วันนี้ได้อ่านบันทึกของ ดร.กะปุ๋มเรื่องหนึ่ง แล้วทำให้นึกถึงเคสของธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่เคยพบในอดีตครับ


ทำให้ต้องย้อนกลับไปคิดอย่างมากเลยครับ เพราะเมื่อก่อนถ้าเป็นธุรกิจ ถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการ ถ้าบริการไม่ดี อย่างมากลูกค้าก็ย้ายไปใช้บริการที่อื่น ด่า ๆ บ่น ๆ แล้วก็จบกันไป


แต่งานพยาบาล เป็นงานบริการที่จะต้องรัดกุมมาก ๆ  เพราะถ้าพลาดคือ “ชีวิต” อันนี้น่ากลัวจังครับ


เพราะถ้ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมา ถ้าเราได้แต่


น่าสงสารจังเลย น่าเห็นใจเขานะ เขาคงเสียใจแย่ เขาคงลำบากแย่


“เห็นใจไม่น่าจะพอครับ”

 

เพราะถ้าคนที่ถูกเห็นใจเป็นเราหรือญาติของเรา อันนี้ใครก็คงไม่อยากถูกเห็นใจใช่ไหมครับ


จะควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร


ที่ง่ายที่สุดก็ R2R ครับ

"วิจัยเพื่อป้องกัน (Assurance Research)" 

ศึกษา ค้นหา สาเหตุและป้องกันไม่ให้เกิด "ไม่ให้เกิดเลย"

จะทำได้จะต้องใช้ฐานของคำว่า "เข้าใจ”

"เข้าใจ" ไม่ใช่เพียงแค่ "เห็นใจ"

เพราะระบบ "เห็นใจ" เป็นระบบที่เน้นการเวทนา มิได้ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ ตามมามากเท่าที่ควรครับ

เราควรจะต้อง "เข้าใจ" ว่าปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นมาอย่างไร ทำอย่างไรถึงจะ “ควบคุม” ไม่ให้มันเกิดขึ้น


“ควบคุม” พอไหมครับ ถ้าเป็นธุรกิจที่ผลิตสินค้า  ควบคุมก็เพียงพอครับ เพราะใช้หลักการ “ควบคุมคุณภาพ (Quality Control)” ได้ครับ
แต่งานบริการ “ไม่พอครับ”


ความเข้าใจนั้นต้องอยู่บนฐานของ “การประกันคุณภาพ (Quality Assurance)”


การบริการนั้นจะต้องมีข้อผิดพลาดเท่ากับ 0 (Zero defect) ห้ามผิดพลาด ผิดพลาดไม่ได้


เพราะการผิดพลาด นั่นคือ “ชีวิต” ครับ

ถ้าทางสังคมศาสตร์ตั้งค่า Significant ไว้ที่ 0.05 ฉันใด


ทางวิทยาศาสตร์จะต้องตั้งค่า Significant ไว้ที่ 0.01 ฉันนั้น


และถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับงานบริการแล้วนั้น

จะต้องไม่มีค่า Significant หรือ มี Significant เท่ากับ 0.00

ฉันนั้นและฉันนั้น

 

 

ในความเป็นจริงก็คงเป็นไปไม่ได้ครับที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเลย

แต่ถ้าเพียงคิด “คิดว่าไม่ให้เกิดเลย” ก็ดีกว่าไม่คิดใช่ไหมครับ


เพียงแค่คิดว่าจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดเลย ก็จะทำให้การผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นน้อยลงมากที่สุด หรืออาจจะไม่มีเลย


ผมเคยสอนนักศึกษาคนหนึ่งที่ตอนนี้เข้าไปทำงานในบริษัทค่ายเพลงใหญ่ที่สุดของประเทศในปัจจุบัน


ผมก็เคยพูดกับเขาอย่างนี้แหละครับ เรื่องของงานบริการ โดยเฉพาะนักศึกษาคนนี้จบเอกธุรกิจบริการด้วยครับ และผมเคยสอนเขาในรายวิชา “การมาตรฐานและคุณภาพในงานบริการ”


วันนั้นเราคุยกันเรื่องการหาคนมาดูแลตู้คาราโอเกะแบบหยอดเหรียญ
ผมก็พูดอย่างนี้แหละครับว่า งานบริการ “ห้ามผิดพลาด” ข้อผิดพลาดต้องเป็น 0


เขาก็เถียงกลับมาว่า “เป็นไปไม่ได้หรอกอาจารย์ จะไม่ให้ผิดพลาดได้อย่างไง”


นั่นน่ะสิครับ

คิดอย่างนี้น่าริบปริญญาคืนจังเลย เพราะ "แค่คิดก็ผิดแล้ว" ยิ่งจบธุรกิจบริการมาด้วย ยิ่งน่าเป็นห่วงครับ 


การคิดที่ยอมรับความผิดพลาด เป็นการบ่งบอกถึงความไม่พยายามที่จะทำให้ได้ ไม่พากเพียรในการคิด ไม่พากเพียรในการป้องกัน


ถึงแม้ว่าจะยากแค่ไหน เราก็พยายาม “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดขึ้น
แค่เราพยายาม พยายามที่จะคิด พยายามที่จะทำ ก็ดีกว่า การที่เราพูดว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก มันก็ต้องมีกันบ้าง"


แต่นั่นเป็นแค่ตู้คาราโอเกะ ถ้าผิดพลาด ก็ไปร้องตู้อื่น หรือไม่ก็ส่งตู้ให้กับซาเล้งรับซื้อของเก่าไป


ถ้าเกิดเป็น “ชีวิต” ถ้าเกิดเราพูดว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก มันก็ต้องมีกันบ้าง”


อันนี้น่าคิดครับว่า คำว่า "ต้องมีกันบ้าง" นี่ตกลงเราจะได้ "เข้าวัดหรือกลับบ้าน" .......

ถ้าเลือกได้ผมขอกลับบ้านครับ และพาญาติของผมกลับบ้านด้วยครับ


บันทึกนี้ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในฐานะว่าที่ “คนไข้” ครับ


ก็เพียงแค่ถ้าเป็นคนไข้ ก็ไม่อยากเป็น 0.01 ที่จะเกิดขึ้นน่ะครับ


ไม่อยากได้ยินคำว่า “น่าสงสารเน๊อะ น่าเห็นใจจังเลย”  ถ้าเกิดขึ้นกับตนเองหรือญาติของตนเองครับ


แต่ถ้าที่ใดดีอยู่แล้ว ทำงานดีอยู่แล้วก็ถือว่าเป็นส่วนของ 99.99 ครับ


อยากให้ 0.01 ลดลงเหลือ 0.001 หรือ 0.000001 หรือถ้าให้ดี เป็น 0.000000 เลยก็จะขอบพระคุณมาก ๆ ครับ