บุหรี่เป็นสิ่งเสพติดที่มีอันตรายต่อชีวิตของผู้สูบและผู้อยู่รอบข้าง..เป็นการตายผ่อนส่งที่ประจักษ์ชัดและน่าห่วงใย จนต้องมีการรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ทั้งในระดับชุมชน สังคม และโลกมาอย่างต่อเนื่อง
การสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งเสพติดที่มีต้นทุนสูง ทั้งในเชิงปัจเจก และองค์รวมทางสังคม ซึ่งนำความสูญเสียสภาพแวดล้อม..สิ้นเปลืองทรัพยากร ทำลายสุขภาพของผู้สูบเกินกว่าการเยียวยาได้..
อันความทุกข์ทั้งหลายในโลก ล้วนเกิดแต่เหตุ บุหรี่หนีไม่พ้นความจริงนี้ ตราบใดที่ยังมีการทำไร่ยาสูบ >>> มีโรงงานยาสูบ >> มีผู้่ผลิตบุหรี่ >>> มีร้านค้าบุหรี่ >>> มีผู้ติดบุหรี่...หากวงจรนี้ไม่ได้รับการขจัดที่ต้นเหตุ ย่อมป่วยการที่จะมาตั้งความหวังลมๆแล้งๆในการแก้ผลเลวร้ายของการสูบบุหรี่..เข้าทำนองคำโบราณท่านเปรียบไว้.." ขี่ม้ารอบค่าย".. "ลูบหน้า ปะจมูก"... "ปากว่า ตาขยิบ"..." เกาไม่ถูกที่คัน "..." ไม่ตัดไฟแต่ต้นลม "...ฯลฯ
โจทย์ง่ายๆอย่างนี้ แก้ได้ไม่ยาก หากกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ..แห่งโลก..อย่างจริงใจและจริงจัง...เหมือนอย่างที่ทำไปมากแล้วในเรื่องของฝิ่นและยาเสพติดอื่นๆ..
เมื่อพิจารณาข้อมูลจาก website ของศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ มีสาระบางประการที่สะท้อนแผนดำเนินการควบคุมยาสูบ ระดับโลกและประเทศ สรุปดังนี้ :
http://2009.trc.or.th/th/library/Con/con10.php
ในปี พ.ศ. 2554 องค์การอนามัยโลกได้ให้คำขวัญ “The WHO Framework Convention on Tobacco Control - FCTC” แก่ประเทศสมาชิกและประชาคมโลก เพื่อให้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกรอบ อนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) ที่นานาชาติได้ให้การต้อนรับกับกฎหมายควบคุมยาสูบโลกฉบับนี้ โดยมีสมาชิกในประเทศต่าง ๆ ลงนามในสนธิสัญญานี้ มากกว่า 170 ประเทศ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาเดียวของโลกที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สนธิสัญญานี้เป็นการยืนยันถึงสิทธิของประชาชน ในมาตรการด้านสุขภาพที่เข้มแข็งที่สุด และก่อให้เกิดความร่วมมือด้านกฎหมายควบคุมยาสูบระหว่างประเทศทั่วโลก
ประเทศไทยได้ขานรับแนวทางดังกล่าวและได้ให้ความหมายเพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนในสังคมไทย ด้วยคำขวัญว่า “พิทักษ์สิทธิตามกฎหมาย มุ่งสู่สังคมไทยปลอดบุหรี่” ซึ่งคำขวัญของสังคมไทยแสดงให้เห็นถึงเจตนารมย์ในการทำงานควบคุมยาสูบ โดยในส่วนของประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการควบคุมการบริโภคยาสูบตามข้อกำหนดของอนุสัญญา ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงมีคำสั่ง 218/2552 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2552 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานจัดทำแผนควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ โดยได้ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ.2553-2557 ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ (คบยช.) แล้วเมื่อ 22 เมษายน 2553 โดยได้พัฒนาการดำเนินการควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศใน 8 ยุทธศาสตร์ คือ :
.. ยุทธศาสตร์ที่ 1 การป้องกันมิให้เกิดผู้บริโภคยาสูบรายใหม่
.. ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมให้ผู้บริโภคลด และเลิกใช้ยาสูบ
.. ยุทธศาสตร์ที่ 3 การลดพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบ
.. ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่
.. ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานควบคุมยาสูบของประเทศ
.. ยุทธศาสตร์ที่ 6 การควบคุมการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย
.. ยุทธศาสตร์ที่ 7 การแก้ปัญหาการควบคุมยาสูบโดยใช้มาตรการทางภาษี
.. ยุทธศาสตร์ที่ 8 การเฝ้าระวังและควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบ
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาตร์เลิศหรูดูดี ที่ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้ง 8 ข้อ ยังไม่ก้าวไปสู่ระดับสูงสุดของการเลิกบุหรี่ .. ที่หมายถึง เลิกผลิตบุหรี่ และห้ามนำเข้าบุหรี่...รัฐต้องเพิ่มเป็นยุทธศาสตร์ที่ 9...และเลื่อนความเร่งด่วนการขับเคลื่อนไว้เป็นลำดับต้นๆ...เริ่มช้าดีกว่าไม่เริ่มเลย...
เชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนแนวคิด"เชิงรุก"... ตรงข้ามกับการ "ตั้งรับ" อย่างที่เห็นๆกันอยู่...ข้าพเจ้าขอฟันธง เช่นนี้...รัฐบาลกล้าเลิกผลิตและห้ามนำเข้าบุหรี่ไหม??
ขอขอบคุณ EGA และน้องดร.จันทวรรณ ที่ตั้งประเด็นบทบาทของภาครัฐในเรื่องนี้ด้วย..
.................................................................................................
ภาพจาก Google




เลิกผลิตก็เลิกสูบเนาะพี่ใหญ่....
แก้ปัญหาที่ต้นเหตุเลยค่ะพี่ใหญ่ ขอบคุณค่ะ :)
ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่ที่พูดถึงประเด็นนี้ คำถามนี้เป็นคำถามที่บุคลากรทางการแพทย์ ถามมาตลอดเพราะเราเบื่อกับการวิงแก้ปัญหามาก แต่คำตอบที่ได้ก็ไม่ต่างจากเรื่องเหล้า เรื่องของผลประโยชน์นั่่นเองเมื่อทั่วโลกยังมีการผลิตเราก็กลัวเสียดุลเขา เราก็เอาบ้าง ถ้าชลัญจำไม่ผิดมียุคหนึ่งส่งเสริมให้มีการปลูกใบยาสูบ เป็นพืชเศรษฐกิจด้วยซ้ำ เรามีรายได้มหารศาลจาก ของที่เป็นอบายมุขพวกนี้ การจะทำให้สำเร็จมันต้องมาจากประชาคมโลก เพราะลำพักประเทศเราห้าม แต่ทั่วโลกยังมี มันก็จะเกิดการทะลักของบุหรี่นอก เข้าอีรอบเดิม การไม่บริโภคจึงจะเป็นหนทางที่พอจะแก้ปัญหาได้ แต่เราก็ไม่สามารถควบคุมได้นั่นเอง จึงทำให้เกิดปัญหาในวงกว้าง น่าเศร้าใจค่ะพี่ใหญ่
แวะมาสนับสนุนค่ะ
เลิกผลิตบุหรี่เสียทีเถิด
สวัสดีป้าใหญ่ค่ะ หากเลิกผลิตบุหรี่ได้ถือว่าเป็นการทำกุศลครั้งยิ่งใหญ่เลยค่ะ
เห็นด้วยที่สุดค่ะ
มัวแต่ไปหาวิธีแก้ทุกข์นอกตัว แก้เสียที่ "ต้นเหตุ" ก็หมดเรื่องแล้ว
ให้ดอกไม้ไว้ 10 ดอกเลยค่ะ :)
รัฐเป็นเจ้าภาพเอง
ทั้งผลิตยาสูบ(โรคภัย)
และยาฉีดยากิน(รักษาโรค)
น่าจะลองให้รัฐเลิกผลิตก่อน
เพื่อเป็นตัวอย่างแก่บริษัทเอกชน
ได้ยินมาว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆมี
กลยุทธ์จูงใจให้เยาวชนสูบบุหรี่หลากหลายวิธี
เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ ยังมีเวลาเป็นลูกค้าได้อีกนาน
เรียกว่ายังมีแรงสูบอีกหลายสิบปีมากว่างั้น
ลูกชายดาบอกว่า ต้องไม่มีการวางขาย ค่ะ แต่ก็ยังมีปลูกต้นยาสูบ ไร่ยาสูบ หั่นฝอยเป็นบุหรี่ขี้โยได้อีก ม้วนใบตอง ดาว่ายากมากๆค่ะที่จะไม่มีบุหรี่ ดานำอาหารสมุนไพรมาฝาก น้ำพริดอ่อง ดาคิดสูตรเองไม่มีเนื้อสัตว์ค่ะ
อาจารย์ท่านหนึ่ง เล่าว่าเมื่อ 60 ปีก่อน ยังมี spot บุหรี่ยี่ห้อหนึ่ง ที่ใช้แพทย์เป็น presenter "What is the cigarette you smoke, doctor?" คนยุคนั้นทั้งชาย หญิง เด็ก สูบด้วยความไม่รู้
จนวันนี้ เป็นที่รู้แน่ว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กระทั่งซองยังมีภาพน่ากลัว คนเกือบทั้งหมดมีความรู้ ว่าบุหรี่ก่อมะเร็งปอด อะไรหนอ ทำให้คนยังคงสูบอยู่
ตรงประเด็นที่สุด..
กล้าคิด - กล้าพูดให้หยุดผลิต จะได้เลิกสูบ สุดยอดเลยค่ะ
แต่.. คงอีกนานแสนนาน น น น น
เห็นด้วยครับ ผมคิดว่าเริ่มจากขั้นแรกก่อนคือ "ยกเลิกการนำเข้าบุหรี่" ผมจำได้ว่าก่อนหน้านี้นั้นประเทศไทยไม่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่ และผู้ผลิตบุหรี่ได้คือโรงงานยาสูบ (รัฐวิสาหกิจ) แห่งเดียวเท่านั้น ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ด้วยแรงกดดันจากต่างชาติทำให้ประเทศไทยต้องเปิดนำเข้าบุหรี่ แล้วจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครมาเปลี่ยนแปลงเรื่องให้กลับเป็นเหมือนเดิมครับ
จะยอมไหมคะ แล้วลงมือจัดการกันเลยสินะ เลิกผลิต เลิกนำเข้า คนหาซื้อไม่ได้ก็จะเลิกสูบ
เลิกผลิต ดีที่สุดค่ะ
ถูกต้องที่สุดครับพี่ใหญ่...
This may be one of the greatest achievement in life - to quit smoking.
To win over fags, have a whole life back abd enjoy every second of life without smoko breaks.
ท่านพระมหาแล อาสโย ขำสุข
น้องKrugui../น้องปริม../น้องชลัญธร../หลาน noktalay
น้องรัชดาวัลย์(อิงจันทร์)../น้องหยั่งราก ฝากใบ../น้องกานดา
น้องหมอป. ../น้องkunrapee../น้องดร.ธวัชชัย../น้อง Rinda
น้อง NU11.. /น้องอ.นุ../น้อง sr../น้องเกษเกล้า.. /น้องหมอทิมดาบ
น้องแสงแห่งความดี.. /น้องดอกหญ้าน้ำ../น้อง Kwancha
น้อง Quantumphysics../น้องหนุ่มกร ../และ..ผู้อ่านทุกท่าน
* กราบนมัสการ และ สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจมอบแก่บันทึกนี้ค่ะ
* การแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง จะสำเร็จได้ยาก หากทำกันแบบ "พายเรือ คนละที "..
* รายได้จากกระบวนการผลิตและขายบุหรี่..ไม่อาจเทียบได้กับความสูญเสียทั้งปวงที่เกิดตามมา..
* พี่ใหญ่เติบโตมาจากภาครัฐ ตระหนักดีในการป้องกันปัญหาแบบองค์รวม..
* ยิ่งปล่อยให้เป็นไปตามสภาพนี้ไปเรื่อยๆ..การแก้ไขยิ่งยากมากขึ้น เหมือนปัญหาอื่นๆของบ้านเมือง ที่ขาดการเอาจริงเอาจัง..
http://smokeforwhat.com/ways-for-governments-to-help-their-citizens-to-quit-smoking.php
รัฐบาลสามารถทำได้ในหลายๆ ทางค่ะ แต่การเลิกโรงงานยาสูบของไทยคงยากค่ะ แถมการเปิดให้นำเข้ายาสูบนอกได้อีกก็คงเลิกยากเช่นกันค่ะ ทำไมทำได้แค่การรณรงค์เลิกสูบนั้นก็ไม่ทราบค่ะน่าจะเป็นเรื่องของรายได้ประเทศหรือเปล่า แต่ก็น่าจะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการรักษาและการตายของคนสูบบุหรี่นะคะ
ถ้าเป็นไปได้จะดีที่สุด ที่ทำไม่ได้เพราะมันกระทบผู้ผลิต ไปผลิตอย่างอื่นดีกว่านะคะพี่ใหญ่
น้องดร.จันทวรรณ
* สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจมอบแก่บันทึกนี้
* สำหรับ weblink ของภาครัฐที่นำมาฝากกัน..อ่านแล้ว เห็นว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้นค่ะ..
* พี่ใหญ่ได้แรงบันดาลใจในการเขียนจากป้ายนี้ที่ copy จากบันทึกของ น้องดร.จันทวรรณ :
น้องมณีวรรณ
* สวัสดีค่ะ ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจมอบแก่บันทึกนี้ค่ะ
* หากรัฐตั้งใจจริง ไม่มีอะไรยากเกิน..
* เห็นตัวอย่างมาแล้วจาก กรณีเลิกปลูกฝิ่น ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รณรงค์ให้ชาวเขาหันมาปลูกพืชไร่ที่มีมูลค่าสูงแทน เช่น ต้นท้อ สตรอเบอรี่ มัคคาเดเมียนัท เป็นต้น