๓.๔.๒ การประพฤติธรรม
ธรรมจริยาหรือการประพฤติธรรม หมายถึง การตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ อันประกอบด้วย กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมโนสุจริต ๓ การตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถก็คือการประพฤติธรรม ซึ่งมีแนวปฏิบัติเป็น ๒ คือ
๑) ความหมายของการประพฤติธรรม การดำเนินชีวิตด้วยความถูกต้องตามหลักศีลธรรมนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ “การประพฤติธรรมคือประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี ทั้งปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีสมกับที่เกิดมาเป็นคนและให้ความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า ประพฤติธรรม คือ การเว้นจากอกุศลกรรมบถ ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ”[1] พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า “ธัมมจริยา แปลว่า ประพฤติธรรม หมายความว่าการปฏิบัติธรรม การทำตามธรรม ได้แก่ การประพฤติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”[2]
๒) ประเภทแห่งการประพฤติธรรมการประพฤติธรรมเป็นหน้าที่โดยตรงของชาวพุทธจำแนกเป็นลักษณะดังนี้
๑. ประพฤติเป็นยุติธรรม คือการยึดหลักรักษาหลักที่เที่ยงตรง แน่นอน ถูกชอบประกอบด้วยองค์ ๓ คือ ความสัตย์ ความเที่ยงธรรม และความหยั่งรู้ บุคคลผู้ประพฤติเป็นยุติธรรม คือผู้ยึดถือหลักเที่ยงตรง แน่นอน ถูกชอบธรรมในส่วนควรได้ควรมีควรเป็นของมนุษย์ ทำให้เป็นเสมอภาคทั่วหน้ากัน ไม่เป็นเหตุก่อให้เกิดน้อยเนื้อต่ำใจหรืออับอายขายหน้าแก่กันและกัน บุคคลผู้ประพฤติธรรมแม้จะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใดๆ ก็มีใจเป็นยุติธรรมปฏิบัติถูกต้องตามคลองธรรม ตั้งใจเที่ยงตรงแน่นอน ถูกชอบ มีกิริยาวาจาสุภาพ โน้มน้าวจิตใจหมู่คณะให้ดึงดูดกัน กลมกลืนกัน รักใคร่เป็นไมตรีและหวังความสงบสุขอยู่ร่วมกัน
๒. ประพฤติเป็นสุจริตธรรม ได้แก่ประพฤติเป็นกุศลกรรมบถ เพราะสุจริตธรรมเป็นคำรวมแห่งความดี มีจุดสำคัญอยู่ที่ไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว และทำดี พูดดี คิดดี สุจริตธรรมเป็นความดีของมนุษย์ การอบรมให้มีสุจริตธรรมสำคัญเท่ากับการอบรมตนให้มีวิชาความรู้
๓.๔.๓การสงเคราะห์ญาติ
ญาตินั้น โดยใจความได้แก่ ผู้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดทั้งพ่อ-แม่ เท่าที่จะพอนับกันได้ คือ ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา บุตรธิดา หลาน เหลน นับเป็นญาติทางสายเลือด ส่วนคนที่เรารู้จักคุ้นเคยกัน มีความสนิทสนมระหว่างเรากับเขาโดยตรงบ้าง เกิดแต่ความสนิทกับญาติทางสายเลือดของเราบ้าง นับเป็นญาติทางสายธรรม
๑) ความหมายของการสงเคราะห์ญาติ การสงเคราะห์ญาติหรือผู้ที่ตนเองรู้จักคุ้นเคยนี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้
พระราชวรมุนี กล่าวว่า ญาติ หมายถึง พี่น้องที่นับกันรู้ได้ ผู้ร่วมสายโลหิตกันทางบิดาหรือมารดา ปัจุบันท่านให้นับญาติ ๗ ชั้น คือ
นับทางมารดาก็ได้ นับทางบิดาก็ดี ชั้นของตนเองเป็นชั้นที่ ๑ ข้างบนเป็น ๓ (ถึงทวด) ข้างล่าง ๓ (ถึงเหลน) เขย และสะใภ้ ไม่นับเป็นญาติ[3]
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า
เครือญาติมี ๒ สาย คือ ทางสายโลหิตและสายทางธรรม ญาติทางสายโลหิต หมายถึง คนที่เรารู้จักกันว่าเป็นเชื้อสายหรือเหล่ากอเดียวกันกับเรา ชั้นกลาง คือ พี่น้องของเรา ชั้นเหนือเราคือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ ปู่ทวด ตาทวด ยายทวด ส่วนญาติทางสายธรรม หมายถึง คนที่เรารู้จักกัน คุ้นกัน ซึ่งเกิดแต่การคุ้นเคยสนิทสนมระหว่างเรากับเขาโดยตรงบ้างเกิดความสนิทสนมกับญาติทางสายโลหิตของเราบ้าง[4]
พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า
ญาติ แปลว่า คุ้นเคย หมายความว่า บุคคลที่รู้จักกัน ข้างฝ่ายบิดา และฝ่ายมารดา หมายเอา ๗ ชั่วคน คือนับขึ้นไป ๓ นับลงมา ๓ ท่ามกลาง ๑ เรียกว่า ๗ ชั่วโคตร[5]
๒) วิธีการสงเคราะห์ญาติ การสงเคราะห์ คือการช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนส่งเสริม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่คิดร้ายไม่พูดร้าย และไม่ทำร้ายต่อกัน
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราสงเคราะห์ญาติ ซึ่งการสงเคราะห์ญาตินี้เอง คืออุบายเกาะเกี่ยวเหนี่ยวน้ำใจญาติให้เข้ารวมกลุ่มร่วมรัก เคารพนับถือกัน แต่วิธีสงเคราะห์ญาติท่านหมายเอาการสงเคราะห์ญาติด้วยญาติธรรมคือ การแสดงกิริยาวาจาสุภาพต่อกัน ประพฤติสม่ำเสมอยกย่องเชิดชูกันและเอื้อเฟื้อเชื่อฟังกัน แบ่งเป็น ๔ ประการ คือ[6]
๑. แสดงกิริยาสุภาพต่อกัน ญาติผู้น้อยควรแสดงความเคารพอ่อนน้อมต่อญาติผู้ใหญ่และผู้ใหญ่ก็ควรวางตัวให้เหมาะสมน่าเคารพนับถือ ในเรื่องถ้อยคำก็เช่นเดียวกันควรใช้ถ้อยคำสุภาพ แสดงความเคารพยำเกรงกระตุ้นใจผู้ใหญ่ให้เกิดความเอ็นดู กรุณาปราณี ญาติผู้ใหญ่เสมอกันควรพูดด้วยถ้อยคำสุภาพ แสดงอัธยาศัยเป็นกันเอง ให้เป็นที่สนิทสนมกลมเกลียวกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเจริญก้าวหน้าแห่งวงศ์ตระกูล
๒. ประพฤติตนสม่ำเสมอ ญาติพี่น้องทุกคนย่อมชอบความเป็นธรรมเสมอหน้ากัน ผู้มีญาติตระกูล ยศ ศักดิ์ อำนาจ ทรัพย์ บริวาร คุณวุฒิ และสติปัญญา ฯลฯ ย่อมรักหวงแหนคอยรักษาเกียรติของสิ่งที่รักนั้น ๆ ไม่อยากให้ใครมาดูหมิ่นของสิ่งที่รักนั้น ๆ ทุกคนจึงควรประพฤติตนให้สม่ำเสมอ คือ วางตัวกับญาติให้สมฐานะ เคารพญาติผู้ใหญ่ เอ็นดูญาติผู้น้อย อย่าแสดงอาการเย่อหยิ่งและดูหมิ่นดูแคลน พึงเห็นว่า อาการเย่อหยิ่งและดูหมิ่นนั้นเป็นทางแห่งความเสื่อม ดังพระพุทธพจน์ในปราภวสูตรว่า “ผู้ใดหยิ่งเพราะมีชาติตระกูลสูง หยิ่งเพราะมีทรัพย์มาก กลับดูหมิ่นญาติของตน นั่นคือทางแห่งความเสื่อมของผู้นั้น”
๓. ยกย่องเชิดชูกัน เราควรยกย่องเชิดชูญาติให้เหมือนยกย่องเชิดชูตนเอง ควรสำนึกในความรู้สึกของญาติให้เหมือนสำนึกในความรู้สึกของตนเอง เมื่อญาติได้รับยกย่องเชิดชูแล้วก็จะยกย่องเชิดชูตอบแก่เราตรงข้าม ถ้าเราติเตียนเหยียดหยามญาติ ญาติก็จะตอบในอาการคล้ายคลึงกัน เข้าทำนองซักธุลีทวนลมถ่มน้ำลายรดฟ้า
๔. เอื้อเฟื้อเชื่อฟังกัน เพื่อความอยู่สงบเรียบร้อยแห่งพงศ์พันธุ์ ญาติผู้ใหญ่และญาติผู้น้อย ควรถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน การที่ญาติผู้ใหญ่ทำหน้าที่เอื้อเฟื้อญาติผู้น้อย และญาติผู้น้อยตั้งใจทำหน้าที่เชื่อฟังเคารพยำเกรงต่อญาติผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละฝ่ายรู้จักสงบสติอารมณ์ ทำความดีแก่กันและกัน
การสงเคราะห์ญาติเป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้ความเป็นญาติพี่น้องดำรงอยู่ได้ เป็นเหตุให้หมู่ญาติมีความรักสามัคคีเคารพนับถือกัน ทำให้เกิดความอบอุ่นในหมู่ญาติ การสงเคราะห์เป็นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตและการงาน ดังนั้น การสงเคราะห์ญาติ พระองค์จึงตรัสว่า เป็นมงคลอันสูงสุด
๓.๔.๔ การงานที่ไม่มีโทษ
คนทุกคนในโลกนี้ ต้องทำงาน ทำเพื่อดำรงชีวิตของตนเอง ให้อยู่เป็นสุขสำราญและทำเพื่อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกให้อยู่ดีกินด้วยกัน แม้งานที่ต้องทำก็มี ๓ ทาง คือ กายกรรม งานที่ทำทางกาย วจีกรรม งานที่ทำทางวาจาและมโนกรรม งานที่ทำทางใจ
๑) ความหมายของการงานไม่มีโทษ การงาน (การกระทำ) ที่ไม่ผิดกฎหมายหรือไม่ก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองหรือสังคมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้พระราชสิทธิมุนี กล่าวว่า
งานไม่มีโทษได้แก่ งานสุจริตยุติธรรม งานไม่มีเวรงานไม่มีภัยกับใครๆ และงานที่ไม่เบียดเบียนใคร[7]การงานใดเมื่อทำลงไปแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย ก่อให้เกิดทุกข์ ความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น การงานนั้นเป็นงานที่มีโทษ การงานใด เมื่อทำแล้วไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนใครไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่ก่อให้เกิดความทุกข์ยาก และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น การงานนั้นเป็นการงานที่ปราศจากโทษ
๒) การงานที่ไม่มีโทษ พระอรรถกถาจารย์ กล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งมงคลสูตรว่า “กรรมคือการสมาทานอุโบสถ การขวนขวายในการปบุตรธิดาสร้างละเมาะไม้ให้เป็นที่รื่นรมย์และการสร้างสะพาน เป็นต้น ชื่อว่า การงานอันไม่มีโทษ”(อนวัชชกรรม)[8]
อุโบสถกรรม คือ การรักษาศีลแปดอันเป็นข้อปฏิบัติของบุคคล ผู้มีความตั้งใจทำความดีให้สูงยิ่งขึ้นกว่าพื้นเพเดิมของตน และจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อปฏิบัติที่สมบูรณ์แบบ คือ
๑. เว้นจากการฆ่าและการเบียดเบียนร่างกายของคนและสัตว์
๒. เว้นจากการลักขโมย
๓. เว้นจากการบริโภคกามคุณ
๔. เว้นจากการพูดผิดหลอกลวง
๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและของมึนเมา
๖. เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
๗. เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้องประโคมดนตรีและดูการเล่น
๘. เว้นจากการนอนบนที่นอนสูง ที่นอนใหญ่ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี ซึ่งเป็นเครื่องยวนใจให้ดน้มเอียงไปหากามคุณ[9]
อุโบสถศีล ๘ ประการนี้เป็นเครื่องป้องกันเวรภัยไม่ให้เกิดขึ้นแก่ตนและคนอื่น ช่วยคุ้มครองรักษาใจให้สงบผ่องใส ห่างไกลจากกิเลส เครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ ชื่อว่า อนวัชชกรรม เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่มีโทษ เสริมชีวิตให้เป็นสุข บริสุทธิ์ สะอาด และชีวิตมีโชคเหมาะปราศจากเคราะห์ร้าย ไวยาวัจจกรรม คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการของคนอื่นที่เป็นบุญกุศลเป็นคุณประโยชน์ ดังนี้
๑.กิจการที่เป็นกุศลเมื่อเราทราบข่าวว่า เพื่อนบ้านย่านเดียวกันจะทำบุญกุศลต่างๆ ก็ตั้งใจขวนขวายช่วยงานบุญกุศลตามกำลังของตน ตลอดจนการขวนขวายอำนวยความสะดวกให้แก่พระภิกษุสงฆ์และอุบาสก อุบาสิกาผู้เข้าวัดปฏิบัติธรรม
๒.กิจการที่เป็นคุณ เช่น ขวนขวายช่วยปฏิบัติรักษาท่านผู้มีอุปการคุณ มีพ่อ แม่ อุปัชฌาย์ อาจารย์เป็นต้น ในเวลาท่านเจ็บไข้
๓.กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เมื่อเพื่อนบ้านญาติมิตรมีธุรกิจการงาน เราทำตนให้เป็นประโยชน์แก่เขาด้วยการแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เขาตามกำลังของเขา
การสร้างสาธารณสถานมีเป็นจำนวนมาก เช่น สะพาน แหล่งเก็บน้ำ ศาลาที่พักของคนเดินทาง ศาลาการเปรียญ โรงพยาบาล สุขศาลา และโรงเรียน ที่ประชาชนต้องอาศัยร่วมกัน ได้รับความสุขความสะดวกและประโยชน์ร่วมกัน นับว่าเป็นประโยชน์ทั้งผู้สร้างและหมู่คณะในประเทศชาติ ส่วนอนวัชชกรรมนอกบาลีและอรรถกถายังมีอีกมาก ทั้งคดีโลกคดีธรรม กล่าวตามหลักการ ๔ อย่าง คือ กฎหมาย ประเพณี ศีล และธรรม
งานบางอย่างมีโทษทางกฎหมาย งานบางอย่างไม่มีโทษทางกฎหมาย แต่มีโทษทางประเพณี งานบางอย่างไม่มีโทษทั้งทางกฎหมายและทางประเพณี แต่มีโทษทางศีล งานบางอย่างไม่มีโทษทั้งทางกฎหมายทั้งทางประเพณีและทางศีล แต่มีโทษทางธรรม งานบางอย่างหาโทษไม่ได้ โดยตลอดทั้ง ๔ อย่าง นั่นคืองานอนวัชชกรรมอย่างยอดเยี่ยม
ส่วนงานที่ไม่มีโทษทางธรรมมีสัปปุริสธรรมเป็นตัวอย่าง คือ ความรู้จักเหตุ ความรู้จักผล ความรู้จักตนเอง ความรู้จักประมาณ ความรู้จักกาละ ความรู้จักชุมชน และความรู้จักเลือกคน ทำให้ผู้ประพฤติตามเป็นคนดี
โดยสรุป อนวัชชกรรมที่มาในบาลีและอรรถกถา คือ อุโบสถกรรม ไวยาวัจจกรรม บุตรธิดา ต้นไม้ การสร้างสาธารณสถาน และอนวัชชกรรมนอกบาลีและอรรถกถา คือ ทำถูกกฎหมาย ประเพณี ศีลและชอบธรรม ช่วยส่งเสริมผู้ปฏิบัติให้ปราศจากโทษและก้าวหน้าไปสู่ความสุขความเจริญ
๓.๕ จริยศาสตร์ด้านการสร้างเสริมศีลธรรม
ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์เน้นที่การปฏิบัติตนตามกฏระเบียบที่ทางสังคมได้วางไว้ ตลอดจนการรักษากาย วาจา ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ไปประทุษร้ายผู้อื่น ดังนี้ ๑. การงดเว้นจากบาป ซึ่งเป็นการกระทำที่จะนำตนให้ตกต่ำ ๒. เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษอันเป็นบ่อเกิดแห่งการปราศจากสติ
๓.๕.๑ การงดเว้นจากบาป
มงคลข้อนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้งดเว้นจากบาป ได้แก่ งดเว้นอกุศล คือ ความชั่ว ความผิด สิ่งชั่วร้าย สิ่งที่ทำให้มีผลที่จะรับคือความเดือดร้อน ทุกข์ใจ เศร้าใจ
ความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ต้องเริ่มต้นด้วยการงดเว้นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม คือ ในเบื้องต้นของการสร้างชีวิต เริ่มต้นด้วยการเว้นจากการคบค้าสมาคมกับคนพาลก่อน สำหรับการสร้างความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจนี้ท่านสอนให้งดเว้นจากบาป ข้อนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในการตบแต่งทั้งหลายจะต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะทำให้เสียหายก่อน เช่น จะแต่งตัวให้สวย แต่งหน้าให้สวย ก็ต้องเริ่มจากการกำจัดสิ่งสกปรกออกจากตัวก่อน มีการอาบน้ำล้างหน้าและเช็ดตัว เป็นต้น การแต่งจิตใจก็ใช้หลักเดียวกัน คือ ต้องชำระสิ่งสกปรกทางใจเสียก่อนซึ่งสิ่งสกปรกทางใจนี้ท่านเรียกว่า “บาป” ถ้าคนเรายังไม่เว้นจากบาปอยู่ตราบใด ความก้าวหน้าทางจิตใจก็จะมีไม่ได้ตราบนั้น เพราะฉะนั้น การงดเว้นจากบาปจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่รักดี รักความก้าวหน้าทุกคน
๑) ความหมายของการงดเว้นจากบาป การงดเว้นจากความชั่วหรือบาปชนิดต่างๆ เช่น ความโลภ ความโกรธ เป็นต้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า “บาป แปลว่า สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองสกปรก เห็นผิดไม่เห็นชอบ อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเกิดขึ้นครอบงำจิตแล้วบันดาลให้คิดร้าย พูดร้าย ทำร้ายเบียดเบียน ก่อให้เกิดทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น”[10]
พระราชวรมุนี กล่าวว่า “บาป หมายถึง ความชั่ว ความร้าย ความชั่วร้าย กรรมชั่ว กรรมที่ส่งให้ถึงความเดือดร้อน สภาพที่ทำให้ถึงคติอันชั่ว สิ่งที่ทำให้จิตตกไปสู่ที่ชั่ว”[11]
บาป คืออาการของจิตเศร้าหมอง เหลวไหล ต่ำทราม ร้ายกาจ มีคุณภาพต่ำ บาปคือความชั่ว ความเสีย ความไม่ดี ความชั่วความเสียตรงกันข้ามกับคำว่า ความดี คำว่า เสีย เป็นคำรวมคือบอกว่าไม่ดี ความเสียอาจจะมีได้แก่ของทุกอย่าง แต่เราเรียกไปต่างๆ กัน อาการเสียของจิตก็เหมือนกัน เราเรียกได้หลายอย่าง เช่น จิตเศร้าหมอง จิตเหลวไหล ใจต่ำ ใจร้าย ใจดำ ใจสกปรก เป็นต้น เป็นคำบอกว่า จิตเสีย ความเสียในทางจิตนี้ ทางศาสนาใช้คำสั้นๆ ว่า บาป คำว่า บาป จึงหมายถึงความเสียทางจิตใจ ไม่ว่าจะเสียในแง่ใด เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องของคน เพราะฉะนั้น คนที่มีอาการของจิตเสีย จึงเรียกว่า คนบาป ได้แก่ คนชั่ว คนเสียหรือคนไม่ดีนั่นเอง ดังนั้น การงดเว้นจากบาปจึงเป็นพื้นฐานในการปรับสภาพจิตให้ว่างจากสิ่งชั่วและนำคุณความดีมาแทนที่
๒) ทางแห่งการทำบาป ทางแห่งความชั่ว ทำให้เกิดความเสื่อม ไม่เจริญ เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ (อกุศล แปลว่า บาป ความชั่วช้า กรรม แปลว่า การกระทำที่มีเจตนา บถ แปลว่า ทาง) อกุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งบาปหรือทางแห่งความชั่ว[12]มี ๑๐ ประการ ดังนี้
๑. การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
๒. การลักทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้
๓. การประพฤติผิดในกาม
๔. การพูดเท็จ
๕. พูดคำหยาบ
๖. พูดคำส่อเสียด
๗. พูดเพ้อเจ้อ
๘. การโลภอยากได้ของคนอื่น
๙. การพยาบาทปองร้ายคนอื่น
๑๐. การเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
๓) วิธีหยุดการทำบาป การงดเว้นจากบาป หมายถึง การเลิกหยุดการทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต อันเป็นหนทางแห่งความชั่วร้าย ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ทำให้สภาพจิตลง ถ้าเคยทำบาปก็หยุด เลิกทำ ไม่ทำอีกต่อไป ถ้าไม่เคยทำบาป ก็มีเจตนางดเว้นไม่ทำอีกเช่นกัน
คำว่า วิรัต หรือคำว่า วิรัตเจตนา คือ ความตั้งใจงดเว้นบาปทั้งทางกาย วาจา และทางใจ แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง[13]คือ
๑. สัมปัตตวิรัต คือ เจตนา เว้นบาปในขณะประจวบเหมาะกับโอกาสที่ควรจะละเมิดศีลแต่ไม่ละเมิด
๒. สมาทานวิรัติ คือ เจตนางดเว้นจากบาปด้วยการสมาทานศีลจากพระภิกษุสามเณร โดยพระภิกษุหรือสามเณรกล่าวนำ แล้วว่าตาม เป็นการสมาทานหรือปฏิญญาณตนถือศีล
๓. สมุจเฉทวิรัติ คือ เจตนางดเว้นจากบาปได้เด็ดขาด ด้วยได้สำเร็จอริยมรรคญาณและอริยผลญาณ
๓.๕.๒ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา
การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา คือการงดเว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษต่าง ๆ อันเป็นบ่อเกิดแห่งความประมาท การปราศจากสติ บุคคลผู้ปรารถนาความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจ นอกจากจะต้องงดเว้นจากบาปชั่วร้ายต่างๆ ยังต้องงดเว้นจากสิ่งซึ่งบั่นทอนชีวิตด้วย อันได้แก่ ของมึนเมาออกฤทธิ์แก่ร่างกายและจิตใจ ทำให้สติฟั่นเฟือน บ้าคลั่งและเป็นเหตุให้ก่อความเลวร้ายแก่ชีวิต เพราะเมื่อบุคคลขาดสติสัมปชัญญะเสียแล้ว ก็สามารถจะทำความชั่วได้โดยง่าย ดังนั้น ท่านจึงสอนให้สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
๑) ความหมายของการสำรวมจากการดื่มน้ำเมา การงดเว้นจากสิ่งเสพติดหรือของมึนเมาชนิดต่าง ๆ มีสุราเมรัย กัญชา เป็นต้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า
การดื่มน้ำเมาคือสุราเมรัยมีโทษมาก คนที่เมาย่อมประมาท ลืมตัว ย่อมทำบาปทำชั่วได้ทุกอย่าง ไร้ความสำนึก รู้ผิดชอบชั่วดี ทำให้กิเลสกำเริบ เมื่อความโกรธเกิดขึ้นก็ทำตามอำนาจของความโกรธ ความโลภอยากได้เกิดขึ้นก็ทำตามอำนาจความโลภ ความกำหนัดความใคร่เกิดขึ้นผิดทาง ก็ทำตามอำนาจความใคร่ ขาดสติยับยั้งเป็นเหตุให้ฆ่า ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดหลอกลวง ตู่ใส่ความ สร้างเวรภัย[14]
น้ำเมาโดยทั่วไปหมายถึง เหล้า แต่ในที่นี้หมายถึงของมึนเมาให้โทษทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหรือแห้ง รวมทั้งสิ่งเสพติดทุกชนิด ดื่ม หมายถึง การทำให้ซึมซาบเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าโดยวิธีดื่ม ดม อัด นัตถุ์ สูบ ฉีด การดื่มเหล้าทำให้เกิดความสุขบนความทุกข์ เป็นสุขหลอก ทำให้หลงเพลิดเพลินในเรื่องเศร้า เหล้าจึงล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ผลาญทรัพย์ ผลาญไมตรี ผลาญสุขภาพ ผลาญเกียรติยศ ผลาญศักดิ์ศรี ผลาญสติปัญญาของเสพติดทุกอย่างเหล่านี้ต้องงดเว้นโดยเด็ดขาด โทษของการดื่มสุราเมายาทำให้คนประมาท ขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้กิเลสกำเริบ ทำให้ทำความชั่วได้ง่าย ชักนำให้คบคนพาล เพลิดเพลินในอบายมุข
๒) โทษแห่งการดื่มน้ำเมา สิ่งเสพติดที่ทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงนี้หมายถึงสิ่งมึนเมาทุกอย่างที่บุคคลเสพหรือดื่มเข้าไปแล้วสามารถทำให้ขาดสติสัมปชัญญะ แต่ที่พระพุทธศาสนามักกล่าวอ้างถึงก็คือสุราเมรัย โดยกล่าวว่า สุราเมรัยมีโทษ ดังนี้
คฤหบดีบุตร การประกอบเนือง ๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะทั้งหลาย…คฤหบดีบุตร โทษของการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้มี ๖ ประการ คือ เป็นเหตุเสื่อมทรัพย์เห็นทันตา เห็นเหตุก่อการทะเลาะวิวาท เป็นบ่อเกิดของโรคทั้งหลาย เป็นเหตุก่อความเสียชื่อเสียง ก่อสิ่งอุดจาดขาดความละอาย ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย[15]
การพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการสำรวมหรืองดเว้นการดื่มน้ำเมามีหลักปฏิบัติ คือ เลิกดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด โดยตระหนักและคิดไตร่ตรองให้เห็นโทษของน้ำเมา ภายในบ้านก็ไม่สะสมขวดเหล้า สะสมเหล้าและภาพโฆษณาเกี่ยวกับสิงเสพติด ให้เลือกคบเพื่อนที่ดีไม่คบคนพาล ไม่คบคนขี้เหล้าขี้ยา และไม่สนับสนุนส่งเสริมให้มีการจัดงานในสถานศึกษา โดยมีการเลี้ยงเหล้า เบียร์ น้ำเมา ฯลฯ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ควรนึกถึงเกียรติ์ศักดิ์ศรีของตนให้มากและมีความละอายแก่ใจตนเองให้มากก่อนที่จะไปร่วมกันดื่มเหล้าและของมึนเมา พยายามควบคุมตนเองบังคับจิตใจตนเองมีสติไม่ประมาท ไม่ให้ตกเป็นทาสของยาเสพติดโดยการหมั่นออกกำลังกาย เล่นกีฬา หางานทำ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น ค้นคว้าอ่านหนังสืออย่าอยู่เฉย หมั่นฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา ยึดมั่นในศีล ทาน ภาวนา
[1]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๘๘–๒๙๕
[2]พระราชสิทธิมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๒๑.
[3]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๖๒–๖๓.
[4]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๐๘–๓๐๙.
[5]พระราชสิทธิมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๒๘.
[6]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร), เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๑๓.
[7]พระราชสิทธิมุนี, เรื่องเดียวกัน,หน้า๑๓๓.
[8]มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๑๒๒.
[9]องฺ. อฏฺฐก. ๒๓ / ๑๓๑ / ๒๕๓.
[10]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน,หน้า๑๖๘.
[11]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๓๖.
[12]ที. ปา. ๑๑ / ๓๕๙ / ๒๘๔.
[13]ที. อ. ๑ / ๓๗๗.
[14]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๗๙-๑๘๑.
[15]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๑๗๙ / ๑๖๔.