โครงการธรรมศึกษาวิจัย

พุทธวจนะในมงคลสูตร

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา พุทธวจนะในมงคลสูตรช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้พุทธวจนะในมงคลสูตรเป็นที่เข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

พุทธวจนะในมงคลสูตร

๑ หลักความประพฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการพัฒนามนุษย์

ในมงคลสูตรแสดงให้เห็นว่า ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตเกิดขึ้นขึ้นอยู่กับอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมหรือสิ่งแวดล้อมไม่น้อย ดังที่ตรัสไว้ในตอนแรกของมลคลสูตร คือ

. การไม่คบคนพาล 

. การคบบัณฑิต 

. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา 

. การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม[1] 

สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสิ่งต่างๆ ตั้งแต่การพัฒนาทางด้านวัตถุจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้กระทั่งการพัฒนาจิตวิญญาณ ย่อมล้วนมีสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยทั้งสิ้น สิ่งแวดล้อมแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ สิ่งที่มีชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ในฝ่ายของสิ่งที่มีชีวิตนั้นได้แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งในบรรดาสัตว์เหล่านั้น มนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุด เพราะว่าเป็นผู้ที่สามารถจะพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจให้สูงขึ้นได้ด้วยคุณธรรมจริยธรรม เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมมีความเป็นอยู่และดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมของมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นปัจจัยอันเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ก็คือมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง ในอาทิจจสูตร พระพุทธองค์ตรัสถึงกัลยาณมิตรว่าเปรียบเสมือนแสงอรุณอันเป็นบุพนิมิตของดวงอาทิตย์อุทัย ดังข้อความที่ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้นสิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิดแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ จักทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘[2]

ปัจจัยอันเป็นเครื่องกระตุ้นหรือชักจูงให้มนุษย์ทำความดีและสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปถึงระดับที่สูงขึ้นไปได้นั้น องค์ประกอบภายนอกซึ่งได้แก่ปัจจัยทางสังคม โดยการได้รับคำแนะนำสั่งสอน การถ่ายทอดบอกเล่า ชี้แจง อธิบาย การเรียนรู้จากผู้อื่นในเฉพาะส่วนที่ถูกต้องดีงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับความรู้หรือคำแนะนำจากบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร ซึ่งมีพุทธพจน์แสดงถึงความสำคัญของบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรไว้ในสารีปุตตสูตร ดังข้อความที่ปรากฏว่า

ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า? ดูกรสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรสารีบุตร ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล[3]

๓.๑.๑การไม่คบคนพาล

สังคมมนุษย์ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป การเลือกคบคนเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะว่าการคบคนดีจะทำให้บุคคลที่คบมีความเจริญก้าวหน้า ทำให้ไม่ประมาทในชีวิต เนื่องจากคนดีจะคอยชี้แนะในทางที่ดีและตักเตือนเมื่อเห็นว่าจะกระทำผิดอยู่เสมอ ในทางตรงข้ามถ้าคบคนไม่ดีก็จะทำให้บุคคลผู้คบนั้นเสื่อมเสียกลับกลายเป็นคนไม่ดีไปด้วย ดังข้อความในพระคาถาว่า

บุคคลคบคนชนิดใดๆ เป็นคนสงบหรือไม่สงบ มีศีลหรือไร้ศีลก็ตาม เขาย่อมตกไปสู่อำนาจของคนชนิดนั้นแล บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตร และเสพสนิทกับคนเช่นใด เขาก็เป็นคนเช่นนั้นแล เพราะการอยู่ร่วมกัน ย่อมเป็นเช่นนั้น คนชั่ว ใครคบเข้า ก็เปื้อนคนคบ ใครแตะต้องเข้า ก็เปื้อนผู้ ซึ่งเป็นผู้แตะต้องซึ่งมิได้เปื้อนมาแต่เดิม ดุจบุตรธิดาอันศรร้ายซึ่งกำซาบด้วยยาพิษ ก็พลอยติดแล่งไปด้วย เพราะกลัวจะพลอยเปื้อน ธีรชนจึงไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหายเสียเลย คนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา  แม้ใบหญ้าคาก็พลอยเหม็นฟุ้งไปด้วยฉันใด การคบกับคนพาลก็ฉันนั้น[4]

การไม่คบคนพาล หมายถึง การที่ไม่มีคนพาลเป็นเพื่อน ไม่สมาคม ไม่คบหา ไม่เข้าพวกกับคนพาล คำว่า พาล แปลว่า “อ่อน” ได้แก่คนอ่อนความคิด ไม่อาจที่จะคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นกว่าภาวะที่เป็นอยู่เดิมได้ เป็นคนอ่อนสติ ไม่มีกำลังพอที่จะปลุกตนให้ตื่นตัวตื่นใจหรือสามารถอาจหาญในกิจการต่าง ๆ ได้ และอ่อนปัญญาไม่มีปัญญาสอดส่องพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองให้รู้ดีรู้ชั่ว รู้เหตุรู้ผล เป็นคนมีชีวิตอยู่เพียงสักว่าลมหายใจเข้าออกเท่านั้น และเป็นคนที่ประกอบอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

)  ความหมายเกี่ยวกับคนพาล การไม่คบคนไม่ดีหรือคนพาล  ได้มีท่านผู้รู้ให้ความหมายไว้หลายนัยด้วยกัน คือพระสิริมังคลาจารย์กล่าวไว้ในมงคลทีปนีว่า

สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า คนพาล  อีกประการหนึ่ง ครูทั้ง ๖ นี้ คือปูรณ กัสสป, มักขลิ โคสาล, นิครนถ นาฏบุตร, สญชัย เวลัฏฐบุตร, ปกุทธ กัจจายนะ, อชิต เกสกัมพล, และปาปบุคคลเหล่าอื่นจากครูทั้ง ๖ นั้น มีพระเทวทัตและโกกาลิกภิกษุเป็นต้น พึงทราบว่า คนพาลจริงอยู่ คนเหล่านั้น แม้ทั้งหมด ท่านเรียกว่าคนพาล เพราะไม่เป็นอยู่ด้วยความเป็นอยู่ด้วยปัญญา เป็นอยู่ด้วยสักว่าหายใจ[5]

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ให้ความหมายว่า “คนพาลในที่นี้ท่านหมายปัญญาทรามปัญญาอ่อน มีปัญญารักษาตนให้พ้นจากกรรมอันเป็นบาปไม่ได้ ชื่อว่า คนพาล[6]

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า คนพาลชอบชักนำในทางที่ผิด ทำสิ่งที่ไม่ใช่ธุระมีความคิดเห็นผิด พูดดีด้วยก็โกรธ ไม่รับรู้ระเบียบวินัย และมีนิสัยชอบคิดชั่ว พูดชั่ว และทำชั่ว[7]

) ลักษณะของคนพาล ในพาลบัณฑิตสูตรพระพุทธเจ้าแสดงลักษณะของคนพาลไว้ ดังนี้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลักษณะ เครื่องหมาย เครื่องอ้าง ว่าเป็นพาลของคนพาลนี้มี ๓ อย่าง ๓ อย่างเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาลในโลกนี้มักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว มักทำการทำที่ชั่ว ถ้าคนพาลจักไม่เป็นผู้คิดความคิดที่ชั่ว พูดคำพูดที่ชั่ว และทำการทำที่ชั่ว บัณฑิตพวกไหนจะพึงรู้จักเขาได้ว่า ผู้นี้เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ เพราะคนพาลมักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว และมักทำการทำที่ชั่ว ฉะนั้น พวกบัณฑิตจึงรู้ได้ว่า นี่เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแล ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ๓ อย่างในปัจจุบัน[8]

ตามพุทธดำรัสนี้ แสดงให้เห็นว่าคนพาลมีลักษณะ ๓ อย่าง คือ

(๑)พาลลักษณะ หมายถึง ความคิดชั่วเป็นพาลลักษณะ เนื่องจากอัธยาศัยของคนพาลนั้นย่อมโน้มเอียงไปในมโนทุจริต คือ มีอัธยาศัยโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็นเกินความพอดีเกินขอบเขต เห็นแก่ตัว คิดเอาแต่จะได้จะมีจะเป็นโดยไม่เลือก มีอัธยาศัยโกรธ อารมณ์ฉุนเฉียว มีความขุ่นเคืองอยู่ในใจ และคิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น มีอัธยาศัยลุ่มหลงงมงายเข้าครอบงำจิตใจ มีอวิชชาเป็นตัวทำให้ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี และมีมิจฉาทิฏฐิเข้าสนับสนุนให้เห็นผิดเป็นชอบ

(๒)พาลนิมิต หมายถึง การพูดชั่วเป็นพาลนิมิต เป็นเครื่องหมายให้ทราบได้ว่า คนพาลมีจิตใจโน้มเอียงไปในการประกอบวจีทุจริต คือ พูดเท็จ พูดเหลาะแหละหลอกลวงอำพราง ซึ่งเป็นการหักรานประโยชน์ของคนอื่น พูดส่อเสียดได้แก่พูดยุยงให้ผู้อื่นแตกร้าวกัน พูดแหย่และกระซิบกระซาบให้เกิดความเข้าใจผิด ทำลายความสามัคคีในหมู่คณะให้แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย พูดคำหยาบคาย ได้แก่ คำด่า คำแช่ง ประชด ค่อนขอด เหน็บแนมกระทบกระทั่ง ยั่วยุให้เจ็บใจ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ได้แก่ พูดไม่มีหลักฐานอ้างอิง พูดพล่อยๆ พูดไม่ระวังปากคำ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย

(๓)พาลาปทาน หมายถึง การกระทำอันไม่ขาดสายของคนพาลนั้นโน้มเอียงไปในกายทุจริต คือ การฆ่า ได้แก่ ฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์ตลอดจนถึงการทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ การลักฉ้อ ได้แก่ ถือเอาทรัพย์สินของผู้อื่นด้วยการฉ้อโกง หลอกลวง ยักยอก เบียดบัง ลักลอบค้าของเถื่อน ปลอมแปลงสินค้า เป็นต้น ประพฤติผิดในกาม ได้แก่ ล่วงละเมิดทางกาม คบชู้กับคู่ครองของคนอื่น ฉุดคร่าอนาจาร เป็นต้น

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้คบคนพาลนั้น เพราะว่าคนพาลมักนำภัยและความเสื่อมเสียมาให้แก่ผู้ที่คบหาสมาคม คนพาลมีสัญชาตญาณกลับกลอก รักง่ายหน่ายเร็ว เสแสร้ง ต่อหน้าสรรเสริญลับหลังนินทา ไม่มีความจริงใจต่อเพื่อน สิ่งที่เป็นอัปมงคล และความเสื่อมเสียน่าเกลียดชังทั้งหลายเป็นพฤติกรรมของคนพาล ซึ่งพอสรุปสาเหตุของการไม่คบคนพาล ๓ ประการดังนี้

๑) ภัยเกิดจากคนพาล คนพาลเป็นตัวร้าย หรือมีภัยที่น่ากลัวอยู่ในตัว เพราะสัญชาติพาลกลับกลอกวอกแวก เหมือนวานร รักง่ายหน่ายเร็วเหมือนขมิ้นคายสี แสร้งยกยอสรรเสริญต่อหน้า ลบหลู่คุณความดีลับหลัง ปากพล่อยชมเพื่อนให้หู แต่หัวใจมีน้ำพิษร้ายแรงหล่อเลี้ยง โดยไม่ตะขิดตะขวงใจเลย

๒)อุบาทว์เกิดจากคนพาล สิ่งที่เป็นอัปมงคล เสื่อมทราม อัปรีย์น่าเกลียดและสิ่งที่จัญไรชั่วร้ายเลวทราม เรียกว่า อุบาทว์ ซึ่งมีลักษณะ ๔ อย่าง คือ ๑ คนพาลชอบเผยโทษของคนอื่น ๒ คนพาลไม่ชอบเผยคุณงามความดีของคนอื่น ๓ คนพาลไม่ชอบเผยโทษของตน ๔ คนพาลชอบอวดคุณงามความดีของตน ซึ่งสอดคล้องกับพระพุทธพจน์ที่ปรากฏในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ พึงทราบว่าเป็นอสัตบุรุษ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน ? คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ แม้ไม่ถูกถามก็เปิดเผยความเสียหายของผู้อื่นแม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความดีของผู้อื่นแม้ถูกถามก็ไม่เปิดเผยความเสียหายของตนแม้ถูกถามก็เปิดเผยความดีของตนดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล พึงทราบว่า เป็น อสัตบุรุษ[9]

๓)อุปสรรคเกิดจากคนพาล สิ่งที่เขาขัดขวางกีดกัน ทำให้กิจการทุกอย่างขัดข้อง  เรียกว่า อุปสรรค คนพาลเป็นอุปสรรคคอยเข้าขัดขวางตัดรอนผู้อื่นให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่าง ๆ ไปได้โดยปกติ

พฤติกรรมของคนพาลอันเป็นเหตุแห่งการไม่ควรคบมี  ๕ ประการ คือ

๑. คนพาลชอบแนะนำสิ่งที่มิควรแนะนำ

๒. คนพาลชอบประกอบในสิ่งที่มิใช่ธุระ

๓. คนพาลถือชั่วเป็นดี

๔. คนพาลแม้เราพูดดีๆ ก็โกรธ

๕. คนพาลไม่รู้จักอุบายแนะนำ

การไม่คบคนพาลนั้น คือการไม่ร่วมชีวิตจิตใจหรือมีนิสัยใจคอถูกต้องเข้ากันได้สนิท ไม่ร่วมคิดร่วมเห็นและตกลงกระทำการร่วมกัน ซึ่งการพิจารณาพฤติกรรมแห่งการไม่คบคนพาลนั้น มี ๗ ประการ คือ

๑. ไม่ไปมาหาสู่

๒. ไม่เข้าตีสนิทชิดชอบ

๓. ไม่จงรักหรือรักใคร่กันจริง

๔. ไม่ภักดีหรือเลื่อมใส นับถือซื่อตรงต่อกัน

๕. ไม่เป็นเพื่อนร่วมคิดร่วมเห็น

๖. ไม่เป็นเพื่อนร่วมกินร่วมอยู่

๗. ไม่ดำเนินตามหรือเอาเยี่ยงอย่าง

การไม่คบคนพาลเป็นมงคลแห่งชีวิต เพราะเป็นเหตุให้เจริญด้วยสรรพสมบัติ มีวัฒนธรรมเหมาะสมแก่สังคม เลื่อนฐานะของตนให้ดีขึ้นกว่าภาวะเดิม มีกิริยาวาจาใจดีงาม มีชีวิตสุขเกษมปลอดภัย ปราศจากอุบาทว์และอุปสรรค มีความสงบสุขสดชื่นแจ่มใสเบิกบานสำราญใจทำให้มีกำลังมุ่งมั่นปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นความเจริญก้าวหน้า สร้างบารมี ดำเนินชีวิตให้ก้าวขึ้นไปสู่คุณงามความดีต่อไป

..การคบบัณฑิต

บัณฑิต หมายถึง ธีรชนหรือนักปราชญ์, สัตบุรุษหรือปัญญาชน, ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายคำว่า “บัณฑิต” ไว้ว่า  ผู้ทรงความรู้  ผู้มีปัญญา  นักปราชญ์  ผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาซึ่งมี ๓ ขั้น คือ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เรียกว่าบัณฑิต มหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตผู้มีความสามารถเป็นพิเศษโดยกำเนิด เช่น คนนี้เป็นบัณฑิตในทางดนตรี[10] พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ให้ความหมายว่า  บัณฑิต หมายถึง ผู้ประพฤติสุจริตด้วยกายวาจาใจ มีไม่ฆ่าสัตว์ ไม่กล่าวเท็จ ไม่ละโมบโลภเอาของท่านผู้อื่น เป็นต้น ชื่อว่า บัณฑิต[11]

สรุปได้ว่า บัณฑิต คือคนที่มีจิตใจดีอยู่เป็นปกตินิสัย ทำให้มีความเห็นถูก ยึดถือค่านิยมที่ถูกต้อง สามารถดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญา คือเป็นคนที่รู้จักดี รู้จักชั่ว รู้จักทำดี สร้างความเจริญให้แก่ตนเองและสังคม รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ จึงทำแต่สิ่งดีที่เป็นบุญเป็นคุณและเป็นประโยชน์เกื้อกูลทั้งแก่ตนเองและสังคม ดังนั้น บัณฑิต คือผู้ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยปัญญา

) ลักษณะของบัณฑิต คำว่า “บัณฑิต” ในทางศาสนาหมายถึง บุคคลผู้ดำเนินชีวิตไปในทางกุศล คือ คิดดี พูดดี ทำดีและดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เป็นผู้ทรงความรู้ ใฝ่หาความรู้ มีใจผ่องใสเป็นปกติ รู้จักใช้ปัญญารอบรู้ในเหตุและผล บัณฑิตเป็นผู้รู้และมีใจใฝ่รู้ในสิ่งต่อไปนี้ คือ

๑)รู้จักลดละ ปล่อยวางในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามอันเป็นมลทินด่างพร้อยออกจากตนทั้งทางกายและทางใจ ลดละความชั่ว กิเลสตัณหา อุปาทาน ปล่อยวางจากความโลภ ความโกรธ ความหลง มิจฉาทิฎฐิ อัตตามานะ ดำเนินชีวิตเป็นผู้รู้ตามสัมมาทิฏฐิ

๒)รู้จักรักและพอใจในสิ่งที่ดี แนวทางที่ถูกต้องดีงาม เป็นไปตามทำนองคลองธรรม พอใจในการศึกษาฝึกฝนวิชาการสืบสานงานสร้างสรรค์ มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ รักความยุติธรรม มีความเสียสละ รู้รักสามัคคี ใฝ่ศึกษาหาความรู้ อุทิศเวลาให้กับหน้าที่ มีความรับผิดชอบสูง

๓)รู้จักเพียรพยายามในกิจการงานทุกอย่าง ขยันอดทน มุ่งมั่นบากบั่น ไม่ประพฤติเป็นคนเลื่อนลอยคอยเวลาหรือผัดวันประกันพรุ่ง เพียรทำความดี เพียรหนีอบาย เพียรหน่ายสังขาร เพียรการศึกษา เพียรหาความจริง เพียรถอดถอนอัตตามานะ เพียรละมิจฉาทิฏฐิ เพียรริทางที่ชอบ เพียรนำชีวิตให้พ้นภัย เพียรใฝ่ทางหลุดพ้น เพียรสร้างตนให้เป็นคนดี

๔)รู้จักอุบายในการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องดีงามให้แก่ผู้ไม่รู้ ผู้ไม่เข้าใจ เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รู้แนวทางแห่งการดำเนินชีวิต นำความรู้ที่ตนมีไปสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์และสังคมประเทศชาติ ให้ความรู้แก่มนุษย์ทุกคน ชี้ทางหลุดพ้นให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้ถึงความสว่างเปรียบเหมือนประทีปส่องทางในยามค่ำคืนเดือนมืด

๕)รู้จักปบุตรธิดาฝังคุณธรรมให้แก่ตนเองและผู้อื่น โดยเบื้องต้นตนเองต้องมีคุณธรรม ศึกษาและนำมาปฏิบัติจนบรรลุผลได้ก่อนจึงมุ่งถ่ายทอดปบุตรธิดาฝังทางธรรมทางที่ดีงามให้แก่เพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ มีความกล้าและอาจหาญทางคุณธรรมนำพาผู้คนให้เดินไปในทางที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม มีชีวิตที่สดใส เบิกบาน สงบเย็น

..๓ บูชาบุคคลที่ควรบูชา

การทำสักการะ เคารพ นบนอบและไหว้ ชื่อว่า บูชาการยกย่อง[12] การบูชาถือว่าเป็นกิจที่ดีงาม ผู้ฉลาดทั้งหลายควรรู้จักเลือกบูชาในทางที่ถูกให้เกิดคุณเหมือนคำที่ว่า  บูชาคนดีเป็นศรีแก่ตัว บูชาคนชั่วพาตัวจัญไร บูชาคนดีให้สำเร็จ บูชาคนโลภพาตัวให้ฉิบหาย หรือบูชาคนพาล พาลไปหาผิด บูชาบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล[13]

การบูชา คือการเคารพเทอดทูนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นการแสดงออกทั้งทางกายวาจาและใจ การบูชาเป็นเอกลักษณ์ของบัณฑิตของคนดี ยอมรับนับถือเชื่อถือในคุณงามความดี ยอมรับนับถือคนดี การบูชาจึงบ่งบอกถึงความเป็นคนดีทั้งสองฝ่าย คือ ผู้ทำการบูชาและผู้รับการบูชา

)  ความหมายของการบูชาการบูชา คือการยกย่อง เชิดชู เลื่อมใส ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจ ไม่เสแสร้างแกล้งทำ ปิ่น มุทุกันต์ ได้อธิบายว่า การบูชา หมายถึงการปฏิบัติ ๓ อย่าง คือ

  . ปัคคัณหะ  การยกย่อง

  . สักการะ  บูชาด้วยสิ่งของ

  . สัมมานะ  นับถือ[14]

พระราชวรมุนี (..ปยุตฺโต) กล่าวว่า บูชาหมายถึงให้ด้วยความนับถือแสดงความเคารพเทิดทูน มี ๒ อย่าง คือ อามิสบูชา และ ปฏิบัติบูชา[15]

การบูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นอุบายอย่างหนึ่ง สำหรับการฝึกจิตที่หยาบกระด้าง ไม่ยอมรับคุณความดีของผู้อื่น เพราะด้อยคุณธรรม ไม่เข้าใจในคุณความดีของผู้ที่ควรบูชา หากได้ปฏิบัติให้เกิดความเคยชินแล้ว ในที่สุดก็จะเห็นคุณงามความดีอย่างแจ่มชัด

การบูชา เป็นสิ่งที่มีคุณมาก เป็นการแสดงออกถึงคุณงามความดี การรู้ถึงคุณค่าของคนที่มีคุณงามความดีที่ควรแก่การบูชา บุคคลที่ทำการบูชาก็เป็นคนดี บุคคลที่ถูกบูชาก็เป็นคนดี คุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ก็จะเกิดขึ้น การบูชาคนดี การบูชาบัณฑิต จึงจัดเป็นมงคลอันสูงสุด

) การบูชา ๒ ประเภท เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว การบูชาในพระพุทธศาสนามี ๒ ประเภท คือ

๑. อามิสบูชา ได้แก่ การบูชาบุคคลหรือสิ่งที่ควรบูชาด้วยเครื่องสักการะ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน และปัจจัยสี่หรือวัตถุอื่น ๆ

๒. ปฏิบัติบูชา ได้แก่ การบูชาด้วยการปฏิบัติธรรมตามกำลังศรัทธาตามเพศภูมิของตน เช่น การรักษาเบญจศีล การปฏิบัติเบญจธรรม และการบำเพ็ญกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

) ลักษณะของการบูชา ๔ ประการ ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ได้กล่าวถึงลักษณะของการบูชาตามนัยแห่งมงคลสูตรไว้ ๔ ประการ[16]  คือ

. สักการะ หมายถึงกิริยาและวัตถุ ถ้าแปลสักการะว่า การทำดีก็หมายเอาเพื่อบูชาบุคคลและวัตถุควรบูชา ถ้าแปลสักการะว่า วัตถุที่จัดดีก็หมายเอาเครื่องสักการะที่จักดีเป็นระเบียบ มีดอกไม้ธูป เทียนและเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญเพื่อบูชาบุคคลและวัตถุควรบูชา

. ครุการะ แปลว่า ทำความรัก ความห่วงใยบุตรธิดาชายหญิงมีความรักความห่วงใยในบิดามารดา พยายามรักษาน้ำใจท่านทำตนให้เป็นที่เบาใจแก่ท่าน สานุศิษย์มีความเคารพรักในครูอาจารย์ ประพฤติตนให้เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย จึงได้ชื่อว่า บูชาบุคคลที่ควรบูชาแบบครุการะ

. มานนา แปลว่า ความนับถือการกำหนดนับความดีของบุคคลว่า เขามีดีอย่างนั้นมีดีอย่างนี้ และถือว่าผู้มีดีนั้นเป็นคนควรเชื่อถือยึดมั่นยกย่องเชิดชูให้เป็นที่นับหน้าถือตา นี้คือความนับถือ ลักษณะของการนับถือนั้นอยู่ที่การมีกิริยาวาจาดีงามต่อกันประพฤติตนสม่ำเสมอต่อกัน ยกย่องเชิดชูกันและเอื้อเฟื้อเชื่อฟังกันเป็นสำคัญ

. วันทนา หมายถึง การกราบไหว้ และชมเชย ส่วนอภิวาทนะเป็นลักษณะของความเคารพ การชมเชยนี้ คือการยกย่องสรรเสริญ จัดเป็นมงคล

พระอรรถกถาจารย์อธิบายความหมายของลักษณะการบูชาที่เรียกว่า ปัคคัณหะ การยกย่อง ไว้ในมังคลัตถทีปนีว่า  ปคฺคณฺหาติ ความว่า ยกย่อง คือ ทำสักการะและความนับถือบรรพชิต ด้วยการมอบถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น หรือคฤหัสถ์ด้วยการมอบตำแหน่งมีตำแหน่งอุปราชและเสนาบดีเป็นต้น[17]

บุคคลที่ควรบูชาหรือ ปูชนียบุคคล คือบุคคลที่ได้สร้างหรือเคยสร้างคุณงามความงามดีมาแล้ว รวมถึงบุคคลที่กำลังสร้างคุณงามความดีในปัจจุบัน บุคคลที่ควรบูชานั้นไม่ได้หมายเอาเฉพาะฐานะหรือตำแหน่งเท่านั้น แต่หมายถึงคุณงามความดี พฤติกรรมหรือจรรยามารยาทที่บุคคลนั้นๆ สั่งสมประพฤติปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ปรากฏแก่สังคม เช่น คนดีมีศีลธรรม นักเสียสละ นักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

) บุคคลที่ควรบูชา ปูชนียบุคคลหรือบุคคลที่ควรบูชาที่รู้จักกันทั่วไปได้แก่บุคคลต่อไปนี้

. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์เป็นปูชนียบุคคลของพุทธบริษัท ในฐานะทรงถึงพร้อมด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณและทรงตั้งพระศาสนาประกาศสัจธรรมให้มวลมนุษยชาติทั่วโลกได้เกิดความรู้ความเข้าใจเกิดแสงสว่างทางปัญญาเว้นจากความชั่วกระทำแต่คุณงามความดีและทำใจให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้

. พระอริยสงฆ์สาวก พระสงฆ์เป็นปูชนียบุคคลของพุทธศาสนิกชน ในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเป็นธรรม ปฏิบัติสมควร เป็นเนื้อนาบุญของปวงชนชาวโลก เป็นผู้มีคุณูปการต่อศาสนาและประกาศพระศาสนาสืบต่อกันมา

. บิดามารดาเป็นปูชนียบุคคลของบุตรธิดา ในฐานะเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดออกมาจนเติบใหญ่ เป็นพระพรหมและบุรพาจารย์ของบุตรธิดาชายหญิง

. ครูอาจารย์เป็นปูชนียบุคคลของศิษยานุศิษย์ ในฐานะเป็นผู้อบรมสั่งสอนประสาธน์ศิลปวิทยาแนะนำดี ให้เรียนดีไม่ปิดบังอำพราง ยกย่องให้ปรากฏในหมู่เพื่อนฝูงและทำความปกป้องในทิศทั้งปวง

. พระมหากษัตริย์เป็นปูชนียบุคคลของพสกนิกร ในฐานะทรงเป็นพระประมุขของชาติ และทรงทศพิธราชธรรมบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงประชาราษฎร[18]

) วัตถุที่ควรบูชา ปูชนียวัตถุหรือวัตถุที่ควรบูชา หมายเอาปูชนียวัตถุที่นับเนื่องในพระศาสนา ซึ่งประมวลลงในพุทธเจดีย์ ๔ ประเภท ดังพุทธพจน์ที่ว่า 

ธาตุเจดีย์ เจดีย์คือพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระสาวก

บริโภคเจดีย์ เจดีย์คือสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง ได้แก่ สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพานตลอดจนถึงพุทธบริขารและต้นพระศรีมหาโพธิ์

ธรรมเจดีย์ เจดีย์คือพระไตรปิฏกอันได้แก่พระสุตันตปิฎก  พระวินัยปิฎกและพระอภิธรรมปิฎก ตลอดจนถึงคำสอนที่จารึกลงในแผ่นศิลาและใบลาน

อุทเทสิกเจดีย์ เจดีย์คือพระพุทธรูป รอยพระพุทธบาท และรูปพระสงฆ์สาวก

การบูชานี้เป็นหลักการปฏิบัติเพื่อความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต และข้อสำคัญอยู่ที่รู้จักเลือกบูชาบุคคลหรือวัตถุที่ควรบูชา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเป็นมงคลอันสูงสุดประการหนึ่ง[19]

..๔ อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม

การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม คำว่า “ถิ่นหรือประเทศที่เหมาะสม” หมายถึง ถิ่นหรือประเทศที่ดี ไม่มีเรื่องวุ่นวาย ไม่มีปัญหาร้ายแรง สภาพแวดล้อมอบอุ่นไม่มีพิษภัย ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขร่มเย็น มีน้ำใจไมตรีโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สมัคสมานสามัคคีมีความเป็นพี่เป็นน้อง และผู้คนตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม

) ความหมายของการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า  ถิ่นเหมาะสมแก่ผู้ที่ต้องการความเจริญต้องเป็นถิ่นที่มีบัณฑิตมีสำนักบัณฑิต มีสถานศึกษาที่ดี เป็นถิ่นที่เจริญเหมาะแก่การศึกษาเล่าเรียน การทำมาหากินและเป็นที่อยู่อาศัย[20] 

ถิ่นที่อยู่ของบุคคล เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ถ้าอยู่ในถิ่นที่ไม่ดี ถิ่นที่ไม่เจริญเป็นเหตุให้ชีวิตไม่เจริญก้าวหน้า ถ้าอยู่ในถิ่นดี มีความเจริญ เป็นเหตุให้ชีวิตมีความเจริญ

การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ถิ่นที่มีสิ่งแวดล้อมดี ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัยแก่สุขภาพกายและจิตใจ ยิ่งกว่านั้น ช่วยสนับสนุนให้ผู้อยู่อาศัย สามารถประกอบกิจการงานในหน้าที่อันเป็นสัมมาอาชีพให้เจริญก้าวหน้าได้โดยง่ายและสร้างสมคุณงามความดีได้เต็มที่

ในพระพุทธศาสนากล่าวถึงสถานที่หรือถิ่นที่เหมาะสมเรียกว่า สัปปายะ [21]คือ อาวาสสัปปายะ หมายถึง ที่อยู่ที่อาศัยเป็นที่ที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์ดี เช่น บ้านต้องเป็นบ้านที่มองดูสะอาด มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีต้นไม้ร่มรื่น มีน้ำมีไฟฟ้าสะดวก โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ที่ถูกสุขลักษณะ อากาศถ่ายเทไม่มีเสียงอึกทึก บริเวณกว้างขวาง มีสนามกีฬาและอุปกรณ์การศึกษาเพียบพร้อม ร้านค้าต้องเป็นสถานที่ที่มีบริเวณอยู่ไม่ห่างจากย่านชุมชน การคมนาคมสะดวกสบาย ถ้าเป็นพื้นที่จังหวัดหรือภูมิภาคต้องเป็นบริเวณที่มีสภาพภูมิศาสตร์ดี เช่น ไม่ลุ่มไม่ดอนเกินไป ไม่หนาวหรือร้อนจนเกินไป เป็นต้น

อาหารสัปปายะ หมายถึง อาหารเป็นที่สบายหาได้ง่ายมีความอุดมสมบูรณ์ เป็นสถานที่ที่มีอาณาบริเวณอยู่ใกล้ตลาด หรือมีการเกษตรกรรมสามารถผลิตอาหารได้เองอย่างพอเพียง

บุคคลสัปปายะ หมายถึง ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นประกอบด้วยนักปราชญ์ คนดีมีศีลธรรม มีวินัย ใฝ่หาความรู้ ปราศจากโจรหรือแหล่งอบายมุข

ธรรมะสัปปายะ หมายถึง อยู่ในบริเวณที่ไม่ไกลจากวัดและสถานศึกษาเพื่อมีโอกาสได้ทำบุญ ฟังธรรม และศึกษาวิทยาการต่างๆ

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) กล่าวถึงลักษณะของถิ่นที่เหมาะสมไว้ในหนังสือมงคลยอดชีวิต เป็น๓ นัย[22]คือ

)ถิ่นที่มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สัญจรไปมา มีการบำเพ็ญบุญดำเนินไปอยู่ และมีนวังคสัตถุศาสนา คือ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ จัดเป็นถิ่นที่เหมาะสม ท่านเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ

<