๒) บิดามารดาเป็นพรหมของบุตรธิดา บิดามารดานั้นท่านเรียกว่า เป็นพรหมบ้าง บุพพเทพบ้าง ปุพพาจารย์บ้าง อาหุไนยบุคคลบ้างของบุตรธิดา มีอธิบายว่า
๑. บิดามารดาเป็นพรหม ท้าวมหาพรหมย่อมมีพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ฉันใด บิดามารดาก็มีพรหมวิหาร ๔ นี้ เปี่ยมบริบูรณ์ต่อบุตรธิดาของตนฉันนั้น คือมีเมตตาปรารถนาดีต่อบุตรธิดาไม่มีที่สิ้นสุด มีกรุณาความหวั่นใจในความทุกข์ของบุตรธิดาอยากช่วยเหลือให้บุตรธิดา อยากช่วยเหลือให้บุตรธิดาพ้นทุกข์ เมื่อบุตรธิดาอยู่ดีสบายบิดามารดาก็มีมุทิตา คือพลอยปลาบปลื้มกับความสุขของบุตรธิดานั้น เมื่อใดบุตรธิดามีภรรยามีบุตรธิดาเลี้ยงตนเองได้อย่างดีแล้ว บิดามารดาก็มีอุเบกขาคือวางเฉย วางใจเป็นกลาง ขณะที่งวางใจเป็นกลางนั้นเองก็มี เมตตา กรุณา มุทิตาแฝงอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น บิดามารดา ท่านจึงเรียกว่า “ พรหม “ เพราะประพฤติดังพรหม
๒. เป็นบุพพเทพ บุพพเทพ แปลว่า เทวดาองค์แรกของบุตรธิดา เทพในที่นี้ท่านหมายถึงสุทธิเทพคือพระอรหันต์ ขีณาสพ ธรรมดาเรียกว่า พระวิสุทธิเทพคือพระอรหันต์ ไม่เคยถือเอาความผิดพลาดของคนทั้งหลายมาเป็นอารมณ์ ท่านหวังแต่ความเจริญสุขแก่คนทั้งหลาย นอกจากนี้ยังทำให้สักการะที่คนทั้งหลายนำมาบูชามีผลอานิสงส์มาก เพราะท่านเป็นทักขิเณยบุคคล ฉันใด บิดามารดาก็ฉันนั้น ไม่คำนึงถึงความผิดพลาดของบุตรธิดาทั้งหลายมุ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ส่วนเดียว ท่านเป็นผู้สมควรแก่บูชา ทำสักการะที่บุตรธิดานำมาบูชาให้มีผลมีอานิสงส์มาก เพราะฉะนั้น ท่านจึงเป็นวิสุทธิเทพของบุตรธิดา
๓. เป็นบุพพาจารย์ ปุพพาจารย์แปลว่าอาจารย์คนแรกของบุตรธิดาๆ เพราะสอนให้ทำนั่นทำนี่ก่อนอาจารย์อื่น ๆ บิดามารดาสอนให้บุตรธิดาเว้นสิ่งที่ควรเว้น ประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติก่อนคนอื่น ส่วนอาจารย์ที่สอนศิลปวิทยาสำหรับเลี้ยงชีพ อาจารย์ให้สรณะและศีล อาจารย์ให้บรรพชาอุปสมบท อาจารย์ให้เรียนพุทธพจน์และให้บรรลุมรรคผล นิพพาน ล้วนเป็นปัจฉาจารย์คืออาจารย์ในภายหลังทั้งสิ้น การสอนของบิดามารดาเป็นการสอนด้วยความดี มีเมตตากรุณาต่อบุตรธิดาจริง ๆ มิได้หวังสินจ้างรางวัลใด ๆ ทั้งสิ้น หากบุตรธิดาประพฤติปฏิบัติตามที่ตนสอนก็เป็นความปลาบปลื้มชื่นชมแก่บิดามารดาอย่างใหญ่หลวง
๔. เป็นอาหุไนยบุคคล แปลว่าบุคคลที่ควรได้รับการบูชาด้วยข้าวด้วยน้ำ บิดามารดาเป็นผู้สมควรแก่การบูชาสักการะของบุตรธิดา เพราะมีคุณควรแก่การบูชา เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ในพรหมสูตร ทั้งในติกนิบาต อังคุตตรนิกาย ความว่า“ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหม บุพพเทพ บุพพาจารย์และ อาหุไนยบุคคลนั้นเป็นคำสำหรับเรียก บิดามารดาเพราะเหตุไร ? เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะมากบำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร”[1]
๓) การตอบแทนบุญคุณของบิดามารดา การที่จะตอบแทนบุญคุณของบิดามารดาให้เหมาะสมแก่อุปการะนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยง่าย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าบุตรธิดาจะพึงวางแม่ไว้บนบ่าข้างขวาของตนและวางพ่อไว้บนบ่าข้างซ้าย ประคับประคองท่านอยู่บนบ่านั้นให้ข้าวให้น้ำ ให้ท่านถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนบ่านั้น บุตรธิดามีอายุ ๑๐๐ ปีและทำอย่างนั้นตลอด ๑๐๐ปี ก็ไม่เป็นอันตอบแทนบุญคุณของท่านได้เลย หรือจะสถาปนาพ่อให้เป็นจักรพรรดิ์ก็ไม่เป็นอันตอบแทนท่านไม่เหมือนกันพระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า ทางที่ดีที่สุดในการตอบแทนบุญคุณของบิดามารดานั้น คือ การทำให้ท่านมีศรัทธา มีศีล มีการเสียสละและมีปัญญาอันเป็นสาระของชีวิตที่แท้จริงนี่คือการตอบแทนคุณบิดามารดาอย่างสูง
พระพุทธองค์ยังตรัสเรื่องการบำรุงบิดามารดา ไว้ในสิงคาลกสูตร๕ ประการ คือ
๑. ท่านเลี้ยงเรามาแล้วต้องเลี้ยงท่านตอบ
๒. ทำกิจของท่าน
๓. ดำรงวงศ์สกุลของท่าน
๔. ทำตัวให้สมควรได้รับทรัพย์มรดก
๕. ทำตัวให้สมควรได้รับทรัพย์มรดก[2]
วิธีการตอบสนองคุณบิดามารดา ๕ ประการ เป็นการตอบสนองคุณบิดามารดาอย่างต่ำเมื่อบุตรธิดาได้ตอบสนองคุณบิดามารดาด้วยวิธีการทั้ง ๒ แล้ว จึงได้ชื่อว่าปลดเปลื้องหนี้ของตนหรือใช้บุญแทนคุณท่านแล้วโดยสิ้นเขิง นับเป็นศรีสง่าและมิ่งขวัญของวงศ์ตระกูล การบำรุงบิดามารดานี้ เมื่อบุตรธิดาได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้วพระพุทธองค์ทรงยกย่องสรรเสริญว่า เป็นมงคลสูงสุดเพราะเป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติได้บรรลุผลที่ต้องประสงค์ มีความสรรเสริญในโลกนี้
๓.๓.๒ การสงเคราะห์บุตรธิดา
การสงเคราะห์บุตรธิดาเป็นภารกิจที่ยาก แม้บิดามารดามีสิทธิ์สงเคราะห์บุตรธิดาโดยหน้าที่จริง แต่สงเคราะห์บุตรธิดาด้วยความรักซึ่งยากนัก จะปรับความรักกับการสงเคราะห์ให้เข้ากลมกลืนกันได้ เพราะบางทีความรักนั่นเองคือ ศัตรูของการสงเคราะห์กลับเป็นเหตุให้บุตรธิดาต้องพลอยเสื่อมเสียไปด้วย แต่เมื่อบิดามารดาสงเคราะห์บุตรธิดาด้วยความรักอย่างเดียว ไม่อาศัยความเป็นธรรมเข้ากำกับด้วยอาจนำไปในทางเสีย หรือใจตามใจบุตรธิดาในทางเลวทรามเพราะความรักนั้นจะชักให้การสงเคราะห์ บุตรธิดานอกลู่นอกทาง บุตรธิดาผู้ไม่ตั้งอยู่สุจริต ในความโอบอ้อมอารี ในความกล้าหาญในทางที่ได้ประโยชน์วิทยาก็เป็นแต่มูตรคูถของบิดามารดาแท้ ๆ จะนับว่าผู้มีบุตรธิดาหลายคนว่าเป็นโชคดีได้ไฉนถ้าบุตรธิดาเหล่านั้นเป็นเหมือนทะนานเปล่ามีเต็มอยู่ในยุ่ง มีบุตรธิดาผู้บำรุงสกุลเพียงคนเดียว ยังดีกว่าเพราะเขาเป็นศรีสง่าแก่บิดามารดาและวงศ์ตระกูล บุตรธิดาคนใดโง่แสนโง่ ขี้เกียจแสนเข็ญ เป็นคนอกตัญญู คนเนรคุณ ประพฤติในบิดามารดา ไม่น่าปลื้มใจ ขออย่าให้สตรีไรๆ คลอดบุตรธิดาผู้เช่นนั้นเลย ฉะนั้น เราจึงควรประพฤติตนเป็นคนดีของบิดามารดา
๑) ความหมายของการสงเคราะห์บุตรธิดาสมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) ได้นิยามการสงเคราะห์บุตรธิดาของบิดามารดาไว้ว่า บุตรธิดาย่อมเป็นวัตถุที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย บุตรธิดาเป็นผู้สืบสายโลหิตให้วงศ์สกุลแพร่หลาย[3]คำว่าบุตร แปลว่า ลูก มีความหมาย ๒ ประการ คือ
๑. ผู้ทำสกุลให้บริสุทธิ์
๒ ผู้ยังหทัยของพ่อแม่ให้เต็มอิ่ม
บุตรเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล สืบทอดเจตนารมณ์ของบิดามารดา บุตรจะดีหรือไม่ดีย่อมขึ้นอยู่กับบิดามารดาจะให้การศึกษาอบรม ดังนั้น การที่บิดามารดาได้สงเคราะห์เลี้ยงดูบุตรย่อมทำให้บุตรเป็นคนดีมีความเจริญก้าวหน้า สืบทอดสิ่งที่ดีงามตามที่บิดามารดาหรือญาติพี่น้องคาดหวัง หากไม่ได้รับการสงเคราะห์จากบิดามารดา และผู้เกี่ยวข้องแล้ว ก็เป็นสิ่งที่ยากนักที่บุตรจะเจริญรุ่งเรืองหรือประสบความสำเร็จตามที่พึงประสงค์ได้
๒) ประเภทของบุตรธิดา ตามทัศนะทางพุทธศาสนาการนับบุตรธิดาในชั้นชาดก ท่านแบ่งบุตรธิดาออกเป็น ๓ ประเภทมีชื่อในปันทรชาดก ติงสนิบาตว่า
๑. อันเตวาสี บุตรธิดาที่อยู่อาศัยเรียนศิลปวิทยา (บุตรธิดาศิษย์)
๒. ทินนทะ บุตรธิดาที่เขามอบให้ (บุตรธิดาเลี้ยงหรือบุตรธิดาบุญธรรม)
๓. อัตรชะ บุตรธิดาที่อาศัยตนเกิด (บุตรธิดาในไส้)
จากชั้นชาดกมาถึงชั้นพระสูตร การนับบุตรธิดาในชั้นพระสูตรนี้ ท่านแบ่งบุตรธิดาในไส้ออกเป็น ๓ ประเภท โดยยึดเอาภูมิธรรมของบุตรธิดาเป็นเกณฑ์ และเอาภูมิธรรมของบิดามารดาเป็นเครื่องบวกลบ ดังปรากฏในตโยปุตตสูตรว่า
๑. อภิชาตบุตร บุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมสูงยิ่งกว่าบิดามารดา
๒. อนุชาตบุตร บุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมเสมอด้วยบิดามารดา
๓. อวชาตบุตร บุตรธิดาผู้มีภูมิธรรมต่ำกว่าบิดามารดา[4]
๓.๓.๓ การสงเคราะห์ภรรยา
การสงเคราะห์เลี้ยงดู คือ การสนับสนุน ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เป็นอยู่อย่างมีความสุข ตามทัศนะทางพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า สามีภรรยามีอยู่ด้วยกัน ๔ คู่ ดังนี้
๑. สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาผี
๒. สามีผีอยู่ร่วมกับภรรยาเทพธิดา
๓. สามีเทพบุตรอยู่ร่วมกับภรรยาผี
๔. สามีเทพบุตรอยู่ร่วมกับภรรยาเทพธิดา
โดยที่แต่ละคู่มีความประพฤติแตกต่างกันดังนี้
สามีคู่แรก เป็นคนไม่มีศีลธรรมทั้งคู่ มีอัธยาศัยคับแคบ ปากร้าย
สามีภรรยาคู่ที่สอง สำหรับสามีเป็นคนไม่มีศีลธรรม มีอัธยาศัยคับแคบ ปากร้าย แต่ภรรยาเป็นคนมีศีลธรรม รู้จักพูดคำไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี มีอัธยาศัยเผื่อแผ่
สามีภรรยาคู่ที่สาม สำหรับสามีเป็นคนมีศีลธรรม รู้จักพูดคำไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี มีอัธยาศัยเผื่อแผ่ แต่ภรรยาเป็นคนไม่มีศีลธรรม มีอัธยาศัยคับแคบ ปากร้าย
สามีภรรยาคู่ที่สี่ เป็นคนมีศีลธรรมเสมอกัน เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีสติครองตน ระมัดระวังกิริยาวาจา เลี้ยงดูกันโดยชอบธรรม รู้จักพูดคำไพเราะอ่อนหวาน คำสมัครสมานสามัคคี ไม่เป็นศัตรูจองล้างจองผลาญกัน ไม่ทำ พูด คิดให้ต้องเดือดร้อนใจกันในภายหลัง
๑) ความหมายของการสงเคราะห์ภรรยา การสงเคราะห์ภรรยาด้วยการให้เกียรติต่าง ๆ นี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้
สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี) กล่าวว่า เมื่อชายหญิงที่ร่วมชีวิตกันแล้ว ฝ่ายชายเรียกว่า ภัสดา แปลว่า ผู้เลี้ยงดูภรรยา ฝ่ายหญิงเรียกว่า ภรรยา แปลว่า ผู้ควรเลี้ยงของภัสดา และภัสดาเป็นเครื่องปรากฏของสตรีและภรรยาเป็นเพื่อนสนิทของสามี[5] ภรรยา แปลว่า คนควรเลี้ยง สามี แปลว่า ผู้เลี้ยง คำสองคำนี้เป็นคำที่แฝงความหมายอยู่ในตัว และเป็นคำคู่กัน ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าสามี ก็เพราะเลี้ยงดูภรรยา ผู้หญิงที่จะได้ชื่อว่าภรรยา ก็เพราะทำตัวเป็นคนน่าเลี้ยง ภรรยาคือหุ้นส่วนชีวิตเมื่อแต่งงานอยู่กันฉันท์ภรรยา-สามีแล้ว ทั้งสองต้องตั้งอยู่ในฆราวาสธรรม
๒) ประเภทของสามีภรรยา ในคัมภีร์สัตตกนิบาต อังคุตตรนิกายพระพุทธองค์ทรงแสดงประเภทของสามีและภรรยาไว้ ๗ จำพวก คือ
๑. ภรรยา ๗ จำพวก[6]
วธกาภริยา ภรรยาเหมือนเพชฌฆาต
โจรีภริยา ภรรยาเหมือนโจร
อัยยาภริยา ภรรยาเหมือนนาย
มาตาภริยา ภรรยาเหมือนแม่
ภคินีภริยา ภรรยาเหมือนพี่สาว
สขีภริยา ภรรยาเหมือนเพื่อน
ทาสีภริยา ภรรยาเหมือนคนใช้
๒. สามี ๗ จำพวก
วธาภัสดา สามีเหมือนเพชฌฆาต
โจรภัสดา สามีเหมือนโจร
อัยยภัสดา สามีเหมือนนาย
ปิตาภัสดา สามีเหมือนพ่อ
ภาตาภัสดา สามีเหมือนพี่ชาย
ทาสาภัสดา สามีเหมือนคนใช้
โดยที่แต่ละประเภทมีความประพฤติมีอธิบายดังนี้
ประเภทที่ ๑ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นคนใจขมิ้น คือใจง่ายหน่ายเร็ว เหมือนขมิ้นคลายสี สามีนอกใจภรรยาไปคบหญิงอื่น ภรรยานอกใจสามีไปสมัครรักใคร่ชายอื่น มุ่งร้ายต่อกันเป็นนิตย์ และชอบทำร้ายซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ปากก็ร้าย
ประเภทที่ ๒ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีล้างภรรยาผลาญ คือล้างผลาญทรัพย์ที่ตนได้ช่วยกันเก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างฐานะครอบครัวให้ดีขึ้น แต่ภายหลังต่างคนต่างใช้เล่ห์กะเท่ ลักเอาทรัพย์ในครอบครัวไปใช้ในในลักษณะปิดบัง เอาไปบำรุงบำเรอคนภายนอกครอบครัวบ้าง เอาไปซื้อความสนุกสนานส่วนตัวตามลำพังบ้าง
ประเภทที่ ๓ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีภรรยาที่ยกตนขึ้นเป็นนายของกันและกัน ต่างฝ่ายมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในครอบครัว ต่างฝ่ายคิดว่าตนเองเป็นหัวหน้าหรือผู้นำในครอบครัว ไม่มีความเคารพนับถือกัน ชอบต่อปากต่อคำกัน ไม่มีทางตกลงกันได้นับว่าเป็นสามีล้างภรรยาผลาญ คือล้างผลาญศักดิ์ศรีของกันและกัน
ประเภทที่ ๔ สามีภรรยาประเภทนี้ คือสามีภรรยาเป็นพ่อของสามีภรรยา และภรรยาเป็นเหมือนแม่ของสามี แต่ละฝ่ายรักกันเหมือนบิดามารดารักบุตรธิดา เมื่อยามเจ็บไข้และยามประสบวิบัติก็ไม่ทอดทิ้งกัน เพราะมีความรักสงสารไม่จืดจาง นี่คือ สามีภรรยารักกันอย่างบิดามารดารักบุตรธิดา
ประเภทที่ ๕ สามีภรรยาประเภทนี้สามีนับถือรักกันใคร่ภรรยาเสมอน้องสาว ภรรยานับถือรักใคร่สามีเหมือนพี่ชาย พากันสร้างความเจริญให้แก่ครอบครัว ทำความเข้าใจในกันและเห็นใจกัน รู้จักให้อภัยแก่กันในข้อผิดพลาดเล็กน้อย ปบุตรธิดาฝังความรักไว้มั่นคงเหมือนรักแรกเริ่มอยู่ด้วยกันเหมือนพี่ร่วมท้องน้องร่วมสายโลหิต
ประเภทที่ ๖ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีภรรยาที่รักและอยู่กินด้วยกันฐานะเพื่อนชอบนิสัยใจคอกัน ถือกันเป็นเพื่อนร่วมชีวิตไปจนวันตาย เมื่อมีก็มีด้วยกัน จนก็จนด้วยกัน
ประเภทที่ ๗ สามีภรรยาประเภทนี้เป็นสามีภรรยาที่ไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่ทำความเหลื่อมล้ำต่ำสูงแก่กัน รู้จักวางตัวให้สม่ำเสมอ มีความรู้สึกประหนึ่งว่าเป็นคนรับใช้ของกันและกัน ต่างคนต่างขยันขันแข็งทำงานตามหน้าที่ของตนเหมือนคนใช้
ในบรรดาสามีภรรยา ๗ ประเภทนี้ สามีภรรยาประเภทที่ ๔,๕,๖, และ ๗ จัดเป็นสามีและภรรยาชั้นดี ส่วนประเภทที่ ๑,๒, และ ๓ จัดเป็นสามีและภรรยาชั้นเลว
๓) การสงเคราะห์สามีภรรยา คำว่าสงเคราะห์ แปลว่า การยึดเหนี่ยว คือ ยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน การสงเคราะห์ภรรยาเป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจภรรยา แม้การสงเคราะห์สามีก็เป็นการยึดเหนี่ยวน้ำใจสามีนั่นเอง พึงทราบวิธีการที่สามีภรรยาสงเคราะห์กัน ตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ฝ่ายละ ๕ สถาน[7]คือ
สามีสงเคราะห์ภรรยา ๕ สถาน
๑. ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา
๒. ไม่ดูหมิ่นดูแคลนภรรยา
๓. ไม่ประพฤตินอกใจภรรยา
๔. มอบความเป็นใหญ่ให้ภรรยา
๕. ให้เครื่องประดับตกแต่งแก่ภรรยาพอเหมาะพอดีกับกาลเทศะ
เมื่อภรรยาได้รับการสงเคราะห์จากสามีเช่นนี้แล้ว ตั้งใจตอบแทนคุณความดีของสามี ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ๕ ประการ[8]คือ
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียง เช่น ญาติพี่น้องของสามี
๓. ไม่ประพฤตินอกใจสามี
๔. รักษาทรัพย์สมบัติที่สามีหามาไว้ได้ให้ดี
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง
สามีภรรยาผู้มีน้ำใจหวังดีต่อกัน ต่างสงเคราะห์ตามหน้าที่ของตนฝ่ายละ ๕ สถานให้บริบูรณ์ไม่บกพร่อง ย่อมสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ยศ คือ ความนับถือจากมวลชนด้วยเกียรติ คือ ชื่อเสียงดีงามเลื่องลือระบือไป และด้วยความสุขกาย สุขใจ พร้อมทั้งความรักใคร่สนิทสนมกันไม่จืดจาง
๓.๓.๔ การงานอันไม่อากูล
การงานเป็นสิ่งสำคัญของการพัฒนาชีวิตครอบครัวและพัฒนาชาติ เป็นทรัพยากร คือ บ่อเกิดแห่งทรัพย์สินเงินทอง เป็นเครื่องป้องกันความเสื่อมโทรมทั้งปวง และนำมาซึ่งความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง ความมั่งคั่งของคนประชาชนและประเทศชาตินั้น ก็อยู่ที่การงานทั้งสิ้น บุคคลมีชีวิตอยู่ได้ด้วยปัจจัย ๔ คือ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถซื้อหามาได้ด้วยทรัพย์ และทรัพย์สินย่อมได้มาจากการงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “อาชีพ” งานที่จะก่อให้เกิดรายได้ดีนั้นต้องเป็นงานที่ดี คืองานที่ประณีตและทำสำเร็จเรียบร้อยไม่คั่งค้าง เป็นมงคลเพราะก่อให้เกิดผลอันงามและทำลายอาสวะบางอย่าง เช่นความเกียจคร้าน เป็นต้น
๑) ความหมายของการงานไม่อากูล การทำงานไม่อากูล คือการทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่เหลาะแหละนับว่าเป็นกิจที่ดี หมายถึงการไม่ละทิ้งการงานให้คั่งค้าง การงานไม่เสียหาย การงานไม่สับสน ด้วยความตั้งใจจริง เอาจริงเอาจังในการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรและทำงานตรงเวลา ไม่มีการผลัดวันประกันพรุ่ง การงานที่ไม่อากูล เป็นการงานที่ไม่ปล่อยหรือละเลยจนก่อความเสียหาย
๒) ลักษณะของงานที่อากูล งานที่คั่งค้างหรืออากูลนั้นได้แก่งานที่มีลักษณะดังนี้
๑. การทำไม่ถูกกาล คือ ยังไม่ถึงเวลาที่ควรทำ แล้วทำลงไปบ้าง เริ่มทำเมื่อล่วงเลยเวลาที่ควรทำแล้วบ้าง แปลว่า กานงานไม่เหมาะ เช่น เริ่มเรียนหนังสือเมื่อแก่ เป็นการยากที่จะให้สำเร็จด้วยดีอย่างเรียนเมื่อเด็กหรือวัยหนุ่ม
๒. ทำไม่สมควร หมายถึง ไม่ถูกลักษณะของงาน คืออย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ แต่ไพล่ไปทำเสียอีกอย่างหนึ่ง
๓. การไม่ทำ เมื่อไม่ทำงานก็ย่อมหาความสำเร็จไม่ได้ ทำนองเดียวกับถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้ ถ้าไม่ดูก็ไม่เห็น ถ้าไม่ทำก็ไม่เป็น
๔. การทำย่อหย่อน คือทำเพียงแต่สักว่าทำ ไม่บากบั่นด้วยเรี่ยวแรงกำลัง และความสามารถทั้งหมดเท่าที่มีและใจมักยอมแพ้เสียก่อน วันหนึ่งควรทำงาน ๑๐ ชั่วโมง ก็ทำเพียง ๒ ชั่วโมง อย่างนี้เรียกว่าย่อหย่อน งานที่ย่อหย่อนนั้นจะหวังผลมากไม่ได้ ส่วนงานที่บุคคลทำงานตรงกันข้ามกับลักษณะไม่ดีทั้ง ๔ ประการนี้ คือ
๑. ทำถูกกาล
๒. ทำสมควร
๓. ลงมือทำ
๔. ทำอย่างขยันขันแข็ง ถือว่าเป็นงานที่ไม่คั่งค้าง
ดังนั้น เมื่อเราทำงานครบองค์ ๔ ประการนี้แล้ว การงานย่อมสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่อากูล ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในอาฬวักสูตรว่า
“ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ” แปลว่า ผู้ขยัน ผู้มีธุระอยู่เสมอ ทำการงานได้เหมาะสม ย่อมหาทรัพย์ได้
คำว่า มีธุระอยู่เสมอนั้น หมายความว่า เป็นคนมีงานทำอยู่เสมอ ไม่ว่าง ไม่เป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่กลุ้มใจ และไม่บ่นว่าไม่มีอะไรทำ คำว่า ทำงานได้เหมาะสม หมายความว่า งานที่ทำนั้นเหมาะสมกาลสมัย เหมาะแก่ภูมิประเทศ
การรู้จักกาลเวลาในการทำงาน การทำงานให้เหมาะสม การทำงานให้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ไม่อากูลคั่งค้างให้เสื่อมเสียวุ่นวาย สับสน และยุ่งเหยิง เป็นเหตุให้เจริญด้วยทรัพย์สมบัติ นำความสุขสำราญมาให้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
๓.๔ หลักจริยศาสตร์ด้านการทำหน้าที่ทางสังคม
การอยู่ร่วมกันในสังคมนี้ เราต้องยอมรับว่าการไว้ใจซึ่งกันและกันและการสงเคราะห์ต่อกันและกันนั้น มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ตลอดจนการประพฤติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมก็มีส่วนสำคัญ ฉะนั้น ในมงคลสูตรส่วนนี้พระพุทธองค์จึงเน้นความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของมนุษย์ในสังคม ๔ ประการ ดังนี้ ๑. การบำเพ็ญทาน ๒. การประพฤติธรรม ๓. การสงเคราะห์ญาติ ๔. การทำงานไม่มีโทษ
๓.๔.๑ ทาน
ทาน ได้แก่การให้ปันนี้ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคม การให้สิ่งของที่ควรให้ของตนคนแก่คนอื่นที่ควรให้ เป็นการเฉลี่ยความสุขของตนแก่คนอื่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงน้ำใจที่ดีงาม เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วยน้ำใจโอบอ้อมอารีเกื้อกูลสนับสนุนส่งเสริมกัน ทั้งยังเป็นการฝึกขจัดความตระหนี่อีกด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยควรช่วยเหลือเกื้อกูลคนจน และคนจนเมื่อได้รับการช่วยเหลือแล้ว ก็จะคอยคิดตอบแทนตามโอกาส การให้ หมายถึง การเสียสละสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ มีกริยาที่อ่อนโยนให้ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ เสียสละสิ่งของของตน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ การให้ทานเป็นพื้นฐานความดีของมนุษยชาติ และเป็นสิ่งที่ขาดมิได้ในการจรรโลงสันติสุข
๑) ความหมายของทาน การบริจาคหรือให้สิ่งของที่ควรให้นี้ ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้
สมเด็จพระสังฆราชอุฏฐายี มหาเถร จวน กล่าวว่า บุคคลที่มีความเจริญด้านจิตใจย่อมมีความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้ปัน[9]
ทาน มี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจจาคเจตนา วิรัติและไทยธรรม เจตนา ชื่อว่าทาน ในทานสูตรในอัฏฐกนิบาต อังคุตรนิกายว่า “สัทธา๑ ความมีหิริ๑ ทานอันเป็นกุศล๑ ดังนี้เป็นต้น วิรัติชื่อว่าทาน ในอาคตสถาน (ที่มาแห่งทาน) ว่า อริยสาวก ย่อมให้อภัย” ไทยธรรมชื่อว่า ทาน ในอาคตสถานว่า “อริยสาวก ย่อมให้ทาน คือข้าวและน้ำ[10]
๒) ประเภทของทาน ทานนั้น ท่านแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท[11]คือ“๑อามิสทาน การให้วัตถุสิ่งของแก่คนอื่น ซึ่งทำให้ผุ้รับเกิดความยินดีและสุขกาย สุขใจ ๒ธรรมทาน การให้คำสอนหรือความรู้แก่คนอื่น เพื่อเขาจะได้นำไปปฏิบัติแต่ในทางที่ดีงาม” บรรดาทานทั้ง ๒ นี้ ธรรมทานดีกว่า ประเสริฐกว่า อามิสทาน การให้ทานจะมีผลมากนั้นต้องเป็นทานที่ประกอบด้วยคุณลักษณะ ๖ ประการ แบ่งเป็นคุณลักษณะของทายกคือผู้ให้ ๓ ประการ และของปฏิคาหกคือผู้รับ ๓ ประการ
๓) คุณลักษณะของทายก
คุณลักษณะของทายกมี ๓ ประการ[12]คือ
๑. ปุพพเจตนา ก่อนให้มีใจยินดี
๒. มุญจเจตนา กำลังให้มีใจผ่องใส
๓. อปราปรเจตนา ให้เสร็จแล้วมีใจชื่นบาน
๔) คุณลักษณะของปฏิคาหก
คุณลักษณะของผู้รับหรือปฏิคาหกมี ๓ ประการ[13]คือ
๑. เป็นผู้ปราศจากราคะ
๒. เป็นผู้ปราศจากโทสะ
๓. เป็นผู้ปราศจากโมหะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานอันประกอบด้วยคุณลักษณะ ๖ ประการนี้ย่อมมีผลมาก
๕) ลักษณะแห่งการให้ทาน ทานการให้ปันโดยลักษณะมีอยู่ ๓ อย่างคือ
๑. ให้ด้วยสงเคราะห์ เพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจของสามีภรรยา บุตรธิดาหลาน ญาติมิตรไว้ด้วยการให้ปัน
๒. ให้ด้วยอนุเคราะห์ เช่น ให้ด้วยเมตตา อยากให้ผู้รับมีความสุขความเจริญ หรืออยากให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากพ้นทุกข์
๓. ให้ด้วยบูชาคุณ เช่น ให้ด้วยความเคารพนับถือ หรือตอบแทนท่านผู้มีพระคุณ เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ เป็นต้น
๖) การให้ปันของสัตบุรุษ สัตบุรุษคือ คนผู้สงบเรียบร้อย มีอัธยาศัยไม่โลภไม่โกรธ ไม่หลง มีนิสัยเลือกให้สิ่งที่ดีเลิศ ไม่ห่วงใยในสิ่งที่ให้แล้ว มีจิตใจสุขุม และเสียสละอย่างไม่มีใครจะเท่าเทียมได้ ทานการให้ปันของสัตบุรุษนั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ๕ ประการ คือ
๑. ให้ทานด้วยศรัทธา คือเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผลของกรรมดี กรรมชั่วเป็นของผู้กระทำ ต้องติดสอยห้อยตามผู้ทำไปเหมือนเงาตามตัว ผลของการให้ด้วยศรัทธาจะเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก
๒. ให้ทานโดยเคารพ คือ ให้ด้วยความนอบน้อมละมุนละม่อม ให้วาจาไพเราะอ่อนหวาน ให้ด้วยน้ำใจไมตรีอันงาม ผลของการให้โดยเคารพ จะเป็นคนมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติมาก และบุตรธิดาหลานญาติมิตรก็เชื่อฟังถ้อยคำ
๓. ให้ทานตามกาล คือ ให้ในกาลอันสมควร เช่น ให้ในวันพระ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา และในงานมงคลต่าง ๆ
๔. ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ คือ ให้ด้วยเกื้อกูลโอบอ้อมอารีด้วยเมตตาจิตและให้อุดหนุนเอื้อเฟื้อช่วยเหลือด้วยกรุณา ผลของการให้ตามกาลจะเป็นคนมั่งคั่งมีสมบัติมาก มีความประสงค์เต็มเปี่ยม
๕. ให้ทานไม่กระทบกระทั่งตนและคนอื่น คือ ให้ตามกำลังของตนที่มีอยู่และไม่รบกวนสิ่งของผู้อื่นมาให้ ผลของการให้ข้อนี้ จะเป็นคนมั่งคั่งมีทรัพย์มาก และมีโภคทรัพย์ปราศจากโรคภัย
๗) ทานสมบัติ ทานหรือการให้นั้น ในทางศาสนามีความมุ่งหมาย ๒ อย่าง คือ
๑. ให้เพื่อทำคุณ เช่น การแบ่งปันอาหารการกินให้แกคนในบ้านใกล้เรือนเคียง ให้ของขวัญ ตลอดจนถึงการเลี้ยงอาหารแก่มิตรสหาย
๒. ให้เพื่อทำบุญ เป็นการให้เพื่อเพิกถอนความเห็นแก่ตัวออกจากจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด ครบถ้วนด้วยทานสมบัติ ๓ อย่าง[14]คือ
๑. วัตถุบริสุทธิ์ หมายถึง สิ่งของทำบุญที่ได้มาโดยสุจริต
๒. เจตนาบริสุทธิ์ คือ เจตนาเต็มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์ มุ่งเพิกถอนความเห็นแก่ตัวออกจากจิตใจ
๓. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ผู้ให้และผู้รับเป็นคนบริสุทธิ์ มีศีลธรรมตามชั้นภูมิของตน โดยเฉพาะผู้ที่จะรับไทยทานควรเลือกผู้มีภูมิธรรมสูงในทางพุทธศาสนา โดยทั่วไปสอนว่า พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ควรรับไทยทานเป็นนาบุญของชาวโลก แม้กระนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงสอนให้เลือกทำบุญกับพระภิกษุสงฆ์ ผู้ปฏิบัติศึกษาวินัยเคร่งครัดน่าเลื่อมใส
ทานการให้ปันนี้ ย่อมทำให้เป็นที่รักที่ชอบใจของคนหมู่มาก บัณฑิตยกย่องสรรเสริญ ผู้ให้ย่อมรักษาไมตรีไว้ ผู้มีปัญญาให้ความสุขย่อมได้รับความสุข ผู้ให้ของเลิศย่อมได้ผลที่เลิศ ผู้ให้สิ่งประเสริฐย่อมได้ฐานะประเสริฐ การให้ทานทำให้จิตใจของผู้บำเพ็ญทานสะอาด จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้บำเพ็ญทาน คิดอ่านทำมาหากินเก่ง เป็นผู้น้อยน่ารัก เป็นผู้ใหญ่น่าเคารพ เป็นผู้เสมอกันน่านับถือ
[1] องฺ. ติก. ๒๐ / ๔๗๐ / ๑๕๐.
[2]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๑๙๘ / ๑๖๙.
[3]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๕.
[4]ขุ. อิติ. ๒๕ / ๒๕๒ / ๒๗๘.
[5]สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี),เรื่องเดียวกัน, หน้า๙๓–๙๔.
[6]องฺ. สตฺตก. ๒๓ / ๖๐ / ๙๒.
[7]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๒๐๑ / ๑๗๐–๑๗๑.
[8]ที. ปาฏิ. ๑๑ / ๒๐๑ / ๑๗๑.
[9]สมเด็จพระสังฆราช (จวนอุฏฐายี), เรื่องเดียวกัน, ๑๐๘–๑๐๙.
[10]มงฺคลตฺถทีปนี. ๓ / ๒.
[11]องฺ. ทุก. ๒๐ / ๓๘๖ / ๑๑๔.
[12]อุ. อ. ๒๕๑.
[13]อุ. อ. ๒๕๑.
[14]อุ. อ. ๒๕๑.