๓.๖ จริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับการศึกษาธรรม
ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์เน้นที่ความเป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องจากระดับที่ผ่านมา คือ เป็นผู้มีคุณธรรมด้านดีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก่อนที่จะนำคุณธรรมระดับต่อไปไปปฏิบัติเพื่อคุณงามความดีที่สูง ๆ ขึ้นได้ โดยประกอบด้วย ๑. การฟังธรรมตามกาล ๒. ความอดทน ๓. ความเป็นผู้ว่าง่าย ๔. การคบหากับสมณะ ๕. การสนทนาธรรม
๓.๖.๑ การฟังธรรมตามกาล
การได้ยินได้ฟังทำให้เกิดความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่ดีและไม่ดีหรือในทางบวกและทางลบแล้วแต่ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าแก่การฟังเพียงใด ในมงคลข้อนี้ท่านมุ่งเอาการฟังธรรมตามกาล หมายถึง การฟังสิ่งที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นเสียงธรรมเสียงมงคล เสียงธรรมย่อมประกอบด้วยคุณความดี แสดงเหตุผลเข้าถึงจิตใจ จับใจ ถูกใจ เป็นเสียงสุภาษิต ชอบธรรม ชอบวินัย และชอบด้วยกฎหมาย ชักชวนให้ผู้ฟังมุ่งมั่นประพฤติปฏิบัติชอบตามกำลังความสามารถของตน
๑) ความหมายของการฟังธรรมตามกาล การฟังธรรมตามกาลหรือการฟังธรรมะตามฤดูกาลที่มีท่านผู้รู้ประกาศธรรมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้“ในกาลใด จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะหรือถูกอกุศลวิตกเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งครอบงำ การฟังธรรมเพื่อบรรเทาวิตกเหล่านั้น ชื่อว่า การฟังธรรมโดยกาล”[1]
การฟังธรรมตามกาลนั้นมีสองลักษณะ คือ ลักษณะที่ ๑ ให้ขวนขวายฟังธรรมะตามที่พระพุทธเจ้ากำหนด คือ ฟังธรรมในวันพระ สัปดาห์ละ ๑ วัน วันพระตรงกับวันขึ้นแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (แรม ๑๔ ค่ำ ถ้าเดือนขาด) ส่วนลักษณะที่ ๒ เป็นการฟังธรรมตามกาลเวลา ที่ผู้ฟังเกิดความวิตกกังวล ไม่สบายใจ จิตใจถูกกิเลสครอบงำมาก หรือมีปัญหาชีวิต แก้ปัญหาไม่ได้ ต้องรับไปฟังธรรมหรือปรึกษาธรรม โดยไม่ต้องรอวันพระ
๒) อานิสงส์ของการฟังธรรมตามกาล การฟังธรรมหรือการสดับตรับฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีประโยชน์หรือมีอานิสงส์อย่างมากดังที่พระองค์ตรัสไว้ใน ธัมมัสสวนสูตร ความว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉนคือ “ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ย่อมเข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว ๑ ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ ๑ ย่อมทำความเห็นให้ตรง ๑ จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการฟังธรรม ๕ ประการนี้แล”[2]
สรุปการฟังธรรมตามกาลข้อนี้ว่า การฟังธรรมตามกาล คือ การขวนขวายหาเวลาไปฟังธรรมคำสอนจากผู้ที่มีธรรมะ เพื่อยกระดับจิตและสติปัญญาให้สูงขึ้น โดยเมื่อฟังธรรมแล้วก็น้อมเอาคุณธรรมเหล่านั้นมาเป็นกระจกสะท้อนดูตนเองว่ามีคุณธรรมนั้นหรือไม่ จะปรับปรุงคุณธรรมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นไปได้อย่างไร
การฟังธรรมตามกาล คือการฟังสิ่งที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นเสียงธรรมเสียงมงคล เสียงธรรมย่อมประกอบด้วยคุณความดี แสดงเหตุผลเข้าถึงจิตใจ จับใจ ถูกใจ เป็นเสียงสุภาษิต ชอบธรรม ชอบวินัย และชอบด้วยกฎหมาย ชักชวนให้ผู้ฟังมุ่งมั่นประพฤติดีปฏิบัติชอบตามกำลังความสามารถของตน
การฟังธรรมตามกาลที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ได้แก่ ฟังคำสอนที่มีลักษณะเป็นข้อบังคับ เรียก วินัย และฟังคำสอนประเภทคำแนะนำให้ทำดี เรียก พุทโธวาท กาลตามพระพุทธบัญญัติ ได้แก่ วันขึ้น/แรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ (หรือแรม ๑๔ ค่ำ) ของทุกเดือนเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ฟังพระสัทธรรม เรียกว่า วันธรรมสวนะ หรือ วันพระ ส่วนกาลตามพระพุทธโอวาท คือ คำสอนเชิงแนะนำของพระพุทธเจ้า กาลฟังธรรม มิได้กำหนดวัน-คืน ไว้ตายตัวขึ้นอยู่กับผู้ฟังและผู้แสดงธรรม
๓.๖.๒ ความอดทน
งานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ งานทางโลกหรืองานทางธรรมที่สำเร็จขึ้นมาได้ นอกจากจะอาศัยสติปัญญาเป็นตัวนำแล้วล้วนต้องอาศัยคุณธรรมอันหนึ่งเป็นพื้นฐานจึงจะสำเร็จลุล่วงได้ คุณธรรมอันนั้นก็คือ ขันติ ความอดทน เพราะขันติเป็นคุณธรรมช่วยบำรุงกำลังให้แข็งแกร่งแรงกล้า หันหน้าเข้าต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายและสามารถเอาชนะงานที่ยาก งานหนักและงานใหญ่ได้เสมอ นอกจากนี้ยังพอใจริเริ่มงานชิ้นใหม่ขึ้นอีก ไม่ย่อท้อยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ คนที่มีขันติเป็นเครื่องประดับจิตใจ จึงเป็นคนเด่น เหมือนว่าวที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศเพราะสามารถต้านลมได้ฉะนั้น
๑) ความหมายของความอดทน การมีขันติหรือมีความอดทน อดกลั้นต่อกิเลสต่างๆ เช่น ความโกรธ เป็นต้น ที่มากระทบเข้า ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า
ขันติ แปลว่า อดทน เป็นธรรมที่จำเป็นสำหรับคนทำงานทุกชนชั้น คนอดทนต่อถ้อยคำของคนที่สูงกว่าเพราะกลัว อดทนต่อคนเสมอกันเพราะชิงไหวชิงพริบ แต่ถ้าผู้ใดอดทนต่อคนที่ต่ำกว่าได้ สัตบุรุษกล่าวว่า เป็นความอดทนสูงสุด ขันติมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ๑. ขันติ หมายถึง ความอดทนในการทำงาน ต่อความลำบาก ความหิว ความกระหาย ความเจ็บปวด
๒. อธิวาสขันติ หมายถึง ความอดทนต่อล่วงเกินของคนที่ต่ำกว่า[3]
พระเทพปริยัติโมลี กล่าวว่า ขันติคือความอดทนได้เมื่อถูกกระทบด้วยสิ่งไม่พึงปรารถนาเป็นลักษณะของกายและใจที่พร้อมจะเผชิญเหตุการณ์ที่พึ่งพาหรือที่จะเกิดขึ้นทุกรูปแบบ ไม่มีความย่อท้อ เมื่อประสบสิ่งลำบากหรือไม่ต้องการต้องพยายามสงบใจ ทำใจให้เย็น ไม่เก็บเอาความลำบากความเจ็บปวด ความเจ็บใจ และความอยากนั้นๆ มาใส่ใจคิด เมื่อสงบใจได้แล้ว กิริยาท่าทางและคำพูดที่แสดงออกก็สงบเสงี่ยม เรียบร้อย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น[4]
ความอดทน คือการรักษาความเป็นปกติของคนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบทกระทั่งด้วยสิ่งอันพึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดเหมือนแผ่นดินไม่หวั่นไหวด้วยของเสียของหอม ของสกปรกหรือของสะอาดที่คนเทลงไปฉะนั้น ขันติ ความอดทนนี้ ท่านบรรจุไว้ในธรรมหมวดต่าง ๆ และมีคำอธิบายหลายนัยด้วยกัน แต่ที่ตรงกันก็คือท่านแปลว่า "ความอดทน" เหมือนกัน เป็นที่น่าสังเกตว่าขันติที่ท่านแสดงไว้ในมงคลนี้ จัดเป็นคุณธรรมขั้นสูงเหมือนกับคุณธรรมข้อกตัญญู เป็นคุณธรรมช่วยพัฒนาจิตใจให้เจริญก้าวหน้าสู่ความบริสุทธิ์สะอาด ความอดทนเป็นคุณธรรมสำคัญ เป็นเครื่องประคองจิตใจไม่ให้ท้อถอย เมื่อประสบความลำบาก ตรากตรำหรือความทุกข์ยาก ให้อดทนต่อสู้ความลำบากตรากตรำไปจนกว่าการงานที่ทำเกิดความสำเร็จ รู้รักษาจิตใจให้เป็นปกติ ไม่หงุดหงิดฉุนเฉียวในเมื่อประสบอารมณ์ร้ายยั่วให้เกิดโทสะ ต้องอดทนห้ามใจมิให้แสดงกิริยาวาจาหยาบคายออกมาให้คนอื่นเห็น ทำให้น่ารัก น่าเคารพนับถือ ไม่ยอมแพ้อุปสรรคทั้งภายในและภายนอก เป็นกำลังใจให้สามารถต่อสู้กับกิเลสทั้งหลาย ให้สงบคราบคาบหมดไป
๒) ประเภทของความอดทน ความอดทนมีประเภทต่าง ๆ ดังนี้
๑. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ
๒. อดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย
๓. อดทนต่อความเจ็บใจ
๔. อดทนต่ออำนาจของกิเลส
ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์ กล่าวถึงประเภทของขันติไว้ ดังนี้
“ตีติกขาขันติ ขันติอดออม อธิบายว่า ใจของเราธรรมดาย่อมหิวกระหายอยากเป็นกำลัง อยากในทางที่ชอบบ้าง อยากในทางที่ชั่วบ้าง ใจที่อยากในทางดีทางชอบเป็นใจสูง ใจที่หักห้ามในตนเองได้ไม่ให้โลภ โกรธ หลง เป็นต้น ซึ่งเป็นลักษณะของการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน กรือไม่ชิงสุกก่อนห่าม
ธิติขันติ ขันติทนทาน ผู้มีใจทนทาน หรือมั่นคง คือทนตรากตรำในการทำงานทั่วไป เช่น ทนทานต่อความหิว กระหาย เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มุ่งมั่นประกอบการงานเป็นสำคัญ และทนลำบากต่อทุกข์เวทนา อันเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่กระวนกระวาย ดำรงมั่นอยู่ในภาวะปกติ ชื่อว่า ผู้มีธิติขันติ
อธิวาสนขันติ ขันติอดกลั้น การอดกลั้น หรือยับยั้งใจไม่ให้โกรธเมื่อผู้อื่นแสดงกิริยาวาจาล่วงล้ำฐานสบประมาท ลบหลู่ซึ่งหน้าก็สู้อดทนเพื่อรักษาความเป็นผู้ดีของตน โดยไม่โต้ตอบด้วยกิริยาวาจาเลวร้ายและไม่รับเอากรรมชั่วร้ายของผู้อื่นมาใส่ใจ ชื่อว่า ผู้มีอธิวาสนขันติ”[5]
๓) การฝึกความอดทน การฝึกความอดทนมีขั้นตอนดังนี้
๑. มีความอดกลั้น อดทนข่มใจไว้ เช่น ถูกคนพาลด่า กระทบกระแทก ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ใส่ใจ ไม่ต่อปากต่อคำ
๒. ฝึกความอดทน ไม่กล่าวร้ายโต้ตอบเมื่อถูกว่าร้าย ถ้าจำเป็นก็พูดด้วยน้ำเสียงปรกติ ไม่โต้ตอบรักษาความสงบเสงี่ยมในการโต้ตอบ
๓. ไม่ก่อทุกข์ให้กับตนเองและผู้อื่น การกล่าวกระทบกระแทกคนอื่น ทำให้คนอื่นโกรธ เสียหน้า ก่อเวรภัยให้กับตนเอง ผู้ที่ถูกกล่าวหาก็เป็นทุกข์ ควรพูดด้วยจิตที่เมตตา
๔. มองโลกในแง่ดี คนที่มีความทุกข์ย่อมมีความโลภโกรธหลง ความทุกข์มากกว่า จึงเที่ยวมองเห็นว่าเลวร้าย ลบหลู่ดูหมิ่น และทำชั่วเพราะกิเลส เป็นคนที่ห่างไกลธรรมะ ดังนั้น ควรอดทนต่อคนเลวกว่าเรา เพราะเขามีความทุกข์มากกว่า ควรเพิ่มกำลังใจ และช่วยเขาให้พ้นทุกข์
๕. ทำจิตใจให้เบิกบาน ผ่องใสด้วยเมตตา จะคิดทำพูดสิ่งใด ตั้งจิตเมตตาให้ทุกคนที่มาติดต่อสัมพันธ์กับเรา จงมีความสุข ปราศจากความทุกข์
๖. ทำเป็นคนหูหนวกตาบอด ดังภาษิตโบราณว่า ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากเสียบ้าง นั่งนอนสบาย
๗. หลีกห่างถอนตัวจากสิ่งชั่ว เช่น การดื่มน้ำเมากับเพื่อน เล่นการพนัน ฯลฯ
๘. อดทนเพื่อละสิ่งชั่ว พยายามทำความดี รักษากายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต
๙. รักษาใจไม่ให้เศร้าหมอง สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เจริญเมตตาเป็นประจำ
๓.๖.๓ ความเป็นผู้ว่าง่าย
เมื่อบุคคลมีพลังขันติประจำใจ ก็สามารถรับเอาคุณธรรมความเป็นผู้ว่าง่ายนี้ได้ สังคมมนุษย์แต่ละสังคมมีทั้งผู้ใหญ่ ผู้เสมอกันและผู้น้อย ซึ่งจะต้องร่วมกันประพฤติปฏิบัติคุณธรรม คือ ความว่าง่าย เพราะทุกคนต่างก็หวังความดี อยากได้ดีด้วยกันทั้งนั้น และความดีก็รอคอยคนอยากได้ดีอยู่ข้างหน้า การที่จะรับเอาความดีเข้ามาในตนได้ ผู้อยากได้ดีต้องประพฤติธรรม คือ ความเป็นผู้ว่าง่าย ต้องมีคุณธรรมข้อนี้ไว้ในตัว มิฉะนั้นก็จะเหมือนคนเป็นโรคอัมพาต แม้ความดีจะอยู่ใกล้ตัวก็ไม่สามารถจะรับเอาความดีได้ คุณธรรมคือความว่าง่ายนี้จึงเหมาะแก่คนทุกวัย และทุกชั้น ทั้งผู้ใหญ่ ผู้เสมอกัน และผู้น้อย จะพึงยึดถือปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน
๑) ความหมายของความเป็นผู้ว่าง่าย การเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่ายหรืออีกนัยหนึ่งก็คือความเป็นผู้มีความอ่อนน้อมนี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า
คนว่าง่ายมีอยู่ ๒ พวก คือ พวกว่าง่ายเพราะเห็นแก่อามิสและว่าง่ายเพราะเห็นแก่ธรรมะ คือ ความดี พวกแรก พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับว่าเป็นคนว่าง่าย เพราะใจมุ่งอามิส สินจ้าง รางวัล ค่าจ้าง ทำตนเป็นคนว่าง่าย เพราะเห็นแก่ได้ เช่น บุตรอยากได้ทรัพย์สมบัติของบิดามารดา จึงปฏิบัติตามคำสอนเพียงอุบายแสร้งทำ ฯลฯ ส่วนคนว่าง่ายเพราะเห็นธรรมะอยากเป็นคนดี มีคุณธรรม พระพุทธเจ้าทรงชมว่า เป็นคนว่าง่ายที่ถูกต้อง เพราะคุณธรรมความว่าง่ายเกิดขึ้นในจิตใจทำให้เกิดความรู้สึก ๓ ประการ คือ
๑. จิตน้อมรับคำสอน ด้วยจิตไม่มีกิเลส
๒. รับทำตามคำสอนโดยไม่มีสินจ้างรางวัล วุฒิบัตร และ
๓. รับรู้คุณความดีของผู้ให้คำสอน และตอบแทนคุณความดี ด้วยการศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพ มีสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนและคอยปรนนิบัติรับใช้ช่วยเหลือตามโอกาส[6]
ความเป็นผู้ว่าง่ายมีความหมายเป็นไปในทางดี คือ เป็นไปในทางบวก เป็นเครื่องหมายของความเจริญ เพราะคนจะเป็นคนดีมีความรู้ และความประพฤติดีประพฤติชอบได้ก็ต้องอาศัย การอบรมฝึกฝน บุคคลที่ควรได้รับการฝึกฝนอบรมนั้น จะต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติที่ดี กล่าวคือ เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่หัวดื้อ หัวรั้น ว่ายากสอนยาก ผู้ว่าง่ายสอนง่ายเป็นที่พึงปรารถนาของสังคม บุตร-ธิดาเป็นที่รักที่เอ็นดูและกรุณาปราณีของบิดามารดา ศิษย์เป็นที่รักเอ็นดูของครูอาจารย์ และผู้น้อยเป็นที่น่ารักที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ เป็นต้น
คนว่าง่ายสอนง่าย คือ คนที่อดทนต่อสั่งสอนได้ เมื่อมีผู้แนะนำพร่ำสอน ตักเตือน โดยชอบธรรมแล้ว ย่อมปฏิบัติตามคำสอนนั้นโดยความเคารพ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่คัดค้าน ไม่ได้โต้ตอบ ไม่แก้ตัวโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น คนบางคนทนได้สารพัด แต่ทนไม่ได้เมื่อมีใครมาแนะนำสั่งสอนตักเตือน เกิดความรู้สึกคับแค้น โต้ตอบหักล้างขึ้นมาทันที เพราะเขามีเชื้อหัวดื้อ ว่ายากสอนยากอยู่ในตัว ความว่าง่ายเป็นคนที่มีความอดทนต่อคำสอน การแนะนำ ว่ากล่าวตักเตือนและปฏิบัติตามคำสอนของบิดามารดา ครูอาจารย์ ด้วยความเคารพและไม่หวังสิ่งตอบแทน คนว่าง่ายที่สังคมต้องการคือคนว่าง่ายที่เห็นกับความถูกต้องและความชอบธรรม
๒) ลักษณะของความเป็นผู้ว่าง่าย คนผู้ง่ายสอนง่ายมีลักษณะดังต่อไปนี้
๑.รับฟังคำสอนด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน มีความเคารพและเกรงใจ ยินดีรับฟังคำแนะนำข้อเสนอแนะด้วยมารยาทอันงาม
๒.เมื่อได้รับคำแนะนำว่ากล่าวตักเตือนข้อเสนอแนะแล้ว ไม่อยู่เฉย พยายามปรับปรุงแก้ไข พัฒนาตนเองตามคำแนะนำนั้นๆ
๓.ไม่คอยจับผิดเพ่งโทษผู้ว่ากล่าวตักเตือนผู้สอนฯลฯไม่โต้ตอบอวดดี ตีตนเสมอท่าน
๔.เคารพต่อคำสอน และผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง โดยเชื่อฟังทำตาม ทำให้ผู้สอนมีกำลังสอน มีความเมตตาสงสาร เกิดความรักใคร่เอ็นดู
๕.ไม่ดื้อรั้น ไม่ดันทุรัน ทำอะไรตามใจชอบ ไม่ทำสักแต่ว่าขอไปที ต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ใช่ถูกใจผู้ทำ
๖.ไม่ยินดีในการขัดคอ สอดแทรกในขณะที่ผู้สอนกำลังสอน ให้คำแนะนำตักเตือนหรือแกล้งพูดขัดคอให้ตลกขบขัน สนุกสนานเฮฮา เพ้อเจ้อไร้สาระ
๗.ปวารณาตัวเป็นศิษย์ ยินดีให้ว่ากล่าวตักเตือนแนะนำ สั่งสอนให้เป็นคนดี เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือนไม่โกรธ เพราะถือว่าผู้ชี้โทษของตนคือผู้ชี้ขุมทรัพย์
๘.มีความอดทนและสงบเสงี่ยมเจียมตน เมื่อถูกว่ากล่าวเตือนอย่างแรงก็ไม่โกรธ
๙.อโหสิกรรมแก่กัน ผู้สอนอาจพลาดพลั้ง ตักเตือนไปด้วยความโกรธ และผู้เรียนเกิดความโกรธอันจะเกิดเวรภัยในภายหน้าจึงขออโหสิกรรมต่อกัน
สรุปว่า คนว่าง่ายสอนง่ายนั้นมีลักษณะ ๓ ประการ คือ
๑.รับฟังคำสอนด้วยดี ไม่เถียงไม่ขัดคอ ไม่จับผิด
๒.รับทำตามคำสอนด้วยดี ไม่ดื้อรั้นดันทุรัน
๓.รับรู้ความดีของผู้สอนด้วยดี ไม่โกรธ ไม่คิดลบหลู่บุญคุณ อดทนได้
๓) ประเภทของคนว่าง่าย คนว่าง่ายมี ๒ ประเภท คือ คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้ และคนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ความดี คือธรรมะ
๑.คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้ คนพวกนี้เป็นคนว่าง่าย เพราะเห็นแก่อามิสมีลาภผลในห้วงลึกรอคอยอยู่ข้างหน้าเพื่อให้บรรลุลาภผลดังกล่าวจึงแสร้งทำกิริยาท่าทีว่าเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย พอได้ลาภตามที่ต้องการแล้ว ก็เลิกเป็นคนว่าง่ายเสีย ดังที่ตรัสไว้ในกกจูปมสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระที่ทำตัวเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย เพราะเห็นแก่อามิสต่างๆ มีปัจจัย ๔ คือ อาหารการกิน เป็นต้น ไม่เรียกว่าเป็นผู้ว่าง่าย เพราะเหตุใดจึงไม่เรียก เพราะว่าถ้าพระนั้นไม่ได้ปัจจัย ๔ ขึ้นมาแล้ว ก็จะเลิกเป็นผู้ว่าง่ายเสีย ส่วนพระรูปใดเคารพสักการะธรรม นอบน้อมต่อธรรมถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เราเรียกพระรูปนั้นว่าเป็นผู้ว่าง่าย”[7]
๒. คนว่าง่ายเพราะเห็นแก่ความดี คือ ผู้ที่มีความดี รอคอยอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ มุ่งแต่จะไปรับเอาแต่ความดี ตั้งใจฟังคำตักเตือนคำสอนจากผู้อื่น ยินดีรับและทำตามคำตักเตือนและคำสอนตลอดจนรู้คุณของผู้ตักเตือนหรือผู้สอนด้วยดี
๓.๖.๔ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย
คนดีมีอยู่ ๒ จำพวก คือ คนดีทางโลกและคนดีทางธรรม มงคลข้อนี้มุ่งเน้นคนดีทางธรรมที่เราควรเข้าไปหาเพื่อถ่ายทอดคุณความดีจากท่าน เวลาที่เราจะเข้าไปถ่ายทอดเอาดีจากคนดีทางธรรม ก็จะต้องเตรียมความดีในตัวเราไว้เป็นสื่อด้วย นั่นก็คือคุณธรรมความดีเป็นผู้ว่าง่าย คนดีในทางธรรมนั้นเรียกว่า สมณะ การได้เห็นสมณะแล้วถ่ายทอดเอาคุณความดีจากท่านมาใส่ตน ท่านกล่าวว่าเป็นมงคล เพราะตามความเข้าใจและความรู้สึกของคนทั่วไปนั้น สมณะคือผู้ที่เป็นแบบ เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นที่พึ่งพาอาศัยทางด้านจิตใจได้อย่างแท้จริง เด็ก ๆ ต้องการตัวอย่างที่ดีจากบิดามารดา ครู อาจารย์ฉันใด คนทั่วไปก็ต้องการตัวอย่างที่ดีจากสมณะฉันนั้น
๑) ความหมายของการได้เห็นสมณะทั้งหลาย การสมาคมหรือการคบค้ากับสมณะท่านผู้ทรงศีลและมีความรู้นี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้ “การเข้าไปหา การบำรุง การระลึกถึง การได้ยินและการเห็น บรรพชิตผู้มีกิเลสอันสงบแล้ว ผู้มีกาย วาจา จิต และปัญญาอันอบรมแล้ว ผู้ประกอบด้วยการฝึกอย่างสูง ชื่อว่า การเห็นสมณะ”[8]
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า
สมณะคือบุคคลที่มีความเมตตาจิต ไม่ทำบาปด้วยกาย วาจา และใจ เป็นผู้มีจิตใจสงบสงัดจากกิเลส เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ปลอดภัยทั้งปวง คือ ไม่เป็นอันตรายแก่คนและสัตว์ ใครเข้าใกล้ย่อมได้ความสงบและเย็นใจ ไม่ต้องเดือดร้อน การเห็นสมณะได้แก่การเข้าหาท่านการบำรุงรักษาท่าน การตามระลึกถึง การฟังเรื่องของท่านและการเห็นความประพฤติและคุณธรรมอันน่าเลื่อมใสนับถือท่าน[9]
การเห็นสมณะเป็นอุดมมงคล คำว่าสมณะ แปลว่าผู้สงบ ในที่นี้สมณะหมายถึงบรรพชิตหรือนักบวช ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมกายวาจาใจ และปัญญา เพื่อดับกิเลสมาแล้วเป็นอย่างดี หรือ หมายถึงสมณะที่หมดจดจากกิเลส เป็นพระอรหันต์แล้ว การได้เห็น ได้เข้าใกล้ ได้ฟัง ได้ระลึกถึง ได้อุปัฏฐาก บำรุงบรรพชิตทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยความฝึกตนอย่างสูง ย่อมเป็นเพื่อความสงบระงับจากกิเลส ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในโพชฌงคสังยุตว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย วิมุตติญาณทัสสนะการได้เห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การได้ฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี แต่ละอย่างๆ เรากล่าวว่ามีอุปการะมาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้ว ย่อมหลีกออกอยู่ด้วย ๒ วิธี คือ หลีกออกด้วยกาย ๑ หลีกออกด้วยจิต ๑เธอหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้วย่อมระลึกถึงย่อมตรึกถึงธรรมนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึงย่อมตรึกถึงธรรมนั้น สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตราถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว.ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุปรารภแล้วสมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติย่อมสงบระงับ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุข ย่อมตั้งมั่น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุข ย่อมตั้งมั่น สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยดี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้ว อย่างนั้นด้วยดี สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์.[10]
การเห็นสมณะเป็นมงคลเพราะเหตุว่าสมณะเป็นบุคคลที่มีเมตตาจิต ไม่ทำบาปด้วยกายวาจาและใจ มีใจสงบสงัดจากกิเลสเป็นผู้บริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้ปลอดภัยจากภัยทั้งปวง ไม่เป็นอันตรายแก่มนุษย์และสัตว์ การเห็นสมณะจึงเป็นมงคล ทำให้เกิดความเลื่อมใส ศรัทธาในการประพฤติธรรม
[1] มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๑๔๕.
[2] องฺ. ปญฺจก. ๒๒ / ๒๐๒ / ๒๗๖.
[3]ปิ่นมุทุกันต์, มงคลชีวิตภาค๓, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หน้า๑๘๕–๑๙๕.
[4]พระเทพปริยัติโมลี, เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๙-๒๑.
[5]ชัยวัฒน์ อัตพัฒน์, หลักพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,๒๕๓๔),หน้า ๒๗๐.
[6]ปิ่นมุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๐๑–๒๐๙.
[7]ม. มู. ๑๒ / ๒๖๖ / ๒๖๐.
[8] มงฺคลตฺถทีปนี. ๔ / ๒๑๘.
[9]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๕๙.
[10] สํ. มหา. ๑๙ / ๓๗๓ / ๙๕.