หากมีวาสนา ชะตาต้อง ชักพาให้มาพบกัน ย่อมมีวันได้พาน

พบ แม้"หยบอยู่เขาพังไกรยังไปถึง"* ผู้เขียนยกยอตัวเองให้เพื่อนที่

สนิทฟังว่าผู้เขียนเป็นคนร่ำรวยที่อิสระ หลายแห่งหลายที่มีโอกาส

ไปเยือน มิตรรักนักบันทึกหลายท่านก็ได้แวะพานพบถึงที่ถึงถิ่น นี้

คือความร่ำรวย ......



      มะเดื่อเป็นมิตรรักนักบันทึกอีกคนหนึ่งที่รู้จักกันผ่านบันทึก น้อง

เขาบันทึกเรื่องจะสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้นที่โรงเรียนที่น้องเขา

สอนอยู่ จึงเขียนบันทึกไว้หลายตอน ผู้เขียนก็เข้าไปเขียนแสดง

ความเห็นว่า ศพด.ทุกแห่งในวันนี้ ท้องถิ่น อบต /เทศบาลเขามีงบ

ประมาณในการดูแล ไม่น่าจะจำเป็นที่ต้องมาสร้างเอง....

.

แต่ได้ความว่าเด็กๆที่นี้ไม่ยอมไปเรียนที่ ศพด. ของเทศบาล

 แต่เด็กจะตามพี่ๆมาเล่นมาเรียนที่นี้ ผู้เขียนก็ได้ให้กำลังใจ โดย

บอกว่าหากเรามีใจ แม้ขาดงบประมาณ ขอให้ได้ใจจากชาวบ้าน

งานก็จะเดินไปได้ และที่สำคัญชาวบ้านจะเป็นคนอุปถัมหากเขาได้

ทำได้สร้างในสิ่งซึ่งเป็นความต้องการของชุมชน และ

ยัง"ชันชี"สัญญาว่ามีโอกาสจะแวะเยี่ยมด้วยเป็นทางผ่านขึ้นลงเป็นประจำ



       เดือนตุลาคม 2555 ผู้เขียนได้รับรางวัล สุดคะนึง จึงตั้งใจจะแบ่งเงินรางนี้ส่วนหนึ่งสมทบบริจาคให้กับ ศพด.แห่งนี้ 

โดยได้จัดสรรปันส่วนรางวัลไว้ 3 ส่วน 

 คือหนึ่งให้กับศพด.ที่น้องมะเดื่อดำเนินการอยู่

 สองสมทบสภาผู้พิการพัทลุง 

และสามมอบให้มอ.คนข้างกายเพราะเป็นแรงหนึ่งที่ผลักดันให้ได้

รางวัลนี้ แม้ไม่มากในจำนวนแต่มากค่าในความหมายที่ได้มา 

 .....เมื่อมีโอกาสเดินทางไปประชุมสมัชาสุขภาพที่ เมื่อเดือนที่

ผ่านมา ก็ได้แวะไปเยี่ยม ศพด.น้องเดื่อตามที่ได้ ชันชีไว้ .....

          สุดบรรยายเมื่อเจอกัน.........

          มีแต่คนร่ำรวยเท่านั้นที่โอกาสเช่นนี้  ............



* เขาพังไกร   =อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมือง

เก่า สมัยก่อนคนที่ไปอยู่เขาพังไกร มักขาดการติดต่อ เมื่อพบกันก็

เกิดสำนวน"หาจบหยบโยเขาพังไกร" พบเพื่อนเก่าที่จากกันนานก็

จะทักว่า หาจบหยบโยเขาพังไกร 


(- ภูเขาพังไกร


ตามประวัติศาสตร์การปกครองได้จารึกไว้ว่า ราวปลายกรุงสุโขทัย 

ต.เขาพังไกร ในขณะนั้นนับเป็นเมืองที่เก่าแก่เมืองหนึ่ง ซึ่งมี


ความเจริญทางด้านเกษตรกรรม และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นอู่

ข้าว อู่น้ำในสมัยนั้น แต่ไม่ได้ระบุต้นกำเนิดที่แน่นอน


เพียงแต่ระบุว่าได้มีเจ้าเมืองจากเมืองนครศรีธรรมราชออกประพาส

ตามหัวเมืองต่างๆ พร้อมยกขบวนโยธา พรั่งพร้อมด้วย ขุนพล 


ทหารและข้าทาสบริวาร ในการออกประพาสในครั้งนั้น ตาม

ประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าขบวนได้ผ่านมาพักแรม ณ เชิงเขา 


(เขาพังไกรในปัจจุบัน) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้ง

กระทรวงมหาดไทยขึ้น บ้านพังไกรจึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น


กิ่งอำเภอพังไกร และขึ้นตรงกับเมืองปากพนัง จนกระทั่งปี พ.ศ. 

2443 กิ่งอำเภอพังไกรก็ถูกย้ายไปตั้งที่ทำการแห่งใหม่ และเปลี่ยนชื่อ
ตามสถานที่ตั้งใหม่คือ อำเภอหัวไทร และกิ่งอำเภอพังไกรถูกลด

ฐานะเป็นตำบล ตั้งชื่อใหม่ว่า "ตำบลเขาพังไกร" โดยยึดเอารูป


สัญลักษณ์ภูเขาขึ้นนำหน้า และอยู่ในเขตการปกครอง ของอำเภอ

หัวไทรสืบมาจนถึงปัจจุบัน 


เขาพังไกรมีเนื้อที่ 500 ไร่ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ เหมาะเป็น

ที่ทัศนียภาพของพื้นที่อำเภอหัวไทร ทะเลสาปสงขลาอำเภอระโนด
และ ทะเลน้อยจังหวัดพัทลุง ได้อย่างสวยงาม (ข้อมูลจากที่มา http://www.thaitambon.com)


ช่อดอกไม้สุดคะนึงจากมะเดื่อ


เล็กน้อยมอบผ่านหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล คุณ ศุภวัลย์ มั่นจิตร


สัปรดหวานจากชาวท่าสำเภา



มิตรภาพไร้ขอบเขตทั้งเพศและวัย