Large_tobacco8-horz 

 

 

    บุหรี่เป็นสิ่งเสพติดที่มีอันตรายต่อชีวิตของผู้สูบและผู้อยู่รอบข้าง..เป็นการตายผ่อนส่งที่ประจักษ์ชัดและน่าห่วงใย จนต้องมีการรณรงค์การเลิกสูบบุหรี่ทั้งในระดับชุมชน สังคม และโลกมาอย่างต่อเนื่อง

 

                  

    การสูบบุหรี่จึงเป็นสิ่งเสพติดที่มีต้นทุนสูง ทั้งในเชิงปัจเจก และองค์รวมทางสังคม ซึ่งนำความสูญเสียสภาพแวดล้อม..สิ้นเปลืองทรัพยากร ทำลายสุขภาพของผู้สูบเกินกว่าการเยียวยาได้..

 

Large_tobacco10 


     อันความทุกข์ทั้งหลายในโลก ล้วนเกิดแต่เหตุ บุหรี่หนีไม่พ้นความจริงนี้ ตราบใดที่ยังมีการทำไร่ยาสูบ >>> มีโรงงานยาสูบ >> มีผู้่ผลิตบุหรี่ >>> มีร้านค้าบุหรี่ >>> มีผู้ติดบุหรี่...หากวงจรนี้ไม่ได้รับการขจัดที่ต้นเหตุ ย่อมป่วยการที่จะมาตั้งความหวังลมๆแล้งๆในการแก้ผลเลวร้ายของการสูบบุหรี่..เข้าทำนองคำโบราณท่านเปรียบไว้.." ขี่ม้ารอบค่าย".. "ลูบหน้า ปะจมูก"... "ปากว่า ตาขยิบ"..." เกาไม่ถูกที่คัน "..." ไม่ตัดไฟแต่ต้นลม "...ฯลฯ


 

   โจทย์ง่ายๆอย่างนี้ แก้ได้ไม่ยาก หากกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ..แห่งโลก..อย่างจริงใจและจริงจัง...เหมือนอย่างที่ทำไปมากแล้วในเรื่องของฝิ่นและยาเสพติดอื่นๆ.. 

 

    เมื่อพิจารณาข้อมูลจาก website ของศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ มีสาระบางประการที่สะท้อนแผนดำเนินการควบคุมยาสูบ ระดับโลกและประเทศ สรุปดังนี้ :

 

http://2009.trc.or.th/th/library/Con/con10.php  

    

    ในปี พ.ศ. 2554 องค์การอนามัยโลกได้ให้คำขวัญ “The WHO Framework Convention on Tobacco Control - FCTC” แก่ประเทศสมาชิกและประชาคมโลก  เพื่อให้ทุกประเทศให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกรอบ อนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ ปี ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) ที่นานาชาติได้ให้การต้อนรับกับกฎหมายควบคุมยาสูบโลกฉบับนี้ โดยมีสมาชิกในประเทศต่าง ๆ ลงนามในสนธิสัญญานี้ มากกว่า 170 ประเทศ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาเดียวของโลกที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สนธิสัญญานี้เป็นการยืนยันถึงสิทธิของประชาชน ในมาตรการด้านสุขภาพที่เข้มแข็งที่สุด และก่อให้เกิดความร่วมมือด้านกฎหมายควบคุมยาสูบระหว่างประเทศทั่วโลก

 

     ประเทศไทยได้ขานรับแนวทางดังกล่าวและได้ให้ความหมายเพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนในสังคมไทย ด้วยคำขวัญว่า “พิทักษ์สิทธิตามกฎหมาย มุ่งสู่สังคมไทยปลอดบุหรี่” ซึ่งคำขวัญของสังคมไทยแสดงให้เห็นถึงเจตนารมย์ในการทำงานควบคุมยาสูบ  โดยในส่วนของประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการควบคุมการบริโภคยาสูบตามข้อกำหนดของอนุสัญญา ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

    กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงมีคำสั่ง 218/2552 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2552 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานจัดทำแผนควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ โดยได้ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ควบคุมยาสูบแห่งชาติ พ.ศ.2553-2557 ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ (คบยช.) แล้วเมื่อ 22 เมษายน 2553 โดยได้พัฒนาการดำเนินการควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศใน 8 ยุทธศาสตร์ คือ :

 

.. ยุทธศาสตร์ที่ 1 การป้องกันมิให้เกิดผู้บริโภคยาสูบรายใหม่

.. ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมให้ผู้บริโภคลด และเลิกใช้ยาสูบ

.. ยุทธศาสตร์ที่ 3 การลดพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบ

.. ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างสิ่งแวดล้อมให้ปลอดควันบุหรี่

.. ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานควบคุมยาสูบของประเทศ

.. ยุทธศาสตร์ที่ 6 การควบคุมการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย

.. ยุทธศาสตร์ที่ 7 การแก้ปัญหาการควบคุมยาสูบโดยใช้มาตรการทางภาษี

.. ยุทธศาสตร์ที่ 8 การเฝ้าระวังและควบคุมอุตสาหกรรมยาสูบ

 

 

Large_tobacco2-horz 


    อย่างไรก็ตาม ยุทธศาตร์เลิศหรูดูดี ที่ไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทั้ง 8 ข้อ ยังไม่ก้าวไปสู่ระดับสูงสุดของการเลิกบุหรี่ .. ที่หมายถึง เลิกผลิตบุหรี่ และห้ามนำเข้าบุหรี่...รัฐต้องเพิ่มเป็นยุทธศาสตร์ที่ 9...และเลื่อนความเร่งด่วนการขับเคลื่อนไว้เป็นลำดับต้นๆ...เริ่มช้าดีกว่าไม่เริ่มเลย...


     เชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนแนวคิด"เชิงรุก"... ตรงข้ามกับการ "ตั้งรับ" อย่างที่เห็นๆกันอยู่...ข้าพเจ้าขอฟันธง เช่นนี้...รัฐบาลกล้าเลิกผลิตและห้ามนำเข้าบุหรี่ไหม??

      

 

                          


 

      ขอขอบคุณ EGA และน้องดร.จันทวรรณ ที่ตั้งประเด็นบทบาทของภาครัฐในเรื่องนี้ด้วย..

 

.................................................................................................

ภาพจาก Google