๒) ลักษณะของสมณะ
เมื่อรวมใจความตามพระพุทธวจนะแล้ว สามารถสรุปลักษณะของสมณะได้ดังนี้คือ
๑. สมณะย่อมไม่ทำอันตรายใคร เพราะถ้ายังมีการฆ่า ทำร้ายใครอยู่ หรือแม้แต่สนับสนุนคนอื่นให้ทำอย่างนั้น ก็ไม่เรียกว่าสมณะ
๒. สมณะย่อมไม่เห็นแก่ลาภสักการะ สมณะย่อมดำรงชีพอยู่เพียงเพื่อความเพียรเท่านั้น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่กิน ย่อมเว้นขาดจากมิจฉาชีพทุกชนิด
๓. สมณะต้องบำเพ็ญสมณธรรม สมณะย่อมไม่นั่งกินนอนกิน มีชีวิตเพียงไปวันหนึ่ง ๆ แต่ต้องฝึกตนให้เข้าถึงความเป็นสมณะที่ดียิ่งขึ้น
๔. สมณะต้องบำเพ็ญตบะ หมายถึง การทำความเพียรเพื่อละกิเลส ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะกิเลสให้ได้ เช่น เดินจงกรม นั่งสมาธิ สมาทานธุดงค์ เป็นต้น
การได้พบเห็นสมณะหรือคบหาสมณะนี้ เป็นเหตุให้ได้พบเห็นตัวอย่างที่ดีจากการปฏิบัติ จากการศึกษาค้นคว้า จากการดำเนินชีวิตที่สันโดษ มักน้อย กินน้อย ใช้น้อย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายของสมณะและทำให้ได้คุณค่าที่มีประโยชน์มากที่สุดให้แก่ชีวิต และย่อมได้รับการอนุเคราะห์จากท่าน ดังนี้ คือ
๑. ห้ามทำความชั่วทุกอย่าง
๒. ให้ตั้งอยู่แต่ในความดีความถูกต้อง
๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจที่บริสุทธิ์และดีงาม
๔. ให้ได้ฟังให้ได้ยินให้ได้รู้แต่ในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังไม่เคยได้รู้มาก่อน
๕.ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ได้ฟังแล้วให้แจ่มแจ้งให้เข้าใจที่ถูกต้อง
๖. ได้บอกทางสวรรค์หรือทางแห่งความเจริญให้นำมาปฏิบัติ
๓.๖.๕ การสนทนาธรรมตามกาล
เมื่อบุคคลได้เห็นสมณะผู้สงบแล้ว จิตใจย่อมน้อมไปสู่ความดีงาม ฝักใฝ่คุณความดีและแสวงหาคุณความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป วิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยพัฒนาจิตใจและพัฒนาปัญญาของตน ก็คือ การสนทนาธรรมตามกาลที่ควร เป็นอุบายประคับประคองจิตใจให้ดำเนินไปในทางที่ถูกต้อง
๑) ความหมายของการสนทนาธรรมตามกาลการพูดคุยกันด้วยธรรมะหรือการสนทนาธรรมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
ในเวลาพลบค่ำหรือในเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุผู้เรียนพระสูตร ๒ รูป ย่อมสนทนาพระสูตรกะกันและกันภิกษุผู้ทรงวินัย ย่อมสนทนาพระวินัยภิกษุผู้เรียนอภิธรรม ย่อมสนทนาพระอภิธรรมภิกษุผู้กล่าวชาดก ย่อมสนทนาชาดกภิกษุผู้เรียนอรรถกถา ย่อมสนทนาอรรถกถา, หรือภิกษุย่อมสนทนากันในกาลนั้นๆ เพื่อจะชำระจิตที่หดหู่ฟุ้งซ่าน และที่ถูกวิจิกิจฉาครอบงำ นี้ชื่อว่า การสนทนาธรรมตามกาล[1]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า “คำที่ว่าสนทนาก็คือไต่ถามพูดจากันในข้ออรรถข้อธรรมแก่กันและกัน นั่นแหละชื่อว่า ธมฺมสากจฺฉา”[2]
การสนทนาธรรม ที่ใช้ในคำว่า ธรรมสากัจฉา หมายความว่า เราพูดเขาฟัง เขาพูดเราฟัง ผลัดกันฟังผลัดกันพูด ซึ่งมีความแตกต่างจากการฟังธรรม การฟังธรรมเป็นงานทางจิตใจที่หนัก เป็นการฝึกจิตใจที่ยาก การฟังธรรมต้องฟังด้วยใจ การควบคุมจิตใจให้หยิบเอาประโยชน์จากการฟังนั้นยากยิ่งกว่าการควบคุมจิตใจในการพูดให้คนอื่นฟัง โดยสรุปแล้ว การฟังธรรมจะต้องต่อสู้กับความยากอยู่ ๒ อย่าง คือ ยากที่จะควบคุมจิตใจให้ฟังธรรม และยากที่จะรับเอาธรรมะเข้าสู่จิตใจ แต่การสนทนาธรรมในมงคลข้อนี้ยิ่งยากกว่าการฟังธรรมอีก เพราะเป็นการพูดคุยซักถามธรรมะซึ่งกันและกันระหว่างคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป การสนทนาธรรมตามกาล คือการสนทนาหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา เป็นการสนทนาธรรมตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม โดยนำหลักธรรมที่ได้เล่าเรียนศึกษามาเพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดเป็นความชั่วจะได้ละเว้นเสีย สิ่งใดเป็นกุศลจะได้ตั้งใจทำให้มาก ตลอดจนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือประสบการณ์เกี่ยวกับธรรมะ สามารถฟื้นฟูทบทวนและระลึกความจำถึงหัวข้อธรรม ทำให้มีความรู้แตกฉานในวิชาการ สามารถชำระ จิตให้สะอาดไม่หงอยเหงา มีจิตใจเบิกบาน เฉลียวฉลาดซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต
๒) กาลที่ควรสนทนาธรรม กาลที่ควรสนทนาธรรมพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในปัญจมวรรค ตติยปัณณาสก์ ในจตุกกนิบาต อังคุตตรนิกายว่า
ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ อย่างนี้ เมื่อใครอบรมบ่มนิสัยของตน ประพฤติตนให้ดีถูกชอบ ก็จะให้เขาได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายโดยลำดับ กาล ๔ อย่าง คือ ฟังธรรมตามกาล สนทนาธรรมตามกาล แสดงธรรมตามกาล เจริญวิปัสสนาธรรมตามกาล ภิกษุทั้งหลาย กาล ๔ อย่างนี้แหละ เมื่อใครอบรมบ่มนิสัยของตน ประพฤติตนให้ดีถูกชอบ จะให้เขาได้บรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย[3]
๓.๗ หลักจริยศาสตร์ด้านคุณธรรม
ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์ต้องการเน้นหลักธรรมที่ช่วยเสริมศักยภาพภายในของมนุษย์ หรือหลักธรรมที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพของมนุษย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่ ๑. ความไม่ประมาทในธรรม ๒. การมีสัมมาคารวะ ๓. ความอ่อนน้อมถ่อมตัว ๔. ความสันโดษ ๕. ความกตัญญู
๓.๗.๑ ความไม่ประมาทในธรรม
ผู้ที่จะสร้างความก้าวหน้าทางจิตใจ จะต้องเป็นผู้ไม่ประมาทในทุก ๆ เรื่อง ความไม่ประมาทเป็นหัวใจของการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน มีอุปการะมากในธรรมอันหาโทษมิได้ เพราะเป็นไปเพื่อก่อให้เกิดกุศลความดีงามเพียงฝ่ายเดียว เพราะพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอัปปมาทวรรค สังยุตตนิกายว่า “ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งนั้นทั้งหมด มีความไม่ประมาทเป็นมูลประชุมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นยอดแห่งกุศลทั้งหลาย”[4]
ความไม่ประมาทเป็นเหตุให้บรรลุคุณธรรมขั้นสูงสุด ท่านอุปมาไว้ว่า รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนพื้นปฐพีทุกจำพวก ย่อมถึงความรวมลงในรอยเท้าช้าง ชาวโลกย่อมกล่าวว่า รอยเท้าช้างเป็นยอดแห่งรอยเท้าของสรรพสัตว์เหล่านั้น เพราะเป็นรอยเท้าใหญ่โตฉันใด กุศลธรรมทั้งหลายทุกประเภท มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตย่อมกล่าวว่าเป็นยอดแห่งกุศลธรรมทั้งหลายฉันนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสปัจฉิมโอวาทเตือนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”[5]
๑) ความหมายของการไม่ประมาทในธรรม การไม่ประมาทในธรรม คือ การไม่ดูถูก ยอมรับ นับถือ และยกย่องพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า
ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ธรรมในที่นี้ หมายถึง ความชั่วและความดีทั้งปวง ในความชั่วก็ไม่ประมาท คือ ไม่ดูหมิ่นว่าไม่เป็นไร แม้เพียงเล็กน้อยก็รีบละเสีย ไม่ปล่อยให้ความชั่วสะสมเพิ่มขึ้น หมั่นขจัดเพียรละความชั่วให้หมดสิ้นไป ในด้านความดีก็ตั้งใจเพียรพยายามขะมักเขม้นกระทำ ไม่ดูหมิ่นว่าเล็กน้อย แล้วทอดธุระ ละเลยเสีย ขยันเพิ่มพูนสะสมความดี เมื่อความชั่วหมดไป ความดีเพิ่มพูนเต็มเปี่ยมก็บริบูรณ์ด้วยสันติสุข การมีสติสัมปชัญญะกำกับอยู่เสมอ ไม่เผลอตัวหลงลืม มีความตั้งใจที่จะเว้นสิ่งชั่วหยุดทำชั่ว มีความขยันหมั่นเพียรสร้างความดี สะสมความดี ความไม่ประมาทเป็นยอดธรรมประจำใจ เป็นมูลเหตุให้ความชั่วอกุศลธรรมเสื่อมหายไปและเพิ่มพูนความดีกุศลธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจ[6]
พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า “ความไม่ประมาทคือการไม่ปล่อยสติสัมปชัญญะ จะทำกิจใดหน้าที่ใด มีสติสัมปชัญญะกำกับ มิเผลอไผลหลงลืม เตือนใจตนเอง ได้ตลอดเวลา ปลุกใจให้ตื่นตัวอยู่ทุกเมื่อ”[7]
ความไม่ประมาทในธรรม คือการมีสติกำกับตัวเสมอ จะคิดจะทำจะพูดสิ่งใด ไม่ยอมถลำลงไปในความเสื่อมเสีย และไม่ยอมพลาดในโอกาสในการทำความดี ตระหนักดีถึงสิ่งที่ต้องทำถึงกิจกรรมที่ต้องเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่ ไม่ปล่อยปละละเลย กระทำด้วยความจริงจังและดำเนินรุดหน้าตลอดเวลาจิตมีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนไม่ลืมตัวไม่เผลอตัว ไม่เลินเล่อและไม่มัวเมา กล่าวสั้นๆ ความไม่ประมาทก็คือจิตมีสติ จิตคือธรรมชาติที่นึกคิดไปตามอารมณ์ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้รู้ ส่วนสติคือความระลึกได้ เป็นคุณธรรมที่ช่วยเตือนจิต ควบคุมจิตไม่ให้เผลอตัว ไม่ให้ประมาทในการกระทำ การพูดและการคิด ความไม่ประมาทนับเป็นคุณธรรมสำคัญที่สนับสนุนความดีให้งอกงาม และทำลายความชั่วร้ายให้หมดไป ตรงกันข้ามกับความประมาทซึ่งเป็นมูลเหตุสำคัญที่จะส่งเสริมความชั่วให้เพิ่มพูนและทำลายความดีให้สูญสิ้นไป
๓.๗.๒ ความเคารพ
คารวะ ได้แก่ ความเคารพนับถือ การนอบน้อมต่อบุคคลหรือสิ่งที่ควรนอบน้อม สิ่งที่ควรเคารพนับถือ การทำความคารวะ ได้แก่ การทำความเคารพ ทำความนับถือ การทำจิตใจ ให้เข้มแข็ง ให้เด็ดเดี่ยว ให้หนักแน่น ให้เชื่อถือให้เชื่อฟัง ให้ยึดมั่นในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในมารดาบิดา และผู้ควรแก่การเคารพนับถือ การเคารพเป็นคุณธรรมเฉพาะของมนุษย์ เป็นยอดดีของมนุษย์อย่างหนึ่ง มิใช่คุณธรรมพื้นหรือขั้นต่ำ แต่เป็นคุณธรรมชั้นสูงสูงจนกระทั่งคนใจต่ำปฏิบัติไม่ได้ พระบางรูปยอมต้องอาบัติ ทหารบางคนยอมถูกขัง คนบางคนบางพวกเสียสมบัติผู้ดี เพราะตัวต่ำไม่อาจทำคารวะซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นสูงได้ เหมือนคนเตี้ยหยิบเอาของบนที่สูง ต้องฝืนตัวฝืนใจทำ ดังนั้น ท่านจึงจัดคารวธรรมไว้ในขั้นเกือบจะสูงสุดของมงคล
๑) ความหมายของความเคารพ การแสดงความเคารพหรือแสดงความนับถือที่ตนเองมีแก่สิ่งต่าง ๆ เช่น การกราบไหว้พระรัตนตรัย เป็นต้น นี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า “ความเคารพได้แก่กิริยาอาการยกย่องเชิดชูบุคคลหรือสิ่งที่ควรยกย่องเชิดชู ได้แก่ การกราบ การไหว้ อ่อนน้อม การต้อนรับ การสำรวมกิริยาให้สงบ และมีความเอื้อเฟื้อเอาใจใส่แสดงให้เห็นน้ำใจว่าตั้งใจยกย่องเชิดชูให้สมควรแก่ฐานะ”[8] คารวะคือความเคารพนี้เป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง อยู่ในจิตใจของผู้ที่มีคารวะไม่ได้หมายเพียงการกระทำกราบๆ ไหว้ๆ ซึ่งเป็นเพียงกิริยาแสดงคารวะเท่านั้น ผู้ที่ไม่มีคารวธรรมในจิตใจเลยอาจจะแสร้งทำด้วยความจำใจก็ได้ การทำคารวะกับการมีคารวะจึงไม่เหมือนกันความเคารพเป็นมารยาททางสังคมที่แสดงออกโดยการไหว้ การคำนับ การยืนตรง ฯลฯ ซึ่งเราได้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ บางครั้งเห็นเขาทำเราก็ทำตาม บางครั้งคนอื่นสอนให้ทำ ความเคารพ คือ การตระหนักในความดีของคนอื่นและสิ่งอื่น เราตระหนักในความดีของผู้ใดและสิ่งใด ก็หมายความว่าเรามีคารวะต่อผู้นั้นและสิ่งนั้น และคนที่จะตระหนักในความดีของผู้อื่นแลสิ่งอื่น ต้องมีของดีอย่างหนึ่งเป็นทุนอยู่ในใจก่อน คือ มีปัญญา ความรู้จักผิดชอบชั่วดีพอสมควร คนที่มีคารวะแล้วจะต้องมีปัญญาอยู่ด้วยเสมอ
๒) สิ่งที่ควรเคารพ ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงบุคคลและสิ่งของที่ควรเคารพไว้ ๖ ประการ[9]คือ
๑. พระพุทธเจ้า
๒. พระธรรม
๓. พระสงฆ์
๔. การศึกษา
๕. ความไม่ประมาท
๖. ปฏิสันถาร
๓) วิธีแสดงความเคารพ ในทางพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงวิธีการเคารพบุคคลและสิ่งของที่ควรเคารพไว้ด้งนี้
๑. พระพุทธเจ้า คือ ให้ตระหนักถึงคุณงามความดีอันมีอยู่ในพระองค์
๒. พระธรรม คือ ให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓. พระสงฆ์ คือ ให้ตระหนักถึงคุณงามความดีของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมวินัย
๔. การศึกษา คือ ให้ตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาเล่าเรียน ไม่เกียจคร้าน
๕. ความไม่ประมาท คือ ให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการมีชีวิตที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
๖. ปฏิสันถาร คือ ให้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันจะพึงเกิดขึ้นจากการต้อนรับแขก
๓.๗.๓ ความประพฤติถ่อมตน
สำหรับมงคลข้อนี้คำว่า “นิวาตะ” แปลว่า ความถ่อมตัว ซึ่งต่างจากความเคารพหรือคารวะ คารวะหมายถึงการตระหนักในความดีของคนอื่นสิ่งอื่น นิวาตะ คือ ความถ่อมตัว หมายถึง การถ่อมใจของเราลง กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบำเพ็ญคารวะต้องปรารภคนอื่น ส่วนการบำเพ็ญนิวาตะต้องปรารภตนเอง คารวะเรามองคุณความดีของคนอื่น ส่วนนิวาตะเรามองความบกพร่องของตัวเอง และปรับใจตัวเราเองให้เหมาะสมที่จะรับถ่ายทอดความดีจากคนอื่น คนที่มีคารวะแล้วไม่แน่ว่าจะมีนิวาตะ คือ คนถ่อมตัวหรือไม่ เพราะบางคนตระหนักในความดีของคนอื่นและสิ่งอื่น แต่ยังมีกิเลสหนาอยู่ในใจ คือ ความทะนงตัวอวดดื้อถือดี เอาตัวเข้าไปเทียบว่าข้านี้ก็แน่ ข้าก็คือผู้วิเศษ ไม่สามารถน้อมตัวเพื่อถ่ายทอดคุณความดีของผู้อื่นได้อย่างเต็มที่
๑ ความหมายของการประพฤติถ่อมตัวการอ่อนน้อมถ่อมตัวหรือการเป็นผู้ไม่มีความแข็งกระด้างนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
ความเป็นมีใจอ่อนน้อม คือความเป็นผู้ประพฤติถ่อมตน ชื่อว่า นิวาตะ (ความประพฤติถ่อมตน) บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความเป็นผู้ประพฤติถ่อมตนใด เป็นผู้ขจัดมานะเสียได้ ขจัดความกระด้างเสียได้ เป็นผู้เช่นกับด้วยท่อนผ้าสำหรับเช็ดเท้า เสมอด้วยโคผู้ตัวเขาหัก และเป็นผู้เสมอด้วยงูพิษที่ถูกถอนเขี้ยวแล้ว มีวาจาอ่อนหวาน มีวาจานิ่มนวล มีวาจาน่าปลื้มใจ นี้ชื่อว่า นิวาตะ[10]
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า
ความถ่อมตัวหรือไม่เย่อหยิ่ง ความอ่อนน้อม อ่อนโยน ไม่ถือตัวดูหมิ่นผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรักใคร่เอ็นดู มีเมตตาปรารถนาให้มีความสุข ความเจริญ ผู้ใดเป็นที่รักของชนมาก ผู้นั้นย่อมได้รับความสะดวกในกิจการทั้งปวง นำตนไปสู่ความเจริญด้วยอิสริยยศและบริวารสมบัติ[11]
พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า
นิวาโต แปลตรงศัพท์ว่า ไม่มีลม คือไม่แสดงอาการอบ่างพองลมหรือลูกโป่ง อันไม่มีสาระภายใน โดยใจความนั้นหมายความว่า ไม่หยิ่ง ไม่จองหอง เจียมตัวหรือถ่อมตน ท่านแสดงลักษณะบุคคลผู้เป็นเช่นนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีมานะ ไม่กระด้าง เป็นคนไม่มีพิษ ประดุจงูที่ถอนเขี้ยว มีวาจาอันละเอียดอ่อน ไพเราะเสนาะโสต แม้จะเป็นผู้มีอิสริยวัยหรือคุณสมบัติมาก ก็ไม่กระด้างเพื่อจะทำคารวะอ่อนน้อมต่อผู้อื่นโดยฐานะอันสมควร[12]
ความถ่อมตัว หมายถึง ไม่พองลม เอาลมออกแล้ว คือ เอามานะทิฐิออก มีความสงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่อวดตน ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่อวดดื้อถือดี ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ความถ่อมตนเป็นการปรามตนเอง คอยพิจารณาข้อบกพร่องของตน จับผิดตนเองสามารถประเมินค่าตนเองได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นมารยาททางสังคม ความถ่อมตน เป็นจริยที่มีความสำคัญมากในการครองตน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานบุคคล การบริหารงานทั่วไป การติดต่อประสานงานและการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีนั้น ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การฝึกฝนตนเองให้มีความถ่อมตน ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพให้สุภาพ นุ่มนวล เป็นที่รักของบุคคลทั่วไปและผู้ที่เราได้พบปะสนทนาด้วย
๓.๗.๔ ความสันโดษ
เรื่องสันโดษเป็นเรื่องหนึ่งที่ยังมีผู้เข้าใจผิดกันอยู่มาก บางทีก็เข้าใจว่า เพราะธรรมว่า “สันโดษ” นี้เองจึงทำให้คนเกียจคร้าน ทำให้คนยากจน ทำให้ชาติบ้านเมืองไม่เจริญเติบโตไม่พัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากสอนให้คนสันโดษมักน้อย คือ พยายามจะเอาคำว่ามักน้อยไปขยายคำว่า “สันโดษ” หรือเข้าใจว่า มักน้อยกับสันโดษ เป็นคำมีความหมายเดียวกัน ความจริงแล้วสันโดษกับมักน้อยไม่ใช่อันเดียวกันเป็นคนละเรื่องกัน แต่ทั้งสองคำก็เป็นข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน ใช้คนละวาระและคนละความมุ่งหมาย จึงควรทำความเข้าคำว่า “สันโดษ” ก่อน
๑) ความหมายของความสันโดษ การเป็นผู้มีความมักน้อยโดยคำนึงถึงความสามารถ กำลังสติปัญญา และความเหมาะสมที่จะพึงมีแก่ตนเองนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้ “ความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ชื่อว่า สนฺตุฎฐิ บุคคลชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้”[13]
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า สันโดษ แปลว่า ความยินดี จำแนกออกเป็น ๓ ประการ คือ
๑. ความยินดีของของตน หมายถึง ความยินดีในสิ่งที่ตนหามาได้โดยชอบธรรมด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน ตนสร้างขึ้นได้เอง ด้วยปัญญาความคิดของตน
๒. ความยินดีกับของที่ตนมีอยู่ ได้แก่ ทรัพย์สินที่ตนเองเก็บสะสมไว้และใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประกอบอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำสวน ค้าขาย
๓. มีความยินดีใจในสิ่งที่ชอบธรรม หมายความว่าของที่ตนได้มาและสิ่งที่มีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม[14]
พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า “สันโดษ หมายถึง ความยินดีพอใจในวัตถุ ปัจจัยที่หามาหรือในผลงานที่ทำสำเร็จขึ้นด้วยเรี่ยวแรงความพยายามของตน ในทางที่ชอบธรรมแล้วสร้างความพอดีไว้ในใจ ในการเสวยผลจากวัตถุปัจจัยหรือผลงานนั้น”[15]
สันโดษ หมายถึง ความเป็นผู้มีความยินดีโดยอาการสม่ำเสมอ ยินดี ชอบใจ พอใจ อิ่มใจ จุใจ กับของของตนโดยมีความยินดี ตามมี ตามได้และตามสมควรพอใจ ชอบใจ อิ่มใจ จุใจ สุขใจ กับสิ่งที่เป็นของๆ ตนก็ได้ มีความพอใจกับสิ่งที่ตนทำมาหาได้โดยชอบธรรม จะมีจำนวนมากหรือน้อยก็ได้ นี้คือความหมายของคำว่าสันโดษ เป็นการพัฒนาความรู้จักพอ มีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาชีพ มีความยินดีพอใจ ในสิ่งที่ตนหามาได้ ไม่คิดโลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ด้วยการยักยอก เบียดบังหรือทุจริต
๒) ลักษณะของความสันโดษปัจจัย ๔ ใดอันอุปัชฌาย์แสดงในมณฑลที่อุปสมบทว่า
ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสาย เป็นต้น อันตนเองรับแล้ว ปัจจัยนั้น ชื่อว่า สกํ (ของตน) ภิกษุไม่แสดงวิการทั้งในเวลารับ ทั้งในเวลาบริโภค ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปัจจัย ๔ นั้น ที่ดีหรือไม่ดี ซึ่งทายกถวายแล้ว โดยเคารพหรือไม่เคารพก็ตามพระผู้มีพระภาคตรัสว่าผู้สันโดษด้วยปัจจัยของตน
ปัจจัย ๔ ใด ย่อมเป็นของอันตนได้แล้ว คือมีอยู่แก่ตน ปัจจัย ๔ นั้น ซึ่งมีอยู่เท่านั้น ไม่ปรารถนาปัจจัยอื่นไปจากปัจจัยนั้น ละความเป็นคนมักมากเสีย พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้สันโดษด้วยปัจจัยที่มีอยู่
การละความยินดียินร้าย ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่า สมํ (สม่ำเสมอ) ภิกษุยินดีอยู่ในอารมณ์ทั้งปวง โดยความสม่ำเสมอนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้สันโดษโดยสม่ำเสมอ[16]
สรุปความสันโดษมีลักษณะดังต่อไปนี้
๑.สเกน สันโดษ ได้แก่ การยินดีกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองมีอยู่
๒.สันเตน สันโดษ ได้แก่ การยินดีกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองแสวงหามาได้
๓.สเมน สันโดษ ได้แก่ การยินดีกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองครอบครองอยู่หรือรู้จักประมาณ
๓) เกณฑ์ตัดสินความสันโดษ ความสันโดษมีเกณฑ์พิจารณาหรือตัดสินดังนี้
๑. ยถาลาภสันโดษ ได้แก่ การพอใจกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองหามาได้
๒. ยถาพลสันโดษ ได้แก่ การพอใจกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองหามาได้ด้วยกำลัง
๓. ยถาสารุปสันโดษ ได้แก่ การพอใจตามสมควรกับทรัพย์สมบัติที่ตนเองได้มาและหามาได้ด้วยกำลังของตน[17]
๓.๗.๕ ความกตัญญู
มงคลข้อกตัญญูนี้ได้กล่าวไว้ในมงคลข้อการบำรุงเลี้ยงดูมารดาบิดา ในหัวข้อคุณธรรมของบุตรธิดาซึ่งได้อธิบายคู่กับกตเวที คือ การรู้อุปการคุณที่ท่านทำแล้ว ตอบแทนคุณให้ท่านด้วยการประกาศคุณและสนองคุณท่าน อันเป็นคุณธรรมเฉพาะของบุตรธิดาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ เป็นคุณธรรมพื้นฐานของคน คือ เป็นพื้นฐานของคนดี จัดเป็นคุณธรรมขั้นสามัญ เป็นการรู้อุปการคุณที่คนอื่นทำให้แก่ตน จะรับรองใครว่ามีคุณ ก็ต่อเมื่อเขาทำอะไรให้แก่ตนเท่านั้น เช่น รับว่ามารดาบิดามีคุณ ก็เพราะเลี้ยงตัวเรามา รับว่าครูอาจารย์มีคุณ เพราะท่านได้สอนวิชาความรู้ให้แก่เรามา เป็นต้น สรุปว่าความกตัญญูขั้นสามัญหมายถึงการรูอุปการคุณที่เขาทำให้แก่เรา
๑) ความหมายของความกตัญญู การเป็นผู้รู้อุปการะที่ผู้อื่นได้กระทำแก่ตนเองหรือความเป็นผู้มีกตัญญูกตเวทีนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า
ความเป็นกตัญญู หมายถึง ความไม่ลบหลู่บุญคุณท่าน จะเป็นใครก็ตามถ้ามีบุญคุณกับตนแล้วต้องไม่ลบหลู่ ต้องยกย่องและพยายามตอบสนองคุณตามความสามารถ ความเป็นผู้กตัญญูเป็นภูมิธรรม เป็นประเพณีของคนดี เช่น บุตรมีความกตัญญูรู้คุณของบิดามารดา ตลอดถึงบุรพชนต้นตระกูล ที่ได้ก่อสร้างทรัพย์สมบัติ และคุณความดีช่วยกันรักษาสมบัติของชาติ เช่น แดนดินถิ่นประเทศ ส่วนกตเวทีนั้น หมายถึง ผู้ตอบแทนสนองอุปการะคุณ เช่น ศิษย์มีความสำนึก รู้คุณของครูอาจารย์ จึงเคารพเชื่อฟังคำสั่งสอน เคารพในการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสมบูรณ์ ไม่บกพร่อง เป็นต้น[18]
พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า
ความรู้และยอมรับรู้ในบุญคุณของผู้อื่น ที่มีอยู่เหนือตนเรียกว่า กตัญญุตา การพยายามทำตอบแทนบุญคุณนั้น ๆ เรียกว่า กตเวทิตา คนที่รู้บุญคุณ เรียกว่า คนกตัญญู คนที่ทำตอบแทน เรียกว่า คนกตเวที กตัญญูกตเวทิตา หมายถึง ความรู้บุญคุณท่านแล้วทำตอบให้ปรากฏ นี้เป็นธรรมประคองโลกให้เป็นอยู่ได้ และอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามทั้งหลายของคนไทย ล้วนแต่มีความกตัญญูกตเวที่ตั้งสำคัญ และทั้งเป็นไปเพื่อรักษาส่งเสริมคุณธรรมข้อนี้ ให้คงมีอยู่ในโลกอย่างแน่นแฟ้นพร้อมกันไปในตัว[19]
ความกตัญญู คือความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ ปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการะคุณผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตามน้อยก็ตาม เช่น เลี้ยงดู สั่งสอนความกตัญญูข้อนี้ ท่านจัดไว้ในลำดับสูง เป็นเรื่องของการฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น ประณีตขึ้นตามลำดับ จัดเป็นกตัญญูขั้นสูง เป็นกตัญญูในวงกว้าง คือ สูงหรือกว้างกว่ากตัญญูกตเวที เรียกว่ากตัญญูขั้นสัตบุรุษซึ่งหมายถึงการรู้เห็นความดีอันมีอยู่ในตัวคนอื่น ใครมีคุณความดีก็รู้ว่าเขาดี ไม่ว่าเขาจะทำอะไรให้เราหรือไม่ก็ตาม คนที่ไม่เป็นสัตบุรุษนั้นยากที่จะรับรู้ว่าคนอื่นดี ถ้าตัวเองไม่ได้รับประโยชน์จากเขา แม้เขาจะมีคุณความดีมากมายและเป็นผู้ที่ทำประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติก็ตาม หากตัวคนเดียวไม่ได้รับผลประโยชน์หรือเสียประโยชน์ไปบ้าง ก็ไม่ยอมรับรู้ความดีของเขาถึงกับโพนทนาว่าร้ายเขาให้เสียหาย เป็นต้น ความกตัญญูกตเวทีนี้ คือความรู้และการยอมรับรู้ในบุญคุณของบุคคล สัตว์ สิ่งของและธรรมชาติ ที่มีต่อตัวเราทั้งทางตรงและทางอ้อม และพยายามกระทำตอบด้วยการทดแทนพระคุณ ช่วยเหลืออุปการะ ยกย่อง บำรุง รักษาให้คงอยู่ เพื่อความสงบสุขของสังคม และเพื่อความสมดุลทางธรรมชาติ
๒) สิ่งที่ควรกตัญญู สิ่งที่ควรแสดงความกตัญญูกตเวทีแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่
๑. กตัญญูต่อบุคคล ได้แก่ พระพุทธเจ้า บิดามารดา ครูอาจารย์ และบุคคลอื่นๆ เช่น เพื่อนๆ ที่มีพระคุณต่อเรา
๒. กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ทุกประเภทที่มีคุณต่อเรา
๓. กตัญญูต่อสิ่งของ คือ สิ่งของทุกประเภทที่มีคุณประโยชน์ต่อเรา
๔. กตัญญูต่อสถาบัน คือ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
๕. กตัญญูต่อตนเอง คือ รู้จักและมองเห็นคุณค่าของตัวเอง
๖. กตัญญูต่อธรรม คือ รู้จักและเข้าใจถึงความเป็นจริงของสัจธรรม
[1]มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๒๓๗.
[2]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๐๔.
[3]องฺ. จตุกก. ๒๑ / ๑๔๗ / ๑๖๕.
[4]สํ. มหา. ๑๙ / ๒๑๒ / ๑๕๘.
[5]ที. มหา. ๑๐ / ๒๑๘ / ๑๖๘.
[6]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๙๐-๑๙๑.
[7]พระเทพปริยัติโมลี, หลักการพัฒนาตน, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเซี่ยง, ม.ป.ป.), หน้า๒๙.
[8]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๙๖.
[9]องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๐๓ / ๓๖๘.
[10] มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๓๒.
[11]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๐๖.
[12]พระธรรมโกศาจารย์, มงคลชีวิต, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๔๔),หน้า ๑๐๓.
[13]มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๔๓.
[14]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๐๗-๒๑๗.
[15]พระเทพปริยัติโมลี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๔๒.
[16]มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๔๓–๔๔.
[17]ที. อ. ๑ / ๒๕๓.
[18]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๑๙-๒๒๔.
[19]พระธรรมโกษาจารย์(พุทธทาสภิกขุ),กตัญญูกตเวทีเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของโลก, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๓๔),หน้า๓-๔.