลือก


"บ้าน" ที่ซื้อเสมือนของขวัญที่มอบให้พ่อกับแม่
มากกว่ามอบให้กับตัวเอง

ท่านจะได้มีที่พักผ่อนได้ในยามอายุมาก

เมืองหลวงไม่ใช่ที่พิสมัยนักสำหรับการพักผ่อน




แต่กว่าจะมี "บ้าน" เป็นของตัวเอง
ก็น้ำพักน้ำแรงของตัวเองล้วน ๆ

รู้สึกภูมิใจตัวเองเล็ก ๆ

ครอบครัวไม่ได้มีมรดกอะไรไว้ให้
เรียนหนังสือก็ไม่เก่ง
โอกาสก็ค่อนข้างน้อย

แต่อาศัยคิดดี ทำดี

ไม่เคยเีบียดเบียนใคร
เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง


การทำ "ความดี" ย่อม "ได้ดี" เสมอ
ไ่ม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม


บันทึกนี้จึงเสมือนการเตือนความทรงจำของตัวเองเล็ก ๆ
ว่า "ความเพียรพยายาม" สำคัญแค่ไหน

ขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ


บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...


ป.ล. บ้านน่ะ ไม่มีชื่อหรอกครับ

แต่ผมชอบเรียก "บ้านปลายดง ณ หางดอย" เสมอ

ใน gotoknow ;)...