๓.๒.๔ ศิลปะ (สิปปะ)
คนที่มีศิลปะเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่ได้ศึกษาหรืออบรมมาที่ได้รับสมญาว่าเป็นศิลปินหรือนักศิลปะนั้น เป็นคนช่างทำช่างพูดช่างคิด หรือทำเป็นพูดเป็นคิดเป็น สามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพียงเล็กน้อยให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นได้ คนมีศิลปะวิทยา คือคนที่มีความสามารถในการจัดแจง หรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความละเอียดอ่อน งดงามเป็นที่ต้องตาต้องใจและต้องการของคนทั่วไป เรียกได้ว่าเป็นคนมีฝีมือทางการช่าง การแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาให้ปรากฏได้อย่างน่าดูน่าชม และทำให้เกิดความซาบซึ้งตรึงใจ ตลอดจนความเชี่ยวชาญในการงานต่าง ๆ
๑) ความหมายของการมีศิลปะ การเป็นผู้ชำนาญหรือเชี่ยวชาญในศิลปะนี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ “คำว่าศิลปศาสตร์นั้น หมายวิชาที่เกี่ยวด้วยหัตถกรรม การช่างต่างๆ คือ การก่อสร้าง การถาก การตัด การวาด การเขียน การปั้น การปรุง การจัก การสาน การเย็บปักถักร้อย ตลอดจนการตัดผ่าบาดแผล เป็นอาทิ”[1]
ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า คำว่าศิลปหมายถึงหัตถโกศลซึ่งมีความหมายเหมือนกับคำว่า ศิลป หมายถึง ฉลาดทำ คือ ทำเป็น[2]
ศิลปะแปลว่าฉลาดทำ คือ ทำเป็นนั่นเอง พหูสูตเป็นผู้ฉลาดรู้เรียนหลักวิชา ส่วนศิลปะเป็นความสามารถในทางปฏิบัติ คือ สามารถนำความรู้นั้นมาใช้ให้บังเกิดผลได้ การมีศิลป คือการมีฝีมือทางการช่างหรือการแสดงออกให้ปรากฏขึ้นได้อย่างงดงามและทำให้ผู้พบเห็นเกิดอารมณ์ประทับใจ บุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญการในการทำ การพูด การแสดง คือ ทำเป็นพูดเป็น แสดงเป็น หรือรู้จักใช้เทคโนโลยีการประกอบเครื่องจักรเครื่องยนต์กลไก เป็นอาทิ
๒) ประเภทของศิลปะ ในมังคลัตถทีปนีได้แก้คำว่า “ศิลปะ” ไว้ว่า หัตถโกศล คือ ความเป็นคนฉลาดในหัตถกรรม คือเป็นช่างฝีมือ ทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันและประณีตด้วยฝีมือของตน ชื่อว่า ศิลปะ และจำแนกศิลปะออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. ศิลปะของบรรพชิตหมายถึง ความเป็นผู้ฉลาดในการตัดเย็บจีวรและความเป็นผู้ฉลาดในกิจจานุกิจ เช่น ฉลาดในการปฏิบัติอุปัชฌาย์และอาจารย์ ท่านได้กล่าวถึงกิจไว้ดังนี้
๑. ฉลาดเอาใจใส่ปฏิบัติอุปัชฌาย์อาจารย์ และช่วยทำกิจของท่านทุกอย่าง
๒. ฉลาดรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ฝึกฝนอบรมจิตให้มั่นคงและธรรมปัญญาให้แก่กล้า
๓. ฉลาดระงับความเสื่อมเสีย อันจะพึงมีหรือมีแล้วแก่ท่าน
๔. ฉลาดรักษาน้ำใจท่านจะทำอะไรปรึกษาท่านก่อนไม่ทำตามลำพัง
๕. ฉลาดเคารพในท่าน รู้จักเสนอแนะความคิดเห็นในกาลอันสมควร
๖. ฉลาดระมัดระวังจะไปไหนต้องบอกลาท่านก่อน
๗. ฉลาดเอาใจใส่พยาบาลเมื่อท่านอาพาธ
ส่วนความเป็นช่างก่อสร้าง ฉลาดพัฒนาวัดและปฏิสังขรณ์ เสนาสนะ จัดเป็นศิลปะของบรรพชิตโดยตรง
๒. ศิลปะของคฤหัสถ์ ศิลปะทั้งของบรรพชิตและของคฤหัสถ์ เมื่อรวมลงก็อยู่ที่ช่างทำ ช่างพูด และช่างคิด หรือทำเป็นพูดเป็นและคิดเป็นนั่นเอง เพราะศิลปะแห่งศิลปะทั้งหลาย อยู่ที่การปรับปรุงตนเองให้เป็นช่างทำที่ชำนาญ เป็นช่างพูดที่ประกอบด้วยเหตุผล และเป็นช่างคิดที่ละเอียดรอบคอบ ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์ ๓ ประการ คือ อัตถะ เป็นที่ต้องการของตนและคนอื่น หิตะ เกื้อกูล แก่ตนและคนอื่น สุขะ อำนวยความสุขแก่ตนและคนอื่น อย่างนี้เป็นมงคล กล่าวโดยสรุปศิลปะคือ ช่างพูด ช่างคิด หรือทำเป็นพูดเป็นคิดเป็นนี้เป็นมงคลสูงสุด เพราะทำให้ผู้มีช่างทำ ช่างพูด ช่างคิด เจริญก้าวหน้า มีฐานะสูงขึ้น อุดมด้วยทรัพย์สมบัติสมบูรณ์ด้วยเกียรติยศและชื่อเสียง
๓.๒.๕ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว
วินัยคือ ระเบียบ หรือกฏของหมู่คณะ หมู่คณะที่ไร้ระเบียบวินัยย่อมดูไม่งามส่วนที่มีระเบียบวินัยดี ย่อมดูมีสง่างามน่าเลื่อมใส เมื่อเราศึกษาแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ชาติกับศาสนาจะมั่นคงต้องมีวินัยรักษาคุ้มครองป้องกัน ชนชาติที่เจริญแล้วย่อมมีวินัยเป็นเครื่องควบคุมชิวิตจิตใจของตนให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม และให้สามัคคีพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อจะทำอะไรให้ทำตามระเบียบไม่ละเมิดระเบียบ ทำงานตามหน้าที่ของตน ไม่ก้าวก่ายงานของกันและกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศึกษามาดีแล้ว ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้ศึกษาวินัยมาอย่างดีชีวิตก็จะประสบแต่ความเสื่อม เปรียบเหมือนคนตาบอด เดินในทางเปลี่ยวซึ่งมีอันตรายรอบด้าน
๑) ความหมายของการมีวินัย การเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยหรือมีวินัยในตนเองนี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้
พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า “วินัย คือกฏเกณฑ์หรือระเบียบสำหรับฝึกกาย วาจา ใจ ป้องกันกีดกันมิให้ล่วงละเมิดศีลหรือล่วงละเมิดกุศลธรรมเป็นแบบแผนหรือข้อบังคับที่บัญญัติไว้หรือกำหนดไว้ สำหรับกำกับความประพฤติของสมาชิกในหมู่คณะนั้น”[3]
วินัย คือ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และข้อปฏิบัติที่กำหนดไว้หรือคนในวงการหนึ่งๆ หรืออาชีพหนึ่งๆ วินัยคือการลงโทษผู้ไม่ประพฤติปฏิบัติตามกฏระเบียบหรือข้อบังคับที่กำหนดไว้ วินัยเป็นความคาดหวังของสังคมที่จะให้บุคคลมีความประพฤติในสิ่งที่ถูกที่ควรอันจะส่งผลให้เกิดความเจริญแก่ตนเองและสังคม วินัย หรือระเบียบ กฏเกณฑ์ ข้อบังคับมีไว้สำหรับควบคุมประพฤติทางกายของคนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม เป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกันด้วยความสุขสบาย ไม่กระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน ให้ห่างไกลจากความชั่วร้ายทั้งหลาย
๒) ประเภทของวินัย วินัยมี ๒ อย่าง คือ วินัยของบรรพชิตและวินัยของคฤหัสถ์[4]
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) กล่าวว่า วินัยนี้สามารถแบ่งออกเป็นวินัยของชาติและวินัยของศาสนา ดังนี้[5]
๑. วินัยของชาติ ได้แก่ ระเบียบควบคุมคนในสังคมต่าง ๆ โดยเป็นคำสั่งของสังคมให้ทำหรือไม่ให้ทำเป็นสิ่งควรดูหรือไม่ควรดู เป็นสิ่งควรฟังหรือไม่ควรฟัง เป็นสิ่งควรพูดหรือไม่ควรพูด ซึ่งมีชื่อเรียกหลายอย่างเช่น พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎหมาย กฎข้อบังคับ ระเบียบ แบบแผน ประเพณี คำสั่ง ประกาศ กติกา และอื่น ๆ เรียกว่าวินัยของชาติทั้งสิ้น ชาติที่มีระเบียบวินัยดีย่อมเป็นชาติที่เจริญ นักปราชญ์ทั่วโลกจึงเห็นสอดคล้องต้องกันว่า วินัยเป็นมูลสำคัญแห่งความเจริญของชาติ คนในชาติเกิดมาแล้วจำเป็นต้องมีระเบียบวินัยควบคุม
๒. วินัยของศาสนา ได้แก่ วินัยศาสนาหมายถึง กฎบทพุทธอาณาเป็นข้อห้ามบ้างเป็นข้ออนุญาตบ้าง มีอยู่ ๒ ประเภท คือ อาคาริยวินัย วินัยของคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน และอนาคาริยวินัย วินัยของบรรพชิตที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น เพื่อนำความประพฤติของศาสนิกให้สม่ำเสมอกัน มีความสงบระงับ มีความผาสุก คู่ขนาบคนไม่มีศีล ส่งเสริมคนมีศีลธรรมให้อยู่สบายป้องกันโทษในปัจจุบัน กำจัดโทษในภาพหน้า เร้าใจคนไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ส่งเสริมคนเลื่อมใสให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ให้พระศาสนิกเอื้อเฟื้อถือตามวินัยคฤหัสถ์คือ ชาวบ้านผู้ครองเรือนจำเป็นต้องมีที่พึ่งป้องกันเวรภัย โทษทุกข์ในปัจจุบันและอนาคต จึงต้องมีอาคาริยวินัยควบคุมชีวิตจิตใจ ให้ดำเนินไปในทางดีทางชอบ แบ่งออกเป็น ๔ คือ
๑. ไตรสรณคมน์ หมายถึงการปฏิญาณตนนับถือพระพุทธพระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งทางใจ ไตรสรณคมน์นี้ เป็นวินัยเบื้องต้นของคฤหัสถ์ชายหญิง สำหรับควบคุมจิตใจของตนให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม ยึดเอาคุณพระรัตนตรัยมาถือปฏิบัติ
๒. เบญจศีล คือ ศีล ๕ ประการ มีการเว้นจากการฆ่าและการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์เว้นจากการลักขโมยสิ่งของผู้อื่น เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการพูดเท็จและเว้นจากการดื่มสุราและของมึนเมา
๓. อุโบสถศีลหรือศีล ๘
๔. กุศลกรรมบถ กรรมดีที่เป็นบุญ เป็นกุศล และเป็นให้เกิดความสุขทั้งในภพนี้และในภพหน้า มีอยู่ ๑๐ ประการ โดยจำแนกเป็นกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม ๓ วินัยของคฤหัสถ์ทุกประการนั้น เมื่อชายหญิงชาวบ้านถือเป็นหน้าที่ของตน ตั้งใจศึกษาให้รู้ดี ให้เห็นว่ามีคุณควบคุมตน คู่ครองหมู่คณะให้เจริญก้าวหน้าและปฏิบัติทั่วกันแล้วเชื่อว่าเป็นมงคงสูงสุด เพราะเป็นเหตุทำความสงบสุขมาทั้งแก่ตนและแก่หมู่คณะอนาคาริยวินัย (วินัยของบรรพชิต)
อนึ่ง วินัยของนักบวชในพุทธศาสนามี ๒ ประเภท คือ สามเณรกับพระภิกษุ โดยวินัยของบรรพชิตทั้งสองประเภทนี้มีต่างกันดังนี้
วินัยของสามเณร ได้แก่ ศีล ๑๐ เรียกว่า สิกขาบท ๑๐ ประการ[6]คือ
๑. เว้นจากฆ่าสัตว์
๒. เว้นจากลักทรัพย์
๓. เว้นจากการเสพกาม
๔. เว้นจากการพูดเท็จ
๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมา
๖. เว้นจากการฉันอาหารในยามวิกาล
๗. เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่น
๘. เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดคือ ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ และของหอมเครื่องทาต่างๆ
๙. เว้นจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
๑๐. เว้นจากการรับเงินและทอง ส่วนวินัยของพระภิกษุ ได้แก่ ศีลของพระภิกษุในพุทธศาสนาซึ่งเป็นมูลเหตุสำหรับชำระกาย วาจาให้บริสุทธิ์ผ่องใส ท่านเรียกว่า ปาริสุทธิศีล ๔[7]
ปาริสุทธิศีลตามหลักแห่งวิสุทธิมรรคซึ่งเป็นพระคัมภีร์ที่ว่าด้วยการสำรวมระวังในเรื่ององคืแห่งศีลและข้อวัตรปฏิบัติท่านกล่าวว่า
๑. ปฏิโมกขสังเวรศีล ศีลเป็นเหตุสำรวมในพระปาฏิโมกข์ คอยระมัดระวังสกัดกั้นโทษที่จะพึงละเมิดอาบัติ ๗ ทาง ทางกาย ทางวาจา คือ ปาราชิก มีโทษอย่างหนัก สังฆาทิเสส มีโทษอย่างกลาง ถุลลัจจัย ปาจิตตียะ ทุกกฏ และทุพภาสิต มีโทษอย่างเบา เมื่อภิกษุตั้งใจสำรวมในวินัยบัญญัติเว้นจากข้อที่ทรงห้าม ปฏิบัติตามข้อที่ทรงอนุญาต ถ้าภิกษุต้องอาบัติอย่างหนักเข้าแล้ว ต้องขาดจากความเป็นภิกษุ พึงสละเพศเสียถ้าต้องอาบัติอย่างกลางแล้วพึงอยู่กรม ถ้าต้องอาบัติอย่างเบาแล้ว พึงประจานตนต่อหน้าภิกษุด้วยกันจึงจะพ้นโทษ
๒. อินทรียสังวรศีล ศีลเป็นเหตุให้สำรวมอิทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใช้อินทรียทั้ง ๖ ให้เกิดความฉลาด รู้เท่าทันอารมณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความยินดี ยินร้าย อันเป็นเหตุทำใจให้เศร้าหมองเสีย เมื่อภิกษุทำได้อย่างนี้ เรียกว่า มีอินทรียสังวร
๓. อาชีวปาริสุทธิศีล ศีลเป็นเครื่องบริสุทธิ์แห่งการเลี้ยงชีพ งดเว้นการเลี้ยงชีพที่ผิดเพศของนักบวชเสีย เช่น เป็นหมอเสน่ห์ยาแฝด เลี้ยงชีพตามสมณวิสัย ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ถือว่าพระจนทรัพย์และมั่งมีคุณธรรมเป็นผู้งามในพระศาสนานี้ เรียกว่า มีอาชีวปาริสุทธิศีล
๔. ปัจจัยสันนิสสิตศีล ศีลอาศัยการพิจารณาปัจจัยสี่ คือ บิณฑบาต จีวร เสนา สนะ คิลานเภสัชโดยพิจารณาทั้งในขณะรับและขณะบริโภค และภายหลังบริโภคแล้วให้เห็นประโยชน์ของการบริโภคเท่าที่จำเป็นเมื่อภิกษุพิจารณาเห็นเหตุผลข้อเท็จจริงในการบริโภคเช่นนี้แล้ว เรียกว่า มีปัจจัยสันนิสสิตศีล
๓) ความสำคัญของวินัย วินัยที่ตนฝึกฝน รักษา ปฏิบัติ และศึกษาดีแล้ว ย่อมให้ประโยชน์ทั้งแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ กล่าวคือ บรรพชิตผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมได้รับความสุข มีใจมั่นคงแน่วแน่ อันจะเป็นฐานของสมาธิและปัญญา ในส่วนของคฤหัสถ์นั้นจะดีได้เพราะกฎข้อบังคับและคนดี คือ คนอยู่ในกฎข้อบังคับ คนอยู่นอกกฎข้อบังคับนั้นคือ คนป่าและคนตายหรือไม่ปกติ ดังนั้น วินัยของคฤหัสถ์และของบรรพชิต จึงเป็นกฎข้อบังคับ คุ้มครองหมู่คณะให้ดีงาม คือมีอาญาเหนือคอยกำกับจะลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืน และมีระเบียบทำให้ผู้กระทำผิดได้กลับตัวกลับใจทำให้ถูกต้อง เมื่อคฤหัสถ์และบรรพชิตปฏิบัติวินัยถูกต้องแล้ว เชื่อว่าได้ศึกษาวินัยมาดี เป็นผู้มีระเบียบอันดีงามประพฤติสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ชวนให้หมู่คณะเกิดศรัทธาเลื่อมใส ร่วมกันจรรโลงพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเป็นคุณประโยชน์แก่ชาวโลก มีชีวิตเจริญด้วยคุณธรรม
๓.๒.๖วาจาสุภาษิต
สุภาษิต คือ คำพูดดี คำพูดที่จริงอ่อนหวาน ประสานสามัคดี มีประโยชน์ ไม่เป็นคำพูดอันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น เป็นคติเตือนใจมีประโยชน์ในการนำไปปฏิบัติตามในชีวิตประจำวันเรียกว่า “วาจาสุภาษิต” พระพุทธเจ้าได้ตรัสคุณลักษณะ ๕ ประการ ของวาจาสุภาษิตไว้ในสุภาษิตสูตร จตุตถปัณณาสก์ ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกายคือ
๑. กล่าวถูกกาล
๒. กล่าวคำจริง
๓. กล่าววาจาอ่อนหวาน
๔. วาจานี้ประกอบด้วยประโยชน์
๕. กล่าวด้วยมีเมตตาจิต ภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์คุณ ๕ ประการนี้แล เป็นสุภาษิตไม่เป็นทุพภาษิตไม่มีโทษ วิญญูทั้งหลายติเตียนไม่ได้[8]
การที่พระพุทธองค์ตรัสว่า วาจาประกอบด้วยองค์ ๕ นี้ วิญญูชนฟังแล้วย่อมไม่ติเตียนเป็นการแสดงว่าไม่ทรงถือเอาคนพาลเป็นประมาณ ในบางแห่งแสดงองค์คุณของวาจาสุภาษิตไว้ ๔ ประการ เช่น ในสุภาษิต สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ๑๕/๒๗๗ความว่า
ภิกษุทั้งหลาย วาจาประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นสุภาษิตไม่เป็นทุพภาษิต ไม่มีโทษ วิญญูชนติเตียนไม่ได้คือ
๑. กล่าวแต่คำที่ดี
๒. กล่าวคือที่เป็นธรรม
๓. กล่าววาจาเป็นที่รัก
๔. กล่าววาจาสัตย์[9]
นอกจากนี้ท่านยังได้อธิบายว่า การเว้นจากวจีทุจริต ๔ มีมุสาวาทเป็นต้นเหตุแห่งคำสุภาษิต เมื่อเว้นวจีทุจริต ๔ แล้วก็ทรงสอนให้กล่าววจีสุจริต ๔ คือ คำพูดจริง พูดอ่อนหวาน พูดประสานสามัคดี และพูดมีประโยชน์
๑) ความหมายของวาจาสุภาษิต เกี่ยวกับการเป็นผู้มีวาจาสุภาพหรือวาจาสุภาษิตนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้
สมเด็จสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า
วาจาสุภาษิตมีลักษณะ ๕ ประการ คือ
๑) เป็นวาจาที่เหมาะแก่กาลเวลา
๒) เป็นวาจาจริง
๓) เป็นวาจาละเอียดอ่อนหวาน
๔) เป็นวาจาประกอบด้วยประโยชน์และ
๕) เป็นวาจาที่กล่าวด้วยเมตตา เป็นวาจาที่ปราศจากโทษ ไม่เป็นที่ติเตียนของวิญญูชนทั้งหลาย[10]
วาจาเป็นสุภาษิต ได้แก่ วจีสุจริต ๔ ประการ คือ พูดคำสัตย์จริงสมานสามัคคีและส่งเสริมความสามัคคี พูดสุภาพนุ่มนวล พูดไพเราะนิ่มนวล น่าฟังและพูดเป็นประโยชน์เป็นธรรม เป็นคำพูดที่ผู้พูดกลั่นกรองไว้ดีแล้ว มิใช่สักแต่พูด เป็นคำพูดที่พอเหมาะพอดี เป็นคุณทั้งแก่ตัวผู้พูดและผู้ฟัง
๒) โทษของวจีทุจริต โทษของวจีทุจริต พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในสัพพลหุสูตร อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย ความว่า
มุสาวาทอันบุคคลนำมาส้องเสพมาเป็นเหตุให้ตกนรก หรือกำเนิดในสัตว์เดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย วิบาก (โทษ) แห่งมุสาวาทที่เบาที่สุด เมื่อเขาเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ ทำให้ถูกกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง วาจาส่อเสียด ฯลฯ ก็เหมือนกับวิบากที่เบาที่สุด เมื่อเขาเกิดเป็นมนุษย์คือ มักได้ยินเสียงอันไม่น่าพอใจ วาจาเหลวไหล ฯลฯ ก็เหมือนกัน วิบากอันเบาที่สุด เมื่อเขาเกิดเป็นมนุษย์คือทำให้วาจาของเขาไม่เป็นที่เชื่อถือของใครๆ[11]
การพูดปด การพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ จัดเป็นวาจาทุพภาษิตเป็นที่เกลียดชังของคนอื่น เป็นอัปมงคลแก่ผู้พูด การพูดคำจริงพูดสมานไมตรี พูดไพเราะ และพูดมีประโยชน์ จัดเป็นวาจาสุภาษิตเป็นที่รักใคร่นับถือของคนอื่น เป็นมงคลแก่ผู้พูดวาจาสุภาษิตนี้พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นเหตุให้ผู้พูดได้ประโยชน์ชาตินี้และประโยชน์ชาติหน้า
๓.๓ หลักจริยศาสตร์ด้านการทำหน้าที่ทางครอบครัว
สถาบันทางครอบครัวเป็นสถาบันเล็กๆ แต่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สังคมจะเจริญรุ่งเรืองได้ดีนั้น เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ครอบครัวแต่ละครอบครัวในสังคมอยู่กันอย่างสันติสุข ต่างไว้ใจซึ่งกันและกัน และต่างก็สงเคราะห์ต่อกันและกัน ฉะนั้น ในมงคลสูตรนี้พระพุทธองค์จึงเน้นที่หน้าที่ทางครอบครัวว่าหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของชีวิตว่าจะปฏิบัติ ดังนี้
๑. การเลี้ยงดูบิดามารดา
๒. การเลี้ยงดูบุตรธิดา
๓. การเลี้ยงดูภรรยา
๔. การทำงานไม่เหลาะแหละ ไม่จับจด ไม่ปล่อยให้คั่งค้าง
๓.๓.๑ การบำรุงดูมารดาบิดา
ในมงคลข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้บำรุงเลี้ยงดูบิดามารดา เพราะบิดามารดาได้ทำหน้าที่ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญแห่งหน้าที่ของท่านนั้นอยู่ที่การให้กำเนิดแก่เรา และการให้อุปการะเลี้ยงดูเรา ในหน้าที่ทั้งสองนี้ การให้กำเนิดแก่บุตรธิดาเป็นหน้าที่ธรรมดาซึ่งเป็นเองโดยธรรมชาติตามประเพณี ส่วนการให้อุปการะเลี้ยงดูบุตรธิดาเป็นหน้าที่ทางคุณธรรมซึ่งท่านปลูกฝังความดีลงในตัวท่านเองและแผ่ผลให้สำเร็จประโยชน์สุขแก่บุตรธิดาด้วย หน้าที่ทางคุณธรรมนั้น หมายถึง การปลูกฝังคุณงามความดีในจิตใจ เช่น ท่านสร้างชีวิตและเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่ดีกินดี สร้างฐานะ สร้างความผาสุก สร้างความดี สร้างความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวและวงศ์ตระกูล การสร้างทั้งนี้ย่อมเป็นหน้าที่ของบิดามารดาทั้งสิ้น
๑) ความหมายของการบำรุงมารดาบิดา การนิยามหรือให้ความหมายเกี่ยวกับบิดามารดานี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังนี้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า
มารดากับบิดาท่านเป็นผู้ให้ชีวิตเลือดเนื้อทรัพย์สินคุณธรรมวิชาความรู้และหลักฐานแก่บุตร บุตรมีชีวิตรอดปลอดภัยและเจริญเติบโตช่วยตัวเองได้ ก็ด้วยความอุปการะเลี้ยงดู ฝึกฝนอบรมสั่งสอนท่านรักและหวังดี มีความห่วงใยบุตรตั้งแต่รู้ว่าบุตรเกิดในครรภ์ ช่วยกันทะนุถนอมด้วยความเอื้อเฟื้อ เมื่อบุตรคลอดจากครรภ์แล้ว ช่วยกันเลี้ยงบำรุงรักษาให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเมื่อไม่สบายก็ไม่เป็นอันกินอันนอน ก็เฝ้าพยาบาลรักษาตลอดคืนจนกว่าจะบุตรหายบุตรเจ็บบิดามารดาก็พลอยเจ็บไปด้วย ความรักของบิดามารดาเป็นความรักบริสุทธิ์และเสียสละเพื่อความสุขความเจริญของบุตร[12]
พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า
มารดาคือแม่บังเกิดเกล้า แม่เป็นผู้ให้ชีวิตและกำเนิดลูก แม่ดีใจเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์และบริหารครรภ์ด้วยภาระอันหนัก มีความกังวลใจและห่วงใยลูกในท้อง ต้องระมัดระวังการกิน การทำงาน การเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่ตลอดเวลา คลอดลูกด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสแทบจะไม่มีชีวิตรอด สุขใจดีใจเมื่อรู้ว่าลูกมีชีวิตรอดและเมื่อเห็นหน้าลูกครั้งแรก แม่ให้น้ำนมเห่กล่อมยามหลับนอน ปกป้องคุ้มครองรักษา เลี้ยงดูด้วยความรัก เอ็นดูและสงสารห่วงใยเมื่ออยู่ไกลตาคอยแนะนำวิถีทางแห่งชีวิต ชี้ทางไปสวรรค์ และเป็นที่พึ่งของลูกไปตลอดชีวิต บิดาคือที่ตั้งแห่งความยินดีของสัตว์โลกทั้งมวล สัตว์โลกคือผู้เกิดมาทุกคนต้องมีพ่อ เมื่อเห็นพ่อก็ต้องพอใจ ดีใจ ชื่นใจด้วยกันทั้งนั้น พ่อเป็นผู้รักษาสัตว์โลกทั้งปวง พ่อของลูกทุกคนต้องรักษาคุ้มครองป้องกันลูกของตนทุกวิถีทาง เพื่อให้มีความสุขสบาย ปลอดภัยทุกประการ พ่อทุกคนต้องรักใคร่ นับถือ เอ็นดู สงสารลูกของตนทั้งนั้น[13]
[1]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๑.
[2]ปิ่นมุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๔๒–๓๔๓.
[3]พระเทพปริยัติโมลี, หลักการพัฒนาคน, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชี่ยง, ม.ป.ป.), หน้า๑๗.
[4]มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๔๘.
[5]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ธมฺมธโร), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๖๕–๑๖๗.
[6]ขุ. ขุ. ๒๕ / ๑ / ๑.
[7]วิสุทฺธิ. ๑ / ๑๙.
[8]องฺ. ปญฺจก. ๒๒ / ๑๙๘ / ๒๗๖.
[9]สํ. ส. ๑๕ / ๒๑๓ / ๓๐๑–๓๐๓.
[10]สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๗๒–๗๓.
[11]องฺ. อฏฺฐก. ๒๓ / ๔๐ / ๒๘๐–๒๘๒.
[12]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๗๗.
[13]พระราชสิทธิมุนี, มงคล๓๘ประการ, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อาศรมอักษร, ๒๕๐๘),หน้า๘๗.