กว่าถั่วจะสุก  งาก็ไหม้

เป็นคำพูดที่คุณแม่เคยสอนให้ครูอ้อยเมื่อยังเล็ก  ตอนที่ทำขนมชนิดหนึ่ง  ชื่อ  ข้าวต้มผัด

ข้าวต้มผัด  บางท่านก็เรียกข้าวต้มมัด

ทั้งข้าวต้มผัด  และข้าวต้มมัด  จะถูกเรียกตามลักษณะของขนมชนิดนั้นๆ  เช่น  ขนมชั้น  ก็เพราะมันเป็นชั้นๆ  คงจะใช่

ขณะที่กำลังนำกระทะข้าวเหนียว  กะทิ  น้ำตาล  เกลือ ลงไปผัดไฟขนาดกลางนั้น  ต้องใช้ไม้พายคนให้เข้ากัน  แต่ไม่ให้ข้าวเหนียวนั้นมันสุกจนเกินไป  เดียวตอนเสร็จแล้ว  เม็ดข้าวเหนียวจะบาน  แฉะ  ไม่น่ารับประทาน

ความเป็นเด็ก  ชอบนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนไปด้วย  จึงลืมที่จะคนกระทะตลอดเวลา  คุณแม่ก็จะเอ็ด  และสอนว่า  กว่าถั่วจะสุก  งาก็ไหม้

ตอนนั้นไม่เข้าใจ  แต่ฟังคุณแม่เปรียบเทียบ  คำที่คุณแม่นำมาสอนลูกนั้น  กลับมาให้ครูอ้อยหวลคิดถึงวัยเด็กอีกครั้ง

กว่าถั่วจะสุก  งาก็ไหม้  ในตอนที่วัยผู้ใหญ่นี้  เป็นลักษณะของการปฏิบัติงานแล้ว  ไม่ใช่การทำขนม

ด้วยหน้าที่  การงาน  ทั้งงานประจำ  งานจร  และงานเอาหน้า  ดาหน้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย  ทำได้ก็ทำไป  ทำไม่ได้ก็เรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาทำ  ให้ถ้วนหน้า  แต่ส่วนใหญ่จะเรียกมาช่วยกันทำมากกว่า

แต่ไม่ใช่เช่นนั้น  เวลามันไม่เคยรอใคร  ท่านบริหารงานเป็น  แต่ท่านไม่บริหารเวลา  ท่านคิดว่าเวลาของแต่ละคนนั้นมันเพิ่มพูน  งอกเงยออกมาได้หรือไร

ทุกวันนี้  ครูก็มีภาระ  เรื่องการสอน  การบ้านนักเรียน  ออกข้อสอบ  เป็นครูเวร  หัวหน้า  ทำโน่นทำนี่  ไม่น้อยหน้ากัน 

หากท่านให้เวลา  บริหารเวลาสักนิด  รู้ว่าอะไรควรทำ  ไม่ควรทำ  ควรทำก่อน  ควรทำทีหลัง  งานที่ออกมาจะได้ดี  สมกับที่ตั้งใจทำ  มีเวลาทำ

แต่ถ้างานต้องทำในเวลาน้อยนิด  ประกอบกับต้องทำหน้าที่ประจำด้วย  คิดว่าแน่นอน  ร้อยทั้งร้อย  งานต้องออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

กว่าถั่วจะสุก  งาก็ไหม้  ในตอนเป็นผู้ใหญ่  หมายถึงด้วยประการฉะนี้