สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) กล่าวถึงลักษณะของถิ่นที่เหมาะสมไว้ในหนังสือมงคลยอดชีวิต เป็น๓ นัย[1]คือ

)ถิ่นที่มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สัญจรไปมา มีการบำเพ็ญบุญดำเนินไปอยู่ และมีนวังคสัตถุศาสนา คือ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่ จัดเป็นถิ่นที่เหมาะสม ท่านเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ

. บำเพ็ญทาน การให้ปันสิ่งของแก่ผู้ควรให้ปัน สำเร็จเป็นบุญ เรียก ทานมัย

. บำเพ็ญศีล รักษากายวาจาให้ไม่ละเมิดข้อห้าม และทำตามข้ออนุญาต สำเร็จเป็นบุญ เรียก สีลมัย

. รวมใจเข้าสู่ห้องสงบ และหยั่งรู้เหตุผลของสิ่งทั้งปวงชัดแจ้ง สำเร็จเป็นบุญ เรียก ภาวนามัย

. ประพฤติถ่อมตนต่อผู้ใหญ่หรือผู้เจริญโดยชาติวัยและคุณ สำเร็จเป็นบุญ เรียก อปจายนมัย

. ตั้งใจช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบของกันและกัน สำเร็จเป็นบุญ เรียก เวยยาวัจจมัย

. ตั้งใจส่งส่วนบุญที่ตนบำเพ็ญแล้วให้ผู้อื่น สำเร็จเป็นบุญเรียก ปัตติทานมัย

. พลอยยินดีในส่วนบุญที่ผู้อื่นบำเพ็ญแล้ว สำเร็จเป็นบุญ เรียก ปัตตานุโมทนามัย

. ตั้งใจฟังและจดจำคำสั่งสอนของบัณฑิต แล้วถือปฏิบัติ สำเร็จเป็นบุญ เรียก ธรรมสวนมัย

. ตั้งใจชี้แจงคำสั่งสอนของบัณฑิตแก่คนอื่น สำเร็จเป็นบุญ เรียก ธรรมเทสนามัย

๑๐. ควบคุมความเห็นให้เข้าตรงเป้าหมาย สำเร็จเป็นบุญ เรียก ทิฏฐุชุกรรม

ถิ่นที่เหมาะสมเช่นนี้ ย่อมเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญกุศลกิจเหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นตามสติกำลังของตน ดังนั้น ท่านจึงเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมว่าเป็นมงคล

๒)สถานที่ตรัสรู้ สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ สถานที่เสด็จลงจากเทวโลก และสถานที่พระองค์ประทับอยู่ มีเมืองสาวัตถีและเมืองราชคฤห์เป็นตัวอย่าง จักเป็นถิ่นที่เหมาะสม ท่านเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้บำเพ็ญอนุตติยกิจ ๖ ประการ คือ

๑. ให้ผู้อยู่ได้เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระสาวกของพระองค์ หรือได้เห็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และหยั่งเห็นคุณของผู้ทรงคุณ เรียก ทัสสนานุตติยะ คือ การเห็นชั้นเยี่ยม

๒. ให้ผู้อยู่ได้ฟังโอวาทของพระพุทธเจ้า และของสาวกของพระองค์หรือได้ฟังคำสอนของนักปราชญ์ราชบัณฑิตอื่นอีก เรียก สวนานุตริยะ คือ การฟังชั้นเยี่ยม

๓. ให้ผู้อยู่ได้ศรัทธาเชื่อในคุณของพระรัตนตรัย และเชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์บุคคลมีกรรมทั้งดีและชั่วที่ตนทำแล้วต้องเป็นของตน เรียก ลาภานุตริยะ คือ การได้ชั้นเยี่ยม

๔. ให้ผู้อยู่ได้ศึกษาในศีลสมาธิปัญญา แล้วน้อมเข้ามาถือปฏิบัติ อบรมกายวาจาใจให้เป็นศีล ฝึกฝนใจให้เป็นสมาธิ ควบคุมความเห็นให้สอดส่องปัญญา เรียก สิกขานุตริยะ คือ การศึกษาชั้นเยี่ยม

๕. ให้ผู้อยู่ได้ปรนนิบัติพระรัตนตรัย หรือผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ และผู้ทรงศีลทรงธรรมอื่นอีก เรียก ปาริจริยานุตตริยะ คือ การปรนนิบัติชั้นเยี่ยม

๖. ให้ผู้อยู่ได้ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย และคุณของผู้ทรงคุณอื่นอีกเป็นอารมณ์ เรียก อนุสสตานุตริยะ คือ การระลึกชั้นเยี่ยม

ถิ่นที่เหมาะสมเช่นนี้ ย่อมเป็นถิ่นอำนวยให้ผู้อยู่ได้เห็นพระผู้บริสุทธิ์ ได้ฟังโอวาทของท่านหรือของนักปราชญ์ราชบัณฑิตอื่นอีก ได้ศรัทธาปสาทะ ได้ศึกษาไตรสิกขา ได้ปรนนิบัติท่าน และได้ระลึกถึงคุณของท่าน ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ เป็นสื่อนำให้ละโทษและบำเพ็ญคุณความดีอย่างนี้ ดังนั้น ท่านจึงเรียกการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสมนี้ว่าเป็นมงคล

๓)มัชฌิมประเทศ ซึ่งเป็นที่อุบัติแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระมหาสาวกพุทธอุปัฏฐาก พระพุทธมารดา พระพุทธบิดา และพระเจ้าจักรพรรดิ จัดเป็นถิ่นที่เหมาะสม มวลชนอยู่ในถิ่นเช่นนี้มีโอกาสได้รับโอวาทของพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระจักรพรรดิ เมื่อตั้งอยู่ในศีล ๕ ก็มีสวรรค์เป็นเบื้องหน้า ถ้าผู้ได้รับโอวาทของพระพุทธเจ้าและพระพุทธสาวก ก็มีสวรรค์และนิพพานเป็นเบื้องหน้า ดังนั้น ท่านจึงเรียกการอยู่ในถิ่นเช่นนี้ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ผู้อยู่ได้สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติ

) ลักษณะของถิ่นที่เหมาะสม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) กล่าวถึงลักษณะของประเทศที่เหมาะสมว่า  การที่ได้อยู่ในประเทศอันสมควรนั้น หมายเอาประเทศที่มีพระพุทธศาสนาถาวร หรือประเทศที่มีนักปราชญ์เป็นยุติธรรมช่วยแนะนำสั่งสอน ถอนตนให้พ้นจากกองทุกข์ อยู่ในประเทศอันสมควร[2]

ถิ่นที่มีลักษณะสมบูรณ์นั้น กล่าวโดยสรุปมี๕ ประการ คือ ถิ่นที่เป็นศูนย์กลาง ถิ่นที่มีการประกอบอาชีพสะดวก ถิ่นที่มีการศึกษาสะดวก ถิ่นที่มีศาสนาประกาศสัจธรรม และถิ่นที่มีคนทรงศีลธรรม ทรงวิทยาคุณมาก ชื่อว่าถิ่นที่เหมาะสม เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นปัจจัยให้ผู้อยู่ได้ตั้งตนเป็นหลักฐานทั้งในทางโลกและทางธรรม ดังที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า

. ถิ่นที่เป็นศูนย์กลาง หมายถึง ถิ่นหรือสถานที่ซึ่งเป็นที่รวมระเบียบแบบแผน จารีตประเพณี ศีลปวัฒนธรรมอันถูกต้องดีงาม สร้างสรรค์และเป็นที่รวมของประชาชนจากทั่วสารทิศ ไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา ไม่แบ่งชั้นวรรณะผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี สงบสุข

. ถิ่นที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดี อุดมสมบูรณ์ เช่น แม่น้ำ ป่าไม้ ภูเขา สภาพดินฟ้าอากาศ ฝนตกต้องตามฤดูกาล การประกอบอาชีพสะดวก หมายถึง ถิ่นที่มีทำเลดี ทำมาหาเลี้ยงชีพได้ง่าย มีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนไม่อดอยากยากจน การทำมาหากินสะดวกสบาย ไม่มีภัยทั้งทางธรรมชาติและภัยจากมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีภัยสงครามจากรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน

. ถิ่นที่มีการศึกษาสะดวก เช่น มีโรงเรียน โรงพยาบาล วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ตลอดถึงสถาบันการศึกษาอื่นๆ ซึ่งสะดวกสบายสำหรับผู้ที่จะศึกษาต่อ

. ถิ่นที่มีศาสนาประกาศสัจธรรม หมายถึง ถิ่นที่มีศาสนาสอนให้ละโทษ สอนให้อบรมความดี และสอนให้ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

. ถิ่นที่มีคนทรงศีลธรรมและทรงวิทยาคุณมาก หมายถึง ถิ่นที่มีนักปฏิบัติธรรม มีจิตใจสูงส่ง มีคุณธรรมประจำใจ และถิ่นนั้นมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ทรงวิทยาคุณและเป็นคนคงแก่เรียน[3]

การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม ปัจจัยเชิงบวกจะช่วยให้เกิดการพัฒนาในแนวทางที่ดีขึ้น หลักธรรมในมงคลสูตร ๔ ประการ คือ การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา และการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม คือปัจจัยภายนอกเชิงบวกที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้ดีขึ้น คุณธรรมในมงคลสูตร ๔ ประการนี้ จัดอยู่ในจริยศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เพราะเป็นการเตรียมมนุษย์ให้พร้อมเพื่อการพัฒนาตนเองในคุณธรรมที่สูงขึ้นต่อไป

.๒ หลักจริยศาสตร์ด้านการพัฒนาตนเอง

ความก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองของชีวิต นอกจากจะอาศัยปัจจัยภายนอกดังกล่าวมาแล้วจะต้องอาศัยปัจจัยภายด้วย นั่นคือรู้จักพัฒนายกระดับตนเองให้สูงขึ้นอยู่เสมอ และหลักของการพัฒนาหรือการยกระดับตนเองนั้น ได้แก่ หลักธรรมในมงคลสูตร ๖ ประการคือ 

๑. ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน

๒. การตั้งตนไว้ชอบ

๓. พาหุสัจจะ 

๔. ศิลป 

๕. วินัยที่ศึกษาดีแล้ว 

๖. วาจาสุภาษิต

..๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน

การสร้างสมความดีไว้ก่อนหรือความเป็นผู้มีบุญที่ได้กระทำไว้แต่กาลก่อน มาจากคำภาษาบาลีว่า “ปุพฺเพกตปุญฺญตา” ความหมายของคำว่า บุญที่ทำไว้ก่อนนั้นตรงกับคำว่า บุญวาสนา[4] บุคคลผู้ที่ไม่ได้สั่งสมคุณความดีหรือบุญกุศลมาก่อน เมื่อประกอบกิจใด ๆ แม้ว่าจะมีความขยันอดทนเพียงใด ผลแห่งการกระทำนั้นกว่าจะปรากฏย่อมต้องใช้ความอุตสาหะพยายามอย่างหนักและต้องใช้เวลามาก ส่วนบุคคลผู้ที่ได้เคยสั่งสมบุญกุศลคุณงามความดีมาก่อน เมื่อทำความดี ผลแห่งการกระทำดีนั้นย่อมปรากฏเต็มที่ในปัจจุบันทันตาเห็น และส่งผลให้มีความสุขความเจริญก้าวหน้าเหนือกว่าบุคคลทั้งหลาย

)  ความหมายของการมีบุญอันได้กระทำไว้ในกาลก่อน  การเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ในกาลก่อนหรือในอดีตนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ผู้มีกุศลอันสั่งสม คือมีอธิการอันทำไว้ปรารภพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ ในชาติที่ล่วงมาแล้ว ชื่อว่า ผู้มีบุญอันทำไว้ในก่อน[5]  พระราชวรมุนี กล่าวว่า บุญ หมายถึง ความดี ความสุข ความประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ กุศลธรรม เครื่องชำระสันดาน[6]  บุญเมื่อเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว ทำให้ใจใสสะอาดปราศจากความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ก้าวขึ้นสู่ภูมิที่ดี เกิดขึ้นจากที่ได้เพื่อนคิดที่ดีคือพระธรรมทำให้เลือกคิดแต่สิ่งที่ควร ที่เป็นประโยชน์แล้วพูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น

) บุญในกาลก่อน ๒ ระยะ บุญวาสนา หมายถึง บุญเก่า ซึ่งได้แก่บุญหรือคุณงามความดีที่เคยได้สั่งสมไว้นานแล้ว บุญในกาลก่อนหรือความมีบุญได้ทำไว้ก่อน แบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือกาลก่อนระยะไกล กับกาลก่อนระยะใกล้[7]

  . กาลก่อนระยะไกล ได้แก่ คุณความดีที่แต่ละคนได้ทำไว้ในภพชาติก่อน ๆ

  . กาลก่อนระยะใกล้ ได้แก่ คุณความดีที่บุคคลได้กระทำในภพชาติปัจจุบัน ตั้งแต่เกิดมาพอรู้เดียงสาจนถึงวันนี้ เช่น เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย เชื่อฟังคำสอนของบิดามารดา มีความกตัญญูรู้คุณ ตั้งใจบำเพ็ญทานรักษาศีลและเจริญภาวนา ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีความอดทนขยันหมั่นเพียร คบคนดีเป็นมิตร  ผู้บำเพ็ญบุญเอาไว้ในกาลก่อน ย่อมได้สมบัติเหล่านี้ ดังที่ปรากฎในนิธิกัณฑ์ว่า

ขุมทรัพย์คือบุญ เป็นขุมทรัพย์อันผู้ใดเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยทาน ศีลความสำรวม และความฝึกตน ในเจดีย์ก็ดี ในสงฆ์ก็ดี ในบุคคลก็ดีในแขกก็ดี ในมารดาก็ดี ในบิดาก็ดี ใน พี่ชายก็ดี ขุมทรัพย์นั้นชื่อว่าอันผู้นั้นฝังไว้ดีแล้ว ใครๆ ไม่อาจผจญได้ เป็นของติดตามตนไป บรรดาโภคะทั้งหลายเมื่อเขาจำต้องละไปเขาย่อมพาขุมทรัพย์คือบุญนั้นไป ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้นบุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งผลใดๆ ผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความ เป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี ความเป็นผู้มีรูปสวย ความเป็นอธิบดี ความเป็นผู้มีบริวาร อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพกาย อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ มนุษย์สมบัติ ความยินดีในเทวโลกและนิพพานสมบัติ อิฐผลทั้งปวงนี้ เทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความที่พระโยคาวจร ถ้าเมื่ออาศัยคุณเครื่องถึงพร้อมคือมิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบายอันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ปฏิสัมภิทาวิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิอิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้เพราะเหตุนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้ว[8]

ชีวิตของคนเรา เกิดจากผลบุญและผลบาปที่เราได้ทำมาตั้งแต่ภพชาติก่อนๆ จนถึงภพชาติปัจจุบัน เป็นผลของบุญที่ชักนำให้เราได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา ตอบสนองมาจากภายนอก เช่น ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การที่เราทำดีแล้ววิถีชีวิตของเราจะดีเต็มที่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับบุญเก่าหรือบาปในอดีตที่เราเคยทำไว้ด้วย จึงเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน ทำให้บางคนเข้าใจผิด คิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะบางครั้งขณะที่เราตั้งใจทำความดีอยู่ กลับถูกใส่ร้ายป้ายสีหรือประสบเคราะห์กรรม ทำให้หมดกำลังใจในการทำความดี แท้จริงแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในขณะนั้นผลบาปที่เราเคยทำในอดีตกำลังส่งผลอยู่ แต่บุญที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันย่อมไม่ไร้ผล เมื่อเราตั้งใจทำบุญไปโดยไม่ย่อท้อ บุญย่อมจะส่งผลให้เคราะห์กรรมนั้นหมดสิ้นไปโดยเร็ว และได้รับความสุขความสำเร็จได้ในที่สุด เมื่อเราทำบุญคือความดีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่สังคมใด บุญก็จะส่งผลให้เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับนับถือ และจะเป็นผู้ชักนำสมาชิกในสังคมให้ทำความดี ทำให้เกิดความสงบร่มเย็น และความเจริญก้าวหน้าขึ้นในสังคมนั้นๆ

..การตั้งตนไว้ชอบ

การตั้งตนไว้ชอบ หมายถึง การดำรงตนให้อยู่ในศีลธรรมและดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ตั้งเป้าหมายชีวิตและการงานให้มั่นคง ดีงาม ก้าวหน้า ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังไม่ประมาท สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงอธิบายแนวทางการตั้งตนไว้ชอบตามสมควรแก่ฐานะไว้ในสารานุกรมพระพุทธศาสนาว่า  วางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะหน้าที่ของตน เป็นผู้ใหญ่ก็ประพฤติตนตัวอย่าง มีเมตตาอารีในผู้น้อย เป็นคนเสมอกันก็ให้ความเป็นมิตร ซื่อตรงและเผื่อแผ่แก่เขา เป็นผู้น้อยก็ประพฤติอ่อนน้อมให้ความเอื้อเฟื้อแก่ผู้ใหญ่ เช่นนี้ก็ชื่อว่าตั้งตนไว้ชอบ[9]

หลักปฏิบัติที่สำคัญของพระพุทธศาสนา คือ “การพัฒนาตน” การพัฒนางานคือการพัฒนาชีวิตและการพัฒนาที่ดีจะต้องปฏิบัติตามหลักอัตตสัมมาปณิธิ ซึ่งถือว่าเป็นมงคล คือเป็นความดี ความงามซึ่งเมื่อได้ปฏิบัติแล้วย่อมมีแต่ความเจริญก้าวหน้าไม่มีความเสื่อมในชีวิต ส่วนการตั้งตนไว้ผิดนั้นย่อมมีแต่ความเสื่อมเสีย และสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือจิตหรือใจ เพราะถ้าจิตใจดีคือมีความคิดดีก็จะเป็นเหตุให้บุคคลพูดดีและกระทำดีไปด้วย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

โจรเห็นโจร หรือคนมีเวรเห็นคนมีเวร เขาจะทำความเสียหายย่อยยับพินาศ ให้แก่กันสักเพียงใด ก็ไม่ร้ายเท่ากับจิตของเราที่ตั้งไว้ผิด ย่อมจะทำความเสียหายเดือดร้อนให้แก่ตัวเรายิ่งกว่านั้น จิตของเรานี้ ถ้าตั้งไว้ถูกต้องแล้ว ย่อมจะทำความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตัวเองอย่างมากมาย ยิ่งกว่าความเจริญที่บิดามารดาพี่น้องจะพึงทำให้แก่เราเป็นไหนๆ[10]

) ความหมายของการตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบหรืออยู่ในภาวะปกติของสุภาพชนนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า

การตั้งตนไว้ชอบหมายถึงการตั้งตนไว้ในทางเจริญ ระมัดระวังตนให้เป็นไปในทางที่ชอบ ให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ตนมุ่งหมายทั้งในปัจจุบันและอนาคตรู้สำนึกตนเองว่าการศึกษาเล่าเรียนไม่ทันเพื่อนยังไม่ฉลาดก็พยายามฝึกฝนตนเองหมั่นฟังท่านผู้รู้ หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมด้วยการอ่าน เป็นต้น[11]

การตั้งตนไว้ชอบ คือการตั้งเป้าหมายชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมไว้ถูกต้องแล้วประคับประคองตนให้ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายนั้นด้วยความระมัดระวัง เป็นการตั้งตนไว้ในศีลธรรมคุณธรรมหรือตั้งตนไว้ชอบตามทำนองคลองธรรม

)  เป้าหมายของการตั้งตนไว้ชอบ การตั้งตนไว้ชอบก็เพื่อบรรลุตามเป้าหมายของการพัฒนาชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนามีเป้าหมายของชีวิตที่เหมาะสมแก่สภาพของแต่ละบุคคลอยุ่ ๓ ระดับ[12]คือ

. ระดับต้น ได้แก่ การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เพื่อประโยชน์ในชาตินี้ เป็นการวางแผนชีวิต โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะดำเนินชีวิตไม่ผิดศีลธรรมและกฎหมายของบ้านเมือง ประกอบอาชีพการงานที่สุจริต จะเป็นอาชีพอะไรก็แล้วแต่ความรู้ความสามารถ หรือความถนัดของแต่ละบุคคล

. ระดับกลาง ได้แก่ การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เพื่อประโยชน์ในชาติหน้าด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล คุณงามความดี มีศีลธรรมประจำใจ

. ระดับสูงสุด ได้แก่ การตั้งเป้าหมายชีวิตไว้เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ด้วยการตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อชำระกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดสิ้นไปจากจิตใจของตัวเอง

การตั้งไว้ชอบเป็นสิ่งสำคัญ เป็นขั้นตอนแรกในการสร้างความเจริญก้าวแก่ชีวิต เพราะการดำเนินชีวิตของมนุษย์มี ๒ ทางด้วยกัน คือ ทางที่ถูกและทางที่ผิด ผู้ที่ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกย่อมประสบแต่ความสุขความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองมีหลักฐานมั่นคง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคนเคารพนับถือยกย่องสรรเสริญ ไม่ประสบความเดือดร้อนและปัญหาใด ๆ ในชีวิต ส่วนผู้ที่ดำเนินชีวิตในทางที่ผิด ย่อมพบแต่ความผิดหวังเดือดร้อน ไม่พบความสุขความเจริญในชีวิต เป็นมูลเหตุแห่งความล้มเหลวตลอดทั้งชีวิต

..พาหุสัจจะ

การเรียนหรือการศึกษาหรือการเรียนมากรู้มากตามหลักพุทธจริยศาสตร์เรียกว่า “พาหุสัจจะ”ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความคงแก่เรียน  ความคงแก่เรียน สอนให้คนรู้จักประมาณเป็นสำคัญ ความเป็นผู้รู้จักประมาณสอนให้คนรู้จักควบคุมชีวิต ให้ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ เว้นสิ่งที่ควรเว้นและไม่ให้มุ่งหมายอยู่แต่ความรู้อย่างเดียว แต่ให้มุ่งมั่นทำความเจริญก้าวหน้าแก่ชีวิตจิตใจเพราะตัวจักรสำคัญของคนเราคือจิตใจ เมื่อคนเรามีร่างกายแข็งแรง สมองว่องไว ประสาทคล่องแคล่วจิตใจเข้มแข็งแล้วย่อมสามารถประกอบสรรพกิจให้สำเร็จได้

) การเป็นพาหุสัจจะ ความหมายของการเป็นพาหุสัจจะคือ การเป็นผู้สดับตรับฟังสิ่งที่ดีๆ มามากนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ความเป็นผู้มีสุตะมาก ชื่อว่า พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งชื่อว่า ศิลปะ

ความเป็นผู้มีสุตะมาก ชื่อพาหุสัจจะ โดยอรรถ พาหุสัจจะ ได้แก่ความเป็นผู้ฉลาดในกิจนั้นๆ อันเกิดขึ้นเพราะเรียนบ้าง เพราะฟังบ้าง ซึ่งพระพุทธวจนะหรือศิลปะภายนอก (พระพุทธศาสนา) ยกความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงถือเอาด้วยสิปปศัพท์[13]

พระราชวรมุนี กล่าวว่า พหูสูต หมายถึงผู้ได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปะวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน[14] 

โดยความหมายของพหูสูต จึงน่าจะหมายถึง คนที่ได้ฟังมามาก ได้อ่านมามาก ได้ศึกษามามาก เป็นคนคงแก่เรียน เป็นคลังแห่งวิชาการ ความเป็นผู้ฉลาดรู้ คือ ผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในสิ่งที่ควรรู้ เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากได้ยินได้ฟังมามากและเป็นคนช่างสังเกต

) ประเภทของพาหุสัจจะ พาหุสัจจะนั้นมี ๒ อย่าง คือ พาหุสัจจะของบรรพชิตและคฤหัสถ์[15]

ความเป็นพหูสูต คือความเป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ศึกษามามากมีประสบการณ์มาก ความเป็นผู้ศึกษาค้นคว้ามามาก ได้ฟังมามาก จำไว้ได้มากจนเป็นเหตุให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง รู้ดี รู้ชั่ว ดังนั้น จึงสามารถนำความรู้และประสบการณ์นั้นๆ ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง สามารถวิเคราะห์สงเคราะห์ได้อย่างชัดเจน

พาหุสัจจะคือความคงแก่เรียนแยกเป็นได้ ๒ ประเภท ดังนี้

.การศึกษาทางโลก คือการรับเอาความรู้มาไว้ในตัวเราและล้วงเอาสมรรถภาพที่มีอยู่ในตัวเราออกมาแสดงให้ปรากฏด้วยการกระทำและการปฏิบัติเรียกว่า การศึกษาประกอบด้วยลักษณะ ๔ ประการ

.. พุทธิศึกษา ฝึกหัดสมองเพื่อให้ความรู้ ความคิด สติปัญญามีความเฉลียวฉลาดว่องไว สามารถใช้ดุลยพินิจเกี่ยวกับงานทั่วไปได้

.. จริยศึกษา ฝึกหัดจิตใจให้สูง ขัดเกลากิริยามารยาทให้สุภาพ อบรมความประพฤติและอุปนิสัยให้ดีงาม และให้มีวัฒนธรรมของชุมชน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน

.. พลศึกษา ฝึกหัดกำลังกายให้แข็งแรง และบำรุงสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์หรือฝึกหัดให้ร่างกายเจริญพร้อมกับจิตใจ เข้าหลักที่ว่าจิตใจเข้มแข็งย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง

.. หัตถศึกษา ฝึกหัดให้มีความเคยชินและขยันหมั่นเพียรในการใช้มือปฏิบัติงานเพื่อเป็นรากฐานของการประกอบสัมมาชีพ

การสนใจเรียนหนังสือเช่นเรียนภาษาหรือวิชาอื่นๆ พร้อมกับสนใจฝึกปรือนิสัยให้เจริญควรแก่การงาน และปรับปรุงให้ดีงาม ควรแก่ความต้องการของสังคมซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตน ให้รู้จักความเสื่อมความเจริญ และเอาตัวรอดในหมู่คนที่เบียดเสียดแย่งกันหาแย่งกันกินแล้วนำชีวิตของตนให้ดำเนินตลอดรอดฝั่ง นี่คือ การศึกษาที่แท้ ซึ่งชุบคนให้เป็นคนคงแก่เรียนนับว่าเป็นมงคล

๒. การศึกษาทางธรรม การศึกษาทางธรรมนั้นหมายถึงการศึกษาพระไตรปิฎก  การศึกษาทางธรรมมี ๓ ระดับ[16]คือ

๒.๑. การศึกษาชั้นปริยัติ หมายถึงการฝึกฝนอบรมตนให้เกิดความรู้ ความทรงจำให้เกิดความคล่องแคล่วและความชำนาญจัดเป็นการศึกษาขั้นปริยัติ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท

(๑) การเรียนเป็นดุจงูพิษ หมายถึง ผู้เรียนทำตนให้เป็นดุจงูพิษ คือเรียนแล้วไม่ปฏิบัติตาม ชื่อว่าเรียนแล้วทำลายศาสนา ไม่เป็นมงคลแก่ตนเอง

(๒) การเรียนเพื่อถอนตนให้พ้นทุกข์ หมายถึง ผู้เรียนจะเรียนน้อยแล้วปฏิบัติตาม

(๓) การเรียนเพื่อเป็นคลังศาสนา หมายถึง ผู้เรียนแล้ว รู้แล้ว ปฏิบัติแล้ว กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งพระนิพพาน สอนคนอื่นให้รู้ตาม ปฏิบัติตาม จนกระทั่งบรรลุมรรคผล ดับทุกข์ในสังสารวัฏได้

๒.๒. การศึกษาขั้นปฏิบัติ หมายถึงการศึกษาอบรมไตรทวารให้ดำเนินไปในทางที่ชอบ เพื่ออบรมกาย วาจาให้มีมารยาทที่ดีงาม เพื่ออบรมใจให้สงบมั่นคง และเพื่อชำระทิฏฐิความเห็นให้บริสุทธิ์ผ่องใส

อนึ่ง การศึกษาขั้นปฏิบัตินี้มีอยู่ ๓ ขั้น [17]คือ

() การฝึกหัดกายวาจาให้ดีเป็นปกติ  เรียบร้อย ปราศจากโทษ รักษากายให้เป็นกายสุจริต และรักษาวาจาให้เป็นวจีสุจริต จัดเป็นศีลสิกขา

() การฝึกหัดจิตให้อยู่ในอำนาจ ควบคุมให้แน่วแน่ควรแก่การงาน ในคราวต้องการและรักษาจิตให้เป็นมโนสุจริต จัดเป็นจิตสิกขา

() การฝึกหัดใช้ปัญญา ให้รอบรู้ในกฏของธรรมชาติ ความเป็นเหตุและผลให้รู้จักเว้นทุจริตและประกอบสุจริต จัดเป็นปัญญาสิกขา

.. การศึกษาขั้นปฏิเวธ หมายถึง การศึกษาขั้นสูงสุดของพุทธศาสนา อันได้แก่ การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ซึ่งเรียกว่าวิมุตติ นับเป็นผลสุดในศาสนา ผู้บรรลุวิมุตติแล้ว ชื่อว่าอยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจที่ทำในศาสนา เป็นผู้ดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่หวนกลับมาเกิดอีกในชาติต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม อยู่ที่เมื่อผู้เรียนมาจะมากหรือน้อยแล้วปฏิบัติตามที่เรียนมานั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์และความสุข ตลอดจนถึงความสำเร็จในชีวิตของตน เรียกว่า พาหุสัจจะ และพาหุสัจจะนี้ เมื่อผู้ศึกษาปฏิบัติอบรมให้เป็นคนดี จนกระทั่งเป็นคนบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นเหตุให้เจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ



[1]สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร),มงคลยอดชีวิต, (กรุงเทพฯ  : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๑๘), หน้า ๖๕–๖๘.

[2]พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๗.

[3] สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(พิมพ์ ธมฺมธโร),เรื่องเดียวกัน, หน้า๗๙–๘๓.

[4]ปิ่นมุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า๒๕๘.

[5]มงฺคลตฺถทีปนี. ๑ / ๑๔๗.

[6]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๓๘.

[7] สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร), เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๘.

[8]ขุ. ธ. ๒๕ / ๙ / ๗.

[9]สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส,สารานุกรมพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพฯ  :โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๙), หน้า๕๑.

[10]ขุ. ธ. ๒๕/ ๑๓ / ๑๕.

[11]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๓๐–๓๕.

[12]ขุ. จู. ๓๐ / ๖๗๓ / ๓๓๓.

[13] มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๑-๓.

[14]พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๗.

[15]มงฺคลตฺถทีปนี. ๒ / ๓.

[16]องฺ. อ. ๓ / ๓๙๑.

[17]ที. ปา. ๑๑ / ๒๒๘ / ๒๓๑.