.หลักจริยศาสตร์ด้านการปฏิบัติตนขั้นสูง

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์ต้องการเน้นให้เห็นถึงกระบวนการปฏิบัติอันเป็นมรรควิธีหรือหนทางแห่งการเข้าถึงเสรีภาพอย่างแท้จริงทั้งกายและใจ โดยประกอบด้วยหลัก ๔ ประการ คือ

๑.ความมีตบะเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส

๒.การประพฤติพรหมจรรย์

๓.การเห็นแจ้งในอริยสัจ

๔.การรู้แจ้งซึ่งพระนิพพาน 

..  ความเพียร

การบำเพ็ญตบะนี้ได้มีมาก่อนพระพุทธศาสนาแล้ว เป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ ต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้พุทธบริษัทบำเพ็ญตบะเหมือนกัน แต่มีความหมายและวิธีการบำเพ็ญที่แตกต่างกัน พระพุทธศาสนาซึ่งเผยแผ่อยู่ในกลุ่มของชาวฮินดูต้องการจะอธิบายธรรมะให้ชาวฮินดูสนใจและเข้าใจในคำสอนได้ง่าย จึงยืมถ้อยคำสำนวนของศาสนาพราหมณ์หรือลัทธิฮินดูมาใช้ แต่มาตีความแตกต่างกันไป ตัวอย่าง คำว่า “ยัญญะ” ฮินดู หมายถึง การฆ่าสัตว์บูชาเทพเจ้าที่เรียกว่า บูชายัญ ส่วนชาวพุทธเราหมายถึง การบริจาคทาน “พรหม” ฮินดู หมายถึง พระพรหมผู้สร้างโลก พุทธ หมายถึง บิดามารดา เป็นต้น คำว่า ตบะ ก็เช่นเดียวกัน การบำเพ็ญตบะของชาวฮินดู คือ การทรมานตนให้ลำบาก เพื่อตัดความรู้สึกทางกายเสีย วิญญาณจะได้บริสุทธิ์ถึงความเป็นพรหมเมื่อสิ้นชีพแล้ว เช่น การนั่งทรมานตน ท่ามกลางแดดที่ร้อนจัด ก่อไฟไว้รอบตัว ๕ กอง ห่างจากตัวประมาณ ๑ วา แล้วนั่งทำสมาธิ พยายามตัดความรู้สึกทางจิตออกจากกาย ทำอยู่อย่างนี้หลายๆ วันจนไม่รู้สึกร้อน วิธีการบำเพ็ญตบะอย่างนี้ จำทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ตามคติของฮินดู นอกจากนี้ยังมีวิธีการทรมานตนอีกมาก เช่น การลงแช่น้ำเย็นในฤดูหนาว การเพ่งดูดวงอาทิตย์ขณะกำลังร้อนจัด เป็นต้น ตามพุทธประวัติจะเห็นว่าพระพุทธเจ้าเคยทรงบำเพ็ญตบะแบบฮินดูมาก่อน คือ ในระยะเวลา ๖ ปี ที่แสวงหาทางตรัสรู้ได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือ การทรมานพระวรกายอย่างยิ่งยวด แต่มิใช่หนทางจึงทรงละเสีย ครั้นพบเห็นทางที่ถูกต้องได้ตรัสรู้สัจธรรมแล้ว จึงทรงประกาศทางสายกลางเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ มรรค ๘ นั่นเอง

) ความหมายของความเพียร การบำเพ็ญเพียรอันเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลสต่างๆ มี โลภะ โทสะ และโมหะ เป็นต้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ธรรมเป็นเครื่องเผาผลาญบาป ชื่ว่า ตบ, ธรรมที่ชื่อว่า ตบะ เพราะอรรถว่าเผาผลาญซึ่งธรรมทั้งหลายอันลาม,  ขันติ ชื่อว่า ตบะศีล ชื่อว่า ตบะกิจมีการเรียนพระพุทธพจน์เป็นอาทิ ก็ชื่อว่า ตบะ[1]

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า

คำที่ว่า ตปธรรมนั้น ประสงค์ธรรมที่เผากิเลสให้เร่าร้อน มีหลายประเภท ขันติ ความอดทน ก็ชื่อว่าตปธรรม สมถวิปัสสนา ก็ชื่อว่าตปธรรม รวมความว่า ความเพียรประเภทใดอันกุลบุตรประกอบให้มีขึ้นในตัว เป็นเหตุยังกิเลสให้เร่าร้อน กิเลสตั้งอยู่ไม่ได้ ธรรมประเภทนั้น ชื่อว่าตบะ[2]

ตบะ ได้แก่ ธรรมที่มีเดช มีอานุภาพสามารถเผาผลาญบาปอกุศลให้หมดไป ความจริงแล้ว ธรรมคือเครื่องเผาผลาญบาปนั้น ว่าด้วยโดยสภาวะก็ได้แก่กุศลธรรมทั้งมวล  การทำความเพียรเผาผลาญกิเลส ซึ่งเป็นต้นเหตุของความชั่วให้หลุดพ้นออกจากจิต ทำให้จิตสะอาด ผ่องใส หมดความทุกข์ด้วยฝึกฝนตนให้มีความอดทน ความขยันหมั่นเพียรและการสำรวมอินทรีย์ เป็นต้นตบะ มาจากศัพท์ ตปะ แปลว่า ทำให้เร่าร้อน การทำอะไรก็ได้ให้ร้อนใช้คำว่า ตบะ ได้ทั้งนั้น ในมงคลสูตรท่านกล่าวว่า ธรรมเป็นเครื่องเผาผลาญบาป ชื่อว่า ตบะ ในที่นี้ ตบะ หมายถึง การทำให้ความชั่วร้อนตัว เพราะบาปหรือความชั่วก็เป็นของร้อน เผาใจคนให้เดือดร้อนตลอดมา เราจึงควรเผาความชั่ว ความหมายของคำว่า ตบะ ในพระพุทธศาสนา

) หลักแห่งการบำเพ็ญความเพียร  หลักปฏิบัติเพื่อเผาผลาญขับไล่กิเลสให้หลุดพ้นออกไปจากใจนั้นมี ๒ ประเภท คือ

๑. แบบค่อยเป็นค่อยไป (สัลเลขะ) เป็นการฝืนกิเลส โดยการปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ขัดเกลากันไป

๒. แบบหักโหมรุนแรง (ธุตังคะ) เป็นการเผาผลาญกิเลสที่หักโหมรุนแรงเด็ดขาดเป็นการปฏิวัติอุปนิสัยได้รวดเร็วฉับพลัน ผู้ปฏิบัติต้องมีความอดทน ความพากเพียร มีกำลังใจ มีความเกล้าหาญที่สูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแนวปฏิบัติสำหรับภิกษุ สำหรับฆราวาสก็เลือกปฏิบัติไปตามความเหมาะสม การบำเพ็ญตบะแบบหักโหมเรียกว่า “ธุดงค์วัตร”

..  พรหมจรรย์

ทางก้าวหน้าของชีวิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เป็นหลักปฏิบัติในทางเหตุผลตามลำดับขั้น ในมงคลข้อนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ทางร่างกายและจิตใจครั้งใหญ่ ในทางร่างกายเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเพศฆราวาสเป็นเพศพรหมจรรย์ ชีวิตพรหมจรรย์เป็นจุดสุดท้ายระหว่าง ๒ ภูมิ คือ โลกิยภูมิ กับ โลกุตรภูมิ เหมือนสนามบินเป็นสถานีต่อแดนระหว่างภาคพื้นดินกับภาคพื้นอากาศ การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการเตรียมเดินทางจากภูมิหนึ่งไปสู่อีกภูมิหนึ่ง คือ จากโลกิยะไปสู่โลกุตระ ดังนั้น จึงเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายต่อไป เพราะว่าการประพฤติพรหมมจรรย์เป็นจริยธรรมเป็นวิธีการฝึกอบรมกาย วาจา ใจ ให้หมดจดปราศจากกิเลส ได้แก่การฝึกอบรมกายวาจาใจให้ห่างไกลจากราคะ โทสะและโมหะ  อันเป็นต้นเหตุแห่งการทำให้เกิดความทุกข์ความเดือนร้อน เป็นการปฏิบัติเพื่อมุ่งทำที่สุดแห่งความทุกข์ เพื่อตัดวัฏฏะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อเลื่อนฐานะของตัวเองให้บรรลุจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต การประพฤติพรหมจรรย์นี้สามารถปฏิบัติได้ทั้งบรรพชิต และฆารวาส ผู้อยู่ครองเรือน เป็นการปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งผลให้ตัวเองมีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า และทำให้สังคมมีความสงบสุข

) ความหมายของพรหมจรรย์ การประพฤติพรหมจรรย์หรือการประพฤติเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งชีวิตของตนนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ชื่อว่าพรหมจรรย์มี ๑๐ อย่าง ด้วยสามารถแห่งทาน เวยยาวัจจะ เบญจศีล อัปมัญญา เมถุนวิรัติ สทารสันโดษ วิริยะ องค์อุโบสถ อรยมรรคและศาสนา[3]

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

การประพฤติพรหมจรรย์ คือ การงดเว้นจากกามคุณทั้งปวง อันเป็นเครื่องยั่วให้เกิดความใคร่ ความขัดใจ ความลุ่มหลงและความมัวเมา คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีล มีการงดเว้นเมถุนธรรม คือ งดเว้นบริโภคกามในวันอุโบสถ ทำจิตใจให้ห่างไกลกามคุณ ด้วยการเจริญกรรมฐาน ๒ อย่าง คือ กายคตาสติและมรณัสสติ สำหรับบรรพชิต สมณะผู้สงบ ปฏิบัติสมณธรรม ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวรศีล อินทรียสังวร อาชีวศีล และปัจจัยสันนิสสิตศีล เป็นหลักปฏิบัติเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นไปจาก วัตถุกามและกิเลสทั้งปวง[4]

การประพฤติพรหมจรรย์ เป็นการประพฤติที่ประเสริฐสูงขึ้น กล่าวคือชีวิตของคฤหัสถ์จะประพฤติพรหมจรรย์ได้ด้วยการรักษาอุโบสถศีล ในวันอุโบสถ ทำจิตใจให้ห่างไกลจากกามคุณ ปฏิบัติกรรมฐาน อบรมจิตใจให้สงบ ไม่หมกมุ่นในกาม เป็นกุศลวิธีที่จะพัฒนาจิตใจของตนให้สูงขึ้น ประณีตยิ่งขึ้น เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อบรรเทาและลดละโลภะ โทสะ โมหะ ให้ลดน้อยลงตามความสามารถที่พึงจะกระทำได้  การประพฤติพรหมจรรย์ จึงเป็นการประพฤติตนตามคุณธรรมในศาสนาให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น เพื่อสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้กิเลสกลับฟูฟุ้งขึ้นมาอีก กล่าวโดยสรุป การประพฤติพรหมจรรย์มี ๑๐ ประการ คือ

๑.ทาน คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการบริจาคทานเพื่อกำจัดความตระหนี่ 

๒.เวยยาวัจจะ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการช่วยขวนขวายทำกิจการงานที่เป็นบุญกุศล

๓.รักษาศีล คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ และศีล ๒๒๗

๔.อัปปมัญญา คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการเป็นอยู่ด้วยพรหมวิหารธรรม คือ เป็นผู้ที่มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อคนอื่นเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

๕.เมถุนวิรัติ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการงดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ทุกชนิด

๖. สทารสันโดษ คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการสันโดษ ยินดีอยู่แต่ในภรรยาสามีของตัวเอง ไม่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาสามีของคนอื่น

๗. วิริยะ คือ การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อเพียรพยายามละความชั่ว พยายามทำ แต่ความดี

๘. อุโบสถศีล คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการรักษาศีลอุโบสถ ๘ ประการ โดยเคร่งครัด

๙. อริยมรรค คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการดำเนินชีวิตแบบมีอริยมรรคทั้ง ๘ ประการเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

๑๐. ศาสนา คือ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการประกาศศาสนา ได้แก่คำสั่งสอน

)  วิธีประพฤติพรหมจรรย์ การประพฤติพรหมจรรย์มีวิธีการดังนี้

๑. พรหมจรรย์เบื้องต้น ผู้ครองเรือนควรครองตนด้วยการรักษาศีล ๕ มีความพอใจในคู่ครอง

๒. พรหมจรรย์ขั้นกลาง ผู้ครองเรือนควรรักษาศีล ๕ เป็นประจำ และรักษาศีล ๘ เป็นครั้งคราว ควรรักษาศีล ๘ ทุกวันพระ เดือนละ ๔ ครั้ง

๓. พรหมจรรย์ขั้นสูง สำหรับผู้ครองเรือน ถือศีล ๘ ตลอดชีวิตและครองชีวิตที่ประเสริฐ ปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด สำหรับภิกษุก็ประพฤติสมณธรรม

พรหมจรรย์ทุกขั้นจะตั้งมั่นอยู่ได้ต้องอาศัยการฝึกสมาธิเป็นหลักพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นโดยการยึดหลักศีล สมาธิ ปัญญา

..  การเห็นอริยสัจ

หลักอริยสัจเป็นหลักคำสอนที่สูงสุดทางด้านจิตใจ และพระพุทธองค์ทรงค้นพบที่เรียกว่าตรัสรู้โดยพระปัญญาของพระองค์เอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อริยสัจเป็นศาสตร์ที่มีประวัติเกิดขึ้นในโลกผิดแผกกว่าศาสตร์ทุกชนิด โดยแฝงสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งไว้ถึง ๓ ประการด้วยกัน คือ ผู้ค้นพบ วิธีการค้นพบและสาระสำคัญของศาสตร์

ประการแรก ผู้ค้นพบศาสตร์ จะเห็นได้ว่า อริยสัจเกิดจากการค้นคว้าของบุคคลผู้เสียสละอย่างใหญ่หลวงอริยสัจไม่ได้เกิดจากปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากการรบราฆ่าฟัน และไม่ได้เกิดเพราะถูกกดดันบีบคั้นทางสังคม หรือการประกอบอาชีพใด ๆ แล้วหนีไปพบโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการเสียสละของคน ๆ เดียวเพื่อคนทั้งโลก ผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า การเกิดขึ้นของหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้มักเกิดจากการเสียสละของคนทั้งเมืองเพื่อคน ๆ เดียว หรือเพื่อสิ่ง ๆ เดียว แต่การเกิดขึ้นของอริยสัจมิใช่อย่างนั้น เป็นการเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกุลแก่คนทั่วไป

ประการที่สอง วิธีการค้นพบศาสตร์ ศาสตร์ต่าง ๆ ในโลกล้วนมีการค้นพบโดยท่านที่มีสติปัญญาทั้งนั้นแต่ว่าท่านได้ค้นพบในขณะจิตอย่างคนธรรมดาสามัญได้พบได้เห็นก็เกิดการคิดไปเขียนไป ศาสตร์บางสาขาอาจเกิดในวงข้าว วงเหล้า หรือในสนามรบ บางบท บางตอน บางเรื่อง อาจเกิดขึ้นขณะนอนหลับและฝัน หรือในขณะสติเลื่อนลอยเคลิบเคลิ้ม เกิดขึ้นด้วยความโลภ เกิดด้วยฤทธิ์โกรธ เกิดด้วยอำนาจของความหลงก็มี และเกิดในขณะจิตต่าง ๆ อีกมากมาย แต่อริยสัจเกิดในขณะจิตเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นจิตอิสระปราศจากการรบกวนจากกิเลส มีความโลภ โกรธ หลง เป็นต้น มีแต่ปัญญาอันสว่างไสว เพราะฉะนั้น หลักอริยสัจจึงเป็นศาสตร์ที่เที่ยงตรงไม่โน้มเอียงด้วยอิทธิพลใด ๆ

  ประการที่สาม สาระสำคัญของศาสตร์ อริยสัจผิดแผกจากศาสตร์สาขาต่าง ๆทั่วไปไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ อักษรศาสตร์ หรือศาสตร์อย่างใดที่มีผู้ค้นพบทั้งสิ้น แต่อริยสัจเป็นศาสตร์อิสระชนิดหนึ่งต่างหาก ว่าด้วยการทำตนให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์และความมืดมนทางจิตใจทั้งปวง เป็นหลักวิชาที่ทำให้คนบรรลุเป็นพุทธะ ถ้าจะจัดเป็นศาสตร์ เรียกได้ว่า พุทธศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ทำให้คนบรรลุถึงพุทธภาวะ

)  ความหมายของการเห็นอริยสัจ  การเห็นแจ้งในความจริงอย่างสูงสุดหรือการเห็นความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งมีเห็นความทุกข์กายทุกข์ใจ เป็นต้น  ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า  อริยสัจ แปลว่า ของจริงอันประเสริฐ ของจริงไม่มีข้าศึก ได้แก่จตุราริยสัจทั้ง ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุแห่งทุกข์๑ ความดับทุกข์๑ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์๑ คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ ชื่อว่าของจริงอริยสัจ[5]

อริยสัจ หมายถึง ทุกข์ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ และมรรค เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความดับทุกข์ การเห็นอริยสัจแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ เห็นแบบปริยัติ และเห็นแบบปฏิบัติ การเห็นอริยสัจแบบปริยัตินั้น หมายถึง การเห็นอริยสัจด้วยสุตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน การฟัง และจินตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการคิดตามหลักวิชาการ ตามเหตุผล การเห็นชั้นนี้เป็นการเห็นตามทฤษฏี ส่วนการเห็นอริยสัจแบบปฏิบัตินั้น เป็นการเห็นด้วยภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอันได้แก่ การเห็นด้วยญาณทั้ง ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงที่มีอยู่คู่กับโลก แต่ไม่มีใครเข้าใจหรือรู้แจ้งมาก่อน จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ทั้งรู้และเห็นแล้วทรงชี้ให้เราเห็นได้แก่

๑.ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ทุกข์เปรียบได้กับคนป่วยเป็นโรค

๒.สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ เปรียบได้กับเชื้อโรค

๓.นิโรค คือ ความดับทุกข์ สภาพที่ความทุกข์ดับไปเปรียบได้กับสภาพที่หายจากโรค

๔.มรรค คือ วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความดับทุกข์เปรียบได้กับยาที่รักษาโรคให้หายป่วย

การเห็นอริยสัจ หมายถึง การเห็นด้วยการศึกษาเล่าเรียนและการฝึกอบรมภาคปฏิบัติโดยการเจริญสมาธิและการเจริญปัญญา เพื่อให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า ตัณหาเป็นต้นเหตุของความทุกข์ จะดับทุกข์ต้องดับที่ตัณหา มรรคเป็นต้นเหตุให้เกิดการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ จะดับทุกข์ควรปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด สภาพที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิงเรียกว่า นิโรธ

) องค์ประกอบของอริยสัจ อริยสัจคือความจริงอย่างประเสริฐหรือธรรมชาติจริงแท้มิได้แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นหลักธรรมที่ทำปุถุชนให้เป็นอริยชนได้ มี  ๔  ประการ[6]คือ

  .  ทุกข์  ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

  .  สมุทัย  เหตุเกิดแห่งทุกข์ คือ ตัณหา

  .  นิโรธ  ความดับทุกข์

  .  มรรค  ทางปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์

พระพุทธองค์ทรงมีวิธีแสดงอริยสัจไว้ดังนี้ ๑. ทรงแสดงเรื่องทุกข์ เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่หยาบ สรรพสัตว์รู้ได้ง่าย ๒. ทรงแสดงต้นเหตุแห่งทุกข์หรือสมุทัย เพราะเป็นลักษณะคำสอนที่แสดงให้ทราบถึงต้นเค้าของทุกข์ ๓. ทรงแสดงความดับทุกข์หรือนิโรธ ๔. ทรงแสดงทางให้ถึงความดับ การแสดงทั้ง ๔ วิธีนี้เป็นการแสดงที่แสดงจากผลไปหาเหตุ อีกนัยหนึ่ง ทรงแสดงเรื่องทุกข์ไว้ก่อนก็เพื่อให้สัตว์ผู้มีความกำหนัดด้วยอำนาจความชื่นชมความสุขในภพ เพื่อให้เกิดความสังเวชใจและสะดวกในการน้อมเข้าไปหาทุกข์ได้

อริยสัจ ๔ นี้มีความเป็นเอกภาพอยู่ในตัวแล้วคือมีความสมบูรณ์พร้อม ไม่ขาดไม่เกิน จะตัดออกไม่ได้ เพราะเป็นธรรมที่ต้องใส่ใจการปฏิบัติถึง ๔ ประการ คือ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ทุกข์) ธรรมที่ควรละ (สมุทัย) ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (นิโรธ) และธรรมที่ควรทำให้เจริญ (มรรค) ดังนั้น ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว อริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ก็คือการสอนให้มองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งว่าอยู่ในอำนาจของเหตุและผล

ภาวะที่เป็นจริงหรือภาวะที่ก่อให้เกิดการบีบคั้นสำหรับชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าทุกข์ และทุกข์ก็เป็นสิ่งที่จริงอย่างยิ่ง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ขึ้นชื่อว่าทุกข์แล้วจะไม่เบียดเบียนเป็นไม่มี สิ่งอื่นนอกจากทุกข์ก็ไม่มีอะไรเบียดเบียน เพราะเป็นสภาพที่ต้องเบียดเบียนอย่างแน่นอน ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์นี้เป็นสัจจะประการหนึ่ง ทุกข์นั้นเว้นจากตัณหาเสียแล้วก็ไม่มีจากที่อื่น และมันจะมีจากที่อื่นไม่ได้นอกจากตัณหา ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง  ๆ จึงชื่อว่าเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความสงบอย่างหนึ่ง นอกจากนิพพานมิได้มี และนิพพานจะเป็นธรรมชาติที่ไม่สงบก็หามิได้ เพราะกำหนดว่าเป็นสภาพที่สงบนิโรธจึงเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง เครื่องนำออกจากทุกข์อย่างอื่นนอกจากมรรคมิได้มีและมรรคเล่าจะไม่นำออกก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นเองมรรคจึงเป็นสัจจะอันประเสริฐอีกประการหนึ่ง

  ทุกข์อันเกิดจากการเกิด

  ท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์ต่างๆ เกิดติดตามมากับทุกๆ ชีวิต หรือจะกล่าวว่า ทุกข์เป็นสภาวะที่สร้างคนให้เกิดมาก็ว่าได้ คือ เมื่อเกิดมาแล้ว ความทุกข์จะปรากฏดังนี้

  ๑.ทุกข์เพราะทนได้ยาก (ทุกฺขทุกฺขํ)

  ๒.ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง (วิปริณามทุกฺขํ)

  ๓.ทุกข์ประจำสังขาร (สงฺขารทุกฺขํ)

  ๔.ทุกข์ที่ยังปกปิดอำพราง (ปฏิจฺฉนฺนทุกฺขํ)

  ๕.ทุกข์ที่เปิดเผย (อปฺปฏิจฺฉนฺนทุกฺขํ)

ทุกขเวทนาทางกายและทางใจ ชื่อว่า ทุกข์เพราะทนได้ยาก, สุขเวทนา ชื่อว่า ทุกข์เพราะเปลี่ยนแปลง, อุเบกขาเวทนา ชื่อว่าสังขารทุกข์เพราะเบียดเบียนบีบคั้น, อาพาธทางกายและทางใจ มีการปวดหู ฟัน และความเร่าร้อนเพราะราคะโทสะเป็นต้น ชื่อว่าทุกข์ที่ปกปิดหรืออำพราง, ทุกข์ที่เปิดเผย คือ อาพาธ ซึ่งมีสมุฏฐานต้นเหตุมาจากกรรมกรณ์ ๓๒

สรุปว่า ความเกิดเป็นทุกข์แน่นอน เพราะการเกิดเป็นการเริ่มต้นความทุกข์ของสรรพสิ่ง เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว คือ เมื่อเด็กหรือสัตว์ที่อยู่ในครรภ์ก็ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานนานาประการ เหมือนหนอนซึ่งเกิดในน้ำครำแห่งปลาเน่า และขนมถั่วบูด เมื่อเวลามารดาเคลื่อนไหว หรือดื่มน้ำร้อน น้ำเย็น กลืนข้าว เด็กก็มีความทุกข์ทรมาน หรือทุกข์เพราะครรภ์พิบัติ ในขณะคลอดเด็กได้รับความเจ็บปวด ประดุจถูกบีบด้วยภูเขากระทบกัน เมื่อออกจากครรภ์มารดาแล้วเมื่อถูกจับตัวอาบน้ำ เด็กซึ่งยังมีสรีระละเอียดอ่อน จะรู้สึกเจ็บเหมือนแผลใหม่ถูกเช็ดด้วยของแข็ง เมื่อออกจากครรภ์แล้ว สัตว์ทั้งหลายย่อมกระเสือกกระสนพยายามเพื่อมีชีพอยู่ และเดือดร้อนเพราะกิเลสมีความโกรธ เป็นต้น และทุกข์เพราะความพยายามของผู้อื่น เช่น ถูกประหาร  ถูกเบียดเบียนเพราะบุคคลผู้มีเวรต่อกัน

ทุกข์อันเกิดจากการแก่

อวัยวะทั้งหลายมีตาเป็นต้นของสรรพสัตว์ย่อมเสื่อมสลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่น ความทุกข์หรือความไม่สบายกายก็เกิดขึ้น

  ทุกข์อันเกิดจากความตาย

  ความตายเป็นความทุกข์ เพราะมองเห็นนิมิตอันชั่วร้ายแห่งบุคคลผู้ทำกรรมชั่วไว้มาก เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันตนรักใคร่ติดใจ

ทุกข์อันเกิดจากความโศก คือ ความแห้งใจ หรือใจแห้ง (โสกะ)

ความโศกเศร้าเสียใจเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ เพราะความเสียใจมักทำให้จิตใจหดหู่ ไม่สบาย

  ทุกข์อันเกิดจากความคร่ำครวญรำพัน (ปริเทวะ)

  การร่ำไรรำพันหรือคร่ำครวญเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความทุกข์ เพราะอาการเหล่านี้มักจะสร้างความรำคาญใจอยู่เรื่อย ทำจิตใจไม่ให้เป็นปกติสุข

  ทุกข์อันเกิดจากความทุกข์ทางกาย (ทุกขะ)

  ความทุกข์ทางกาย เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย ถูกเตะถูกตี เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น

  ทุกข์อันเกิดจากความทุกข์ทางใจ (โทมนัสสะ)

  ความระทมใจหรือความเศร้าในใจเป็นอาการแห่งความไม่เป็นปกติสุขในจิต เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์อีกประการหนึ่ง

  ทุกข์อันเกิดจากความคับแค้นใจ (อุปายาส)

  ความคับแค้นใจอันเกิดจากการที่ไม่สามารถกระทำอะไรได้ตามใจ เช่น ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็ไม่สามารถระงับความโกรธได้ เป็นต้น

  ทุกข์อันเกิดจากการต้องประสบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รัก (อัปปิยสัมปโยค)

  การประสบกับอนิฏฐารมณ์หรืออารมณ์ที่ไม่เป็นที่ชอบใจเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เช่น การได้ร่วมงานกับคนที่เป็นศัตรูกัน ไม่ชอบพอกัน เป็นต้น

  ทุกข์อันเกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก (ปิยวิปโยค)

  การพลัดพรากหรือการสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง เช่น พ่อ แม่ ลูกหลาน เหลน เพื่อน ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน

  ทุกข์อันเกิดจากการไม่ได้สัตว์และสังขารดังที่ใจปรารถนา (อิจฉาวิฆาตะ)

  การได้พบกับสัตว์หรือการได้สังขารที่ไม่เป็นดังใจนับว่าเป็นความทุกข์ด้วย

สมุทัยสมุทัยคือต้นเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด สำหรับขั้นมูลฐาน ได้แก่ ตัณหาหรือความดิ้นรนด้วยอาการๆ  มี ๓ ประการ[7]คือ

  .กามตัณหา    ดิ้นรนในเรื่องกาม

  .ภวตัณหา   ดิ้นรนอยากมีอยากได้

  .วิภวตัณหา  ดิ้นรนอยากไม่มีอยากไม่เป็น

สรุปว่าสมุทัยท่านเน้นถึงตัณหา ๓ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์นานาประการ

นิโรธ

นิโรธหมายถึงพระนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่ย่ำยีความเมาในภพ ถอนอาลัย ตัดวัฏฏะ กำหนัด ตัณหา  และดับทุกข์ทุกประการ

นิโรธคือการดับทุกข์หรือการดับสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) และการสำรอกราคะ ตัณหา เป็นต้น โดยสรุป นิโรธก็คือนิพพานดังที่ท่านกล่าวว่า “นิพพานมีอยู่จริง, แต่จะเห็นได้ก็ด้วยการปฏิบัติให้เหมาะสม หรือสมควรแก่นิพพานนั้น ถ้ายังไม่ปฏิบัติให้สมควรก็ไม่อาจเห็นนิพพานได้ พระนิพพานเป็นอสังขตธรรม เพราะไม่มีปัจจัยปรุง ไม่มีสิ่งให้เกิด อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น มิใช่เป็นธรรมที่ให้เกิดนิพพาน เป็นแต่เพียงว่า พระนิพพานจะต้องบรรลุด้วยมรรคมีองค์ ๘  เท่านั้น พระนิพพานมิใช่สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นแต่เพียงบุคคลต้องบรรลุถึงเท่านั้น เพราะ  พระนิพพานไม่มีแดนเกิด ไม่มีเหตุให้เกิดจึงไม่แก่ไม่ตาย



[1] มงฺคลตฺถทีปนี. ๕ / ๒-๓.

[2] พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๑.

[3]มงฺคลตฺถทีปนี. ๕ / ๓๗.

[4]สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๘๐-๒๘๕.

[5]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๕.

[6]อภิ. วิภงฺค. ๓๕ / ๑๔๕ / ๑๒๗.

[7]องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๗๗ / ๔๙๔.