มรรค

มรรคคือทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ประกอบด้วยคุณลักษณะ  ๘ ประการ[1]คือ

  ๑.  สัมมาทิฎฐิ  เห็นชอบ

  ๒.  สัมมาสังกัปปะ    ดำริชอบ

  ๓.  สัมมาวาจา  พูดชอบ

  ๔.  สัมมากัมมันตะ    กระทำการงานชอบ

  ๕.  สัมมาอาชีวะ    เลี้ยงชีพชอบ

  ๖.  สัมมาวายามะ    พยายามชอบ

  ๗.  สัมมาสติ    ระลึกชอบ

  ๘.  สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ

  สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับมรรคมีองค์ ๘ มีดังต่อไปนี้

  ๑. สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ จักษุคือปัญญา หมายถึง การมีความเห็นถูกต้อง ไม่ถูกครอบงำด้วยวิปลาส และมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

๒.สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ ความดำริชอบ มีความดำริในการละอกุศลและประกอบกุศล หรือความดำริในการออกจากกาม เป็นต้น

๓.สัมมาวาจา ได้แก่ การงดเว้นจากมิจฉาวาจาหรือวจีทุจริตชนิดต่างๆ เช่น คำหยาบคำเท็จเป็นต้น

๔.สัมมากัมมันตะ ได้แก่ การเว้นจากกายทุจริต ๓ มีปาณาติบาต เป็นต้น

๕.สัมมาอาชีวะ ได้แก่ การงดเว้นจากมิจฉาชีพต่างๆ  เช่น งดเว้นจากการค้าขายยาพิษ เป็นต้น

๖.สัมมาวายามะ ได้แก่ ความพยายามชอบเพื่องดเว้นจากกายทุจริต และวจีทุจริต

๗.สัมมาสติ ได้แก่ ความระลึกชอบ เช่นระลึกในสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

๘.สัมมาสมาธิ ได้แก่ ความตั้งใจชอบ การที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่ กำจัดมิจฉาสมาธิ ประกอบด้วยสัมมาสติ

..  การกระทำนิพพานให้แจ้ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจ ๔ จึงทรงปฏิญาณพระองค์ได้ว่า ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หมายถึงการทำให้แจ้งซึ่งทุกขนิโรธ เป็นการทำให้ประจักษ์แจ้ง บรรลุถึงภาวะดับทุกข์ พูดง่าย ๆ ว่า เข้าถึงภาวพที่แก้ไขปัญหาได้เสร็จสิ้นแล้ว บรรลุถึงจุดหมายที่ต้องการสูงสุด และเข้าถึงภาวะที่เป็นอิสระปลอดโปร่งอย่างแท้จริงและโดยสมบูรณ์บริบูรณ์ คือ ภาวะแห่งพระนิพพาน

) ความหมายของการกระทำนิพพานให้แจ้ง การทำนิพพานให้แจ้งหรือการดับทุกข์อันเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า นิพพานแปลได้ ๓ อย่าง คือ

. ปราศจากตัณหา

. ไม่มีเครื่องเสียบแทง และ

. แปลว่า ดับ คือ ดับกิเลสและทุกข์สิ้นเชิง[2]

พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า นิพพาน แปลว่า ดับเย็น หมายถึง ความดับเย็นของสิ่งที่ร้อน เช่น ถ่านไฟดับเย็นลง อาหารที่ปรุงใหม่เย็นลง แต่ในทางพุทธศาสนานั้นมีนัยที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ๓ อย่าง คือ

นิพพาน หมายถึง การสิ้นกิเลสหรือการดับกิเลส

นิพพาน ผลที่เกิดขึ้น เป็นความสงบปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็นภาวะที่ปราศจากความทุกข์ อันเกิดจากการสิ้นกิเลสนั่นเอง

.นิพพาน หมายถึง นิพพานธาตุ ซึ่งเป็นธรรมธาตุอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดับของกิเลสและสภาพที่มีอยู่นิรันดร เมื่อใครพึงปฏิบัติถึงที่สุด กิเลสของผู้นั้นก็ดับไป[3]

พิจารณาตามศัพท์คำว่านิพพานมาจากคำว่า นิ+วาน นิ เป็นคำอุปสรรค (แปลว่า ออกไป หมดไป ไม่มี เลิก) วาน (แปลว่า พัด ไป หรือ เป็นไป หรือ เครื่องร้อยรัด) ใช้เป็นกิริยาของไฟ หรือการดับไฟ หรือของที่ร้อนเพราะไฟ แปลว่า ดับไฟ หรือดับร้อน หมายถึง หายร้อน เย็นลง หรือเย็นสนิท (ไม่ใช่ดับสูญ) แสดงสภาวะทางจิตใจ หมายถึง เย็นใจ สดชื่น ชุ่มชื่นใจ ดับความร้อนใจ หายร้อนรน ไม่มีความกระวนกระวาย หรือแปลว่า เป็นเครื่องดับกิเลส ทำให้กิเลสหมดไป ส่วนมากนิยมแปลว่า ไม่มีตัณหาเครื่องร้อยรัด หรือออกไปแล้วจากตัณหาที่เป็นเครื่องร้อยติดไว้กับภพ นิพพานจึงเป็นสภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ดับภพ ดับชาติ ตัดขาดจากสังสารวัฏ คือ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปนิพพานเป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมตามอริยมรรคมีองค์แปด และเป็นผลมาจากการเห็นอริยสัจ ผู้ประพฤติธรรมมีปัญญามองเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง ย่อมถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ละตัณหามานะทิฏฐิเสียได้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง มีความสงบ ความดับเย็น ผลที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า “นิพพาน”

) ประเภทของนิพพาน ในคัมภีร์อิติวุตตกะ แบ่งนิพพานออกเป็น ๒ ประเภท[4]คือ

. สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่

. อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสและเบญจขันธ์

) วิธีทำนิพพานให้แจ้ง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงถึงวิธีการทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยการปฏิบัติตามแนวแห่งวิปัสสนาญาณ ๙ ประการ[5]คือ

.อุทยพยานุปัสสนาญาณญาณกำหนดรู้เกิดและความดับของนามและรูป 

.ภังคานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้ความดับของนามและรูป 

ภยตุปัฏฐานญาณ  ญาณกำหนดรู้ว่านามและรูปเป็นของน่ากลัว

อาทีนวานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้โทษของนามและรูป 

.นิพพิทานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้ความเบื่อหน่ายในนามและรูป 

มุญจิตุกัมยตาญาณญาณกำหนดรู้ด้วยปรารถนาที่จะพ้นไปจากนามและรูป 

ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ  ญาณกำหนดรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน

.สังวขารุเบกขาญาณ  ญาณกำหนดรู้ด้วยความวางเฉยในสังขาร 

.อนุโลมญาณ  ญาณกำหนดรู้ด้วยการคล้อยตามสัจจานุโลมิกญาณ 

.หลักจริยศาสตร์ด้านผลสูงสุดทางจริยศาสตร์

ในมงคลสูตรส่วนนี้ พระพุทธองค์ได้เน้นให้เห็นถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ เป็นเป้าที่คนทุกคนควรเข้าถึงให้ได้ เพราะว่าเป้าหมายที่จะกล่าวต่อไปนี้ นับได้ว่าเป็นเป้าหมายที่เต็มไปด้วยเสรีภาพจากเครื่องเศร้าหมองใจทุกประการ โดยประกอบด้วย

๑. ความมีจิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม

๒. จิตไม่เศร้าโศก 

๓. จิตปราศจากธุลี

๔. จิตเกษมจากโยคะ 

 

..๑ จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้วย่อมไม่หวั่นไหว

ก่อนจะพิจารณาลักษณะจิตที่ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบว่าเป็นอย่างไร ควรพิจารณาจิตที่หวั่นไหวเสียก่อน โดยปกติจิตของคนสามัญย่อมไม่คงที่ มีลักษณะและอาการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เมื่อดีใจก็แช่มชื่น เสียใจก็เหี่ยวแห้งหดหู่ ร้องไห้รำพัน อาการของจิตที่โน้มเอียงไปข้างดีใจบ้าง เสียใจบ้างอย่างนี้ เรียกว่า จิตหวั่นไหว คือ ไม่คงที่ ในมงคลข้อนี้ ท่านมุ่งเอาจิตที่ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม หมายความว่า จิตอันโลกธรรมให้หวั่นไหวไม่ได้ ไม่มีความยินดียินร้ายในอารมณ์ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ เรียกว่า มีจิตคงที่ ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับจิตที่หวั่นไหว ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในโลกธรรมสูตร ว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมหมุนไปตามโลกและโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ ๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑  สุข ๑ ทุกข์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลกและโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้ ฯ ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่แน่นอน มีความแปรปรวน เป็นธรรมดา แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรม เหล่านั้นแล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้ ท่านย่อม ไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมณ์ ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนไม่เหลืออยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอัน ปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง[6]

) ความหมายของจิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ความที่จิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม ๘ประการ ซึ่งมีความสุขหรือทุกข์ และมีสรรเสริญหรือนินทา เป็นต้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

สมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายี มหาเถร จวน กล่าวว่า

โลกธรรมแปลว่าธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกและสัตว์โลกก็หมุนเวียนไปตามโลกธรรมเหล่านั้น พระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมถูกโลกธรรมครอบงำ แต่ท่านรู้เท่าทันโลกธรรม ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรเปลี่ยนเป็นธรรมดา ท่านจึงไม่ยินดียินร้าย จิตจึงสงบเป็นปรกติ และมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม[7]

จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม หมายถึง สภาพจิตของผู้ทำพระนิพพานให้แจ้ง มีใจตั้งมั่นเกิดความมั่นคงหนักแน่น เป็นอุเบกขาวางเฉยได้เมื่อพบกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ตกทุกข์ จิตก็ไม่หวั่นไหว เมื่อพบกับความได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ เป็นสุข จิตก็ไม่หวั่นไหว เพราะรู้เท่าทันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นว่าเป็นธรรมดาคือไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนถาวรอะไร มีลาภได้ก็เสื่อมลาภได้ ยศตำแหน่งไม่ใช่ของเราตลอดไป สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ทุกคนต้องพบทั้งนั้น และในที่สุดก็ต้องเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดาของกฏธรรมชาติ

บุคคลผู้ที่มีสภาพจิตมั่นคงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่หวาดกลัวหรือวิตกกังวล ไม่มีความปรารถนาอยากได้ หรือหลงไหลในโลกธรรม ซึ่งเป็นธรรมครอบงำสัตว์โลก อันได้แก่ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ ได้สรรเสริญ นินทา ได้สุข ได้ทุกข์ แต่จิตไม่หวั่นไหว เพราะรู้เท่าทันสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า สิ่งเหล่านั้นมีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ยินดียินร้าย ไม่หลงติดในโลกธรรม และจิตที่ไม่ยินดียินร้ายไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่ถูกโลกธรรมนั้น ๆ มากระทบ จึงหมายถึงจิตของพระอรหันต์ในมงคลข้อนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุด เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้ประเสริฐในโลก

)  ลักษณะของจิตที่ไม่หวั่นไหว เมื่อโลกธรรมเกิดขึ้นกับบุคคลใด ท่านสอนให้พิจารณาตามความจริงว่า โลกธรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้ายนั้น เมื่อเกิดมีขึ้นแล้วมันไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร มีความเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้ใครจะอ้อนวอนให้มันเที่ยง ให้มันคงอยู่ถาวร ให้มันไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลง มันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น ใคร ๆ จะยึดครองเอาแต่สิ่งที่ตนพึงพอใจไว้เป็นของตนตลอดไปไม่ได้เลย เพราะผลดีกับร้ายเป็นของคู่กัน มันเป็นของประจำโลก เมื่อผลดีมี ผลร้ายก็ต้องมีตามมา เหมือนความซ้ำเลือดมี หนองก็เกิดมีตาม ฉะนั้น การพิจารณาเห็นความจริงหรือสัจธรรมของความเสื่อม ๆ ต่างที่เกิดมีขึ้นในชีวิต เช่น เสื่อมยศ เสื่อมลาภ เป็นต้น ก็จะเป็นผลดีต่อการทำใจให้คุ้นเคยและเมื่อประสบพบเจอเข้าจริง จิตใจก็จะไม่หวั่นไหว มีความมั่นคง แต่ในความหมายที่แท้จริงในมงคลข้อนี้ จิตที่ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม ๘ นั้น ท่านหมายเอาเฉพาะจิตของพระอรหันต์เท่านั้น 

)  สาเหตุที่ทำให้จิตหวั่นไหว สาเหตุที่ทำให้จิตหวั่นไหวหรือคลอนแคลนได้แก่โลกธรรม ๘ ประการ[8]ดังนี้

๑. มีลาภ

๒. เสื่อมลาภ

๓. มียศ

๔. เสื่อมยศ

๕. สรรเสริญ

๖. นินทา

๗. สุข

๘. ทุกข์

..๒ ไม่เศร้าโศก

มงคลข้อนี้ว่าจิตไม่มีความเศร้าโศก เป็นการแสดงผลของจิตที่อยู่ในชั้นโลกุตรภูมิ หรือเป็นบทสรรเสริญคุณของจิตที่บรรลุนิพพานแล้ว เป็นจิตที่ไม่โศก คือ จะไม่มีความโศกเศร้าเสียใจใดๆ เกิดขึ้นได้ การที่จะเห็นความโศกเศร้าของจิตได้อย่างแจ่มชัด จะต้องย้อนกลับมาดูลักษณะของจิตที่โศกเศร้าก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ปุถุชนทั่วไปรู้เห็นและเข้าใจได้โดยง่าย

)  ความหมายของไม่เศร้าโศก ความที่จิตประสบกับความสุขอย่างแท้จริงหรือจิตไม่เศร้าโศกเพราะกิเลสต่างๆ ที่จรมา ส่วนจิตที่เศร้าโศก คือ สภาพจิตที่แห้งผากเหมือนดินแห้ง ใบไม้แห้ง หมดความชุ่มชื้น เนื่องจากไม่สมหวังในความรัก ทำให้มีอาการเหี่ยวแห้งหม่นไหม้ โหยหาขึ้นในใจ ใจซึมเซาไม่อยากทำการงานไม่อยากรับรู้อารมณ์อื่นใด

ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร ว่า โสกะเป็นไฉน ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ  ความแห้งผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความ  พิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้  เรียกว่าโสกะ[9]

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวว่า “ความเศร้าโศกเกิดแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก สิ่งที่ยินดี สิ่งที่ใคร่และสิ่งที่อยากได้ แม้ภัยก็เกิดแต่สิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก สิ่งที่ยินดี สิ่งที่ใคร่และสิ่งที่อยากได้ เมื่อจิตหลุดพ้นจากสิ่งที่ชอบ หน่ายรัก สิ้นยินดี หยุดใคร่และหมดความอยากเสียแล้ว ความเศร้าโศกก็เป็นอันไม่มี[10]  จิตไม่เศร้าโศก ได้แก่จิตที่ไม่แสดงอาการเดือดร้อน หวั่นไหว ทุกข์ทรมาน เพราะการเก็บสิ่งที่ไม่ดีมาคิดด้วยอำนาจความโลภบ้าง ด้วยอำนาจความโกรธบ้าง ด้วยอำนาจความหลงบ้าง ในมงคลที่ข้อนี้ จิตไม่เศร้าโศกหมายถึงจิตที่สร่างโศกหรือจิตที่พ้นจากความเศร้าโศก เป็นจิตของอริยชนผู้บรรลุนิพพานแล้ว หลุดพ้นแล้วจากสิ่งที่รัก สิ่งที่ยินดี หยุดความใคร่ และหมดความอยากแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น จึงไม่แห้ง ไม่มีโศก

..๓ ปราศจากธุลี

จิตปราศจากธุลี หรือ หมดธุลี หมายถึง จิตของอริยชนที่ใสสะอาด ผุดผ่อง เหมือนกระจกที่ปราศจากฝุ่นละอองมาจับให้ขุ่นมัวเปรอะเปื้อนเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะจิตในขั้นโลกุตรภูมิอีกด้านหนึ่ง เพราะจิตในขั้นนี้จะมีได้เฉพาะผู้ที่บรรลุนิพพาน หรือผู้ที่เรียกว่า พระอรหันต์เท่านั้น เป็นจิตที่กิเลสเครื่องเศร้าหมองแม้น้อยนิดเพียงเศษธุลี ก็ไม่สามารถมาแตะต้องจับหรืออาศัยได้ จึงเป็นจิตที่ผ่องใส บริสุทธิ์สะอาดตลอดกาล

)  ความหมายของปราศจากธุลี การที่จิตบริสุทธิ์หมดจดหรือปราศจากกิเลสที่ประดุจดังธุลีนั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

ราคะ โทสะ และโมหะ ชื่อว่า ธุลี จริงอยู่ ราคะ โทสะ และโมหะเหล่านั้น ย่อมกระทำจิตนั้นๆ ให้เศร้าหมอง เหมือนอย่างธุลีตามปกติ ตกไปในที่ใดๆ ย่อมทำที่นั้นๆ ให้เศร้าหมอง  เพราะฉะนั้น ราคะโทสะและโมหะเหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่า ธุลี เพราะเป็นดุจธุลีธรรมดา เหตุความเป็นสภาพเสมอด้วยธุลี เพราะกระทำให้เศร้าหมอง[11]

สมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายี มหาเถร จวน กล่าวว่า

จิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตัวเรา เราจะได้สุขไปสู่สวรรค์หรือบรรลุนิพพานก็เพราะจิตดี จิตดีปราศจากกิเลส มีความผ่องใส ไม่เศร้าหมองขุ่นมัว ปราศจากธุลี คือ ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นความยินดีในกาม ในภพ ละความเห็นผิด จิตมีปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่หวั่นไหวเมื่อถูกต้องโลกธรรม เป็นจิตที่บริสุทธิ์ มีความสงบเย็น[12]

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า

วรชํ แปลว่า หมดธุลี เป็นคำพรรณนาคุณของจิตในโลกุตรภูมิ ในด้านความสะอาด ความผุดผ่องของจิต คำว่า ธุลี ตามภาษาโลก หมายถึง ฝุ่นที่ละเอียดเกือบจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เมื่อปลิวไปเกาะของที่สะอาด เช่น กระจกเงาจึงเห็น ทำให้ของใสกลายเป็นฝ้ามัวเสียความผุดผ่อง ในทางศาสนา ท่านสอนว่าสิ่งที่ทำให้จิตมัวหมอง คือ กิเลสทำให้จิตใจมืดมัว กิเลสมี ๓ ตระกูล คือ ตระกูลรัก (โลภะ) ตระกูลชัง (โทสะ) และตระกูลหลง (โมหะ) ใจหมดธุลี เป็นใจของพระอริยเจ้าเป็นใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างยิ่ง[13]

จิตปราศจากธุลีหรือจิตปราศจากกิเลสเพียงดังธุลี หมายถึง จิตที่บริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ กล่าวคือเมื่อได้สัมผัสกับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่าพึงพอใจ และอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจก็เกิดความรัก ความโกรธ และความหลงไปตามอารมณ์นั้น ๆ จิตที่มีสภาวะเช่นนี้เรียกว่า จิตปราศจากธุลี เป็นจิตซึ่งหมดกิเลสแล้วทั้งกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างละเอียดอย่างหมดจดสิ้นเชิง ไม่มีฟื้นกลับเข้าปรุงแต่งจิตได้อีก ทำให้จิตใจสะอาด ผ่องใส ได้แก่จิตของพระอรหันต์

..  จิตเกษมจากโยคะ

จิตเกษมเป็นจิตชั้นยอด คือจิตที่เป็นมงคลสูงสุด ท่านใช้คำว่า เขมะ หมายถึง ความปลอดภัย พ้นจากภยันตรายทั้งปวง เป็นการสรุปภาวะของจิตในขั้นโลกุตรภูมิ หรือจิตที่เข้าสู่แดนเกษม เป็นอันสิ้นสุดของการดำเนินตามปฏิปทาแห่งมงคลในพระพุทธศาสนา  การมีจิตเกษม ได้แก่จิตที่เป็นอิสระภาพพ้นจากความดี ความชั่วทั้งหลาย กล่าวคือตนเองไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของความดี เพราะได้รับความดีอันสูงสุดของชีวิตแล้ว และความชั่วความเดือดร้อนกายใจตนเองก็ได้หลุดพ้นแล้ว โลกธรรมทั้งหลายทั้งปวง คือ การยกย่อง สรรเสริญ การติฉินนินทา ไม่สามารถครอบงำจิตใจได้แล้ว จึงเป็นจิตที่อยู่เหนือโลกธรรมทั้งปวง เป็นเหตุให้มีความเป็นเอกภาพในตัวเอง เนื่องจากได้ศึกษาและปฏิบัติเจนจบแล้ว ได้บรรลุปัญญาอันสูงสุด มีความรู้จริงเห็นจริง รู้แจ้งแทงตลอดในทุกสิ่งแล้ว ได้บรรลุจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต คือได้บรรลุพระนิพพานแล้ว ร่างกายและจิตใจได้ดำรงอยู่ในภาวะที่ดีของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ เป็นสาระแก่นแท้ของชีวิตเป็นจุดหมายอันสูงสุดของชีวิต

)  ความหมายของจิตเกษมจากโยคะ ความที่จิตเกษมจากโยคะคือจากกิเลสที่เป็นเครื่องประกอบหรือผูกไว้ในภพต่าง ๆ  ความหมายของจิตเกษม คือจิตที่ปราศจากโยคะ ๔ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า  สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยกามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ย่อมเป็นผู้มีปรกติถึงชาติและมรณะ ไปสู่  สงสาร ส่วนสัตว์เหล่าใด กำหนดรู้กามทั้งหลายและภวโยคะโดยประการทั้งปวง ถอนขึ้นซึ่งทิฏฐิโยคะ และสำรอก  อวิชชาเสียได้ สัตว์เหล่านั้นแล เป็นผู้ พรากจากโยคะทั้งปวง เป็นมุนีผู้ล่วงพ้นโยคะเสียได้[14]

ปิ่น มุทุกันต์ กล่าวว่า คำว่า เกษม แปลว่า ปลอดภัยพ้นจากภัยทั้งปวงโดยสิ้นเชิง จิตเกษม หมายถึง ผู้ดำเนินตามปฏิปทาแห่งมรรคในพุทธศาสนาบรรลุถึงจุดสุดยอดแล้ว คือ จิตเกษม[15]

คำว่า เกษม จึงหมายถึง ความปลอดภัย พ้นภัย สิ้นกิเลส มีความสุข ได้แก่สภาพจิตที่หมดกิเลสแล้ว จิตเป็นอิสระไม่มีพิษภัยใด ๆ มาบีบคั้นได้อีก จึงมีความสุขอย่างแท้จริง พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คือผู้ที่มีใจสงบนิ่งอยู่ในพระนิพพานตลอดเวลา ได้แก่จิตพระอรหันต์ผู้สิ้นแล้วซึ่งกิเลสอาสวะและรอดพ้นจากวงล้อมของโยคะทั้งหลาย

การพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้เกิดจิตเกษมจากโยคะ คือการพัฒนาจิตให้เกษมหลุดพ้นจากกิเลสภัย บรรลุนิพพาน มีความเป็นอยู่ด้วยความว่างจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนเป็นสิ่งประเสริฐ ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จสูงสุด เป็นบรมธรรม สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดและจบสิ้นภาระกิจของเกิดมาเป็นมนุษย์

จากการที่ได้ศึกษาหลักการทางพุทธจริยศาสตร์ที่ปรากฏในมงคลสูตรตามที่ได้กล่าวทั้งหมดสามารถสรุปโดยแบ่งเป็น ๓ ระดับใหญ่ ดังนี้

 

.๙.๕จริยศาสตร์ระดับพื้นฐาน

จริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานประกอบด้วยหลักการปฏิบัติในด้านต่างๆ ดังนี้

) หลักปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม คือปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อการพัฒนาชีวิต ได้แก่

๑.การไม่คบคนพาล

๒.การคบบัณฑิต

๓.การบูชาบุคคลที่ควรบูชา

๔.อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม

๒) หลักปฏิบัติด้านตนเอง คือหลักจริยศาสตร์ที่ถือเป็นหลักการจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาตนเอง ประกอบด้วย

๑.การสร้างสมความดีไว้ก่อน

๒.การตั้งตนไว้ชอบหรือดำรงตนถูกต้อง

๓.การรอบรู้วิทยาการ ใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ

๔.ความชำนาญในศิลปะ

๕.การมีระเบียบวินัย

๖.การพูดจาดีเป็นวาจาสุภาษิต

) หลักปฏิบัติด้านการพัฒนาครอบครัวเป็นหลักจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่ ประกอบด้วย

๑.การเลี้ยงดูบิดามารดา

๒.การเลี้ยงดูบุตรธิดา

๓.การเลี้ยงดูภรรยา

๔.การทำงานไม่ให้คั่งค้าง

) หลักปฏิบัติด้านสังคม คือเป็นจริยศาสตร์ระดับพื้นฐาน ประกอบด้วย

๑.การบำเพ็ญทาน

๒.การประพฤติเป็นธรรม

๓.การสงเคราะห์ญาติ

๔.การกระทำที่ไม่มีโทษ

.๙.๖ หลักจริยศาสตร์ระดับกลาง

หลักจริยศาสตร์ระดับนี้ประกอบด้วยหลักปฏิบัติด้านการศึกษาธรรมและด้านคุณธรรม ประกอบด้วย

จริยศาสตร์ด้านการสร้างเสริมศีลธรรม ได้แก่

๑.การงดเว้นจากบาปความ

๒.สำรวมจากการดื่มน้ำเมาหรือการงดเว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษ

จริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับการศึกษาธรรม ได้แก่

๑.การฟังธรรมตามกาลเวลา ได้แก่ การตั้งใจฟังหรือเชื่อฟังคำสอนของพระพระพุทธองค์

๒.ความอดทน ได้แก่ การไม่โกรธไม่โต้ตอบในขณะที่ถูกกิเลสครอบงำ

๓.ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ได้แก่ การเป็นผู้ตั้งใจฟังคำสั่งสอน ไม่ดื้อรั้นและดันทุรัน

๔.การคบหาสมณะ ได้แก่ การคบค้าสมาคมกับนักปราชญ์ท่านผู้รู้หรือสมณะซึ่ง แปลว่าผู้สงบกาย วาจา และใจ

๕.การสนทนาธรรมตามกาล ได้แก่ การพูดคุยธรรมะ พูดคุยอย่างสร้างสรรค์ งดเว้นจากการพูดคำเท็จ คำหยาบ คำส่อเสียด และคำเพ้อเจ้อ

จริยศาสตร์ด้านคุณธรรม เป็นจริยศาสตร์ระดับกลาง คือ

๑.ความไม่ประมาทในธรรม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยไม่ปราศจากธรรมต่างๆ เช่น สติ เป็นต้น ก็จะสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่

๒.ความเป็นผู้มีสัมมาคารวะ ได้แก่ การเป็นผู้มีความอ่อนน้อม ไม่แข็งกระด้าง

๓.การถ่อมตัว ได้แก่ การเป็นผู้ไม่ดูหมิ่นคนอื่นและไม่ชอบโอ้อวด

๔.ความสันโดษ ได้แก่ การเป็นผู้มักน้อย ไม่โลภมาก

๕.ความกตัญญู ได้แก่ การเป็นผู้รู้จักตอบแทนบุญคุณของบุคคลและสิ่งต่างๆ ที่มีคุณต่อตัวเรา

.๙.๗ หลักจริยศาสตร์ระดับสูง

หลักจริยศาสตร์ระดับสูงประกอบด้วยหลักปฏิบัติด้านการประพฤติธรรมและผลของการประพฤติธรรม ประกอบด้วย

หลักจริยศาสตร์ด้านการประพฤติธรรมได้แก่

๑.ความมีตบะ ได้แก่ มีความเพียรไม่ย่อหย่อน กระทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถเผาผลาญหรือทำลายกิเลสาสวะให้หมดสิ้นไป

๒.การประพฤติพรหมจรรย์  ได้แก่ การดำเนินชีวิตไปสู่ความบริสุทธิ์ หมดจด ไร้กิเลส เป็นชีวิตที่มีเสรีภาพจากกิเลสอย่างแท้จริง

๓.การเห็นแจ้งในอริยสัจ ได้แก่ การเห็นแจ้งในความทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด ความดับทุกข์ และเห็นข้อ

หลักจริยศาสตร์ด้านผลของการประพฤติธรรม

โดยการดำเนินการตามมรรควิธีดังกล่าวย่อมก่อให้บังเกิดผล คือ

๑.จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม ได้แก่ สภาพที่จิตใจมีความมั่นคง ไม่เอนเอียงไปเพราะแรงแห่งโลกธรรม

๒.จิตไม่เศร้าโศก ได้แก่ จิตใจที่ปลอดโปร่ง ห่างไกลจากเครื่องเศร้าหมอง 

๓.จิตปราศจากธุลี ได้แก่ จิตใจที่พ้นจากกิเลสเรียบร้อยแล้ว มีแต่ความบริสุทธิ์ หมดจด ผ่องแผ้ว 

๔.จิตเกษมจากโยคะ ได้แก่ จิตใจที่ปลอดจากเครื่องผูกหรือโยคะ เป็นจิตที่เข้าถึงเสรีภาพอย่างสูงสุด ไม่มีกิเลสมาพัวพันอีกต่อไป.

คำสอนในมงคลสูตรได้แสดงหลักจริยศาสตร์ไว้ครบทั้ง ๓ ระดับคือ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นเป็นขั้นตอนได้ดังนี้

๑) คำสอนในมลคลสูตรชุดแรก ซึ่งระกอบด้วยมงคลข้อที่

(๑) การไม่คบคนพาล

จัดว่าเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม

 

(๒) การคบบัณฑิต 

(๓) บูชาบุคคลที่ควรบูชา

(๔) การอยู่อาสัยในถิ่นที่เหมาะสม

๒) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่สอง ซึ่งประกอบด้วยมงคลข้อที่

(๕) การทำบุญไว้ก่อน

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านการพัฒนาตนเอง

 

(๖) การตั้งตนไว้ชอบ

(๗) ความเป็นพหูสูต 

(๘) การมีศิลปะ

(๙) การมีวินัย

(๑๐) มีวาจาเป็นสุภาษิต

๓) คำสอนสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๓ ซึ่งประกอบด้วยมงคลข้อที่

(๑๑) เลี้ยงดูบิดามารดา

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านครอบครัว

 

(๑๒) การเลี้ยงดูบุตรธิดา  

(๑๓) การเลี้ยงดูภรรยา  

(๑๔) การทำงานไม่เหลาะแหละคั่งค้าง

๔) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๔ ซึ่งประกอบด้วยมงคลข้อที่

(๑๕) การบำเพ็ญทาน

(๑๖) การประพฤติธรรม

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านสังคม

 

(๑๗) การสงเคราะห์ญาติ

(๑๘) การทำงานไม่มีโทษ

(๑๙) การงดเว้นจากบาป

๕) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๕ คือ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านศีลธรรม

 

(๒๐) เว้นจากการดื่มน้ำเมา

(๒๑) การไม่ประมาทในธรรม

๖) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๖ คือ

(๒๒) ความเคารพ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านคุณธรรม

 

(๒๓) เจียมตัว

(๒๔) สันโดษ

(๒๕) กตัญญู

(๒๖) ฟังธรรมตามกาล

๗) คำสอนในมงคลสูตรชุดที่ ๗ คือ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ด้านการศึกษา

 

(๒๗) ความอดทน

(๒๘) การเป็นผู้ว่าง่าย

(๒๙) คบหาสมณะ

(๓๐) สนทนาธรรมตามกาล

๘) คำสอนในมงคลสูตรชุด ๘ คือ

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ขั้นสูงคือธรรมปฏิบัติ

 

(๓๑) การบำเพ็ญตบะ

(๓๒ การประพฤติพรหมจรรย์

(๓๓) ความเห็นแจ้งอริยสัจ ๔

(๓๔) การทำให้แจ้งนิพพาน

๙) คำสอนในมงคลสูตรชุด ๙ ได้แก่

(๓๕) จิตไม่หวั่นไหว

จัดเป็นหลักจริยศาสตร์ขั้นที่เป็นผลสูงสุดของธรรมปฏิบัติ

 

(๓๖) จิตไม่เศร้าโศก

(๓๗) จิตปราศจากธุระ

(๓๘) จิตเกษม

แผนภูมิแสดงแนวคิดทางจริยศาสตร์ในมงคลสูตร

ความสันโดษ

ความกตัญญู

ความมีตบะเป็นเครื่องเผาผลาญกิเลส

การประพฤติพรหมจรรย์

จริยศาสตร์ระดับสูงระดับโลกุตตระ

 

การเห็นแจ้งในอริยสัจ

การรู้แจ้งซึ่งรพระนิพพาน

ความมีจิตไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม

จิตไม่เศร้าหมอง

จิตปราศจากธุลี

จิตเกษมจากโยคะ

ดังนั้นจึงพอจะสรุปภาพรวมในลักษณะการบูรณาการตามหลักการทางพุทธจริยศาสตร์ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูง ในการพัฒนาพฤติกรรม รวมไปถึง ความเชื่อ ค่านิยม รูปแบบการดำเนินชีวิตของบุคคลตามแผนภูมิดังนี้

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นาย