(๑)

ความกล้าหาญ
และความเสียสละของวันนี้
ย่อมพลิบานในวันพรุ่ง

...ในห้วงวันที่หวนกลับมาเยี่ยมเยียนน้องๆ ที่สำนักงานเก่า  พลอยได้หวนคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้  จนกลั่นความคิดออกมาเป็นวาทกรรม หรือลำนำสั้นๆ ดังข้างต้น

 

(๒)
 
ในวันที่แดดร้อนอย่างไม่เป็นมิตรเช่นนี้  ผมมีเวลาได้นั่งสนทนากับตัวเองอย่างช้าๆ ภายใต้บริบทและสถานะของการงานใหม่ที่ตนเองได้ก้าวเข้ามารับผิดชอบ

หลายๆ ปีที่ผ่านมา  ผมคิดและขายฝันเกี่ยวกับกิจกรรมของนิสิตอยู่หลายอย่าง และหลายสิ่งอย่างที่ว่านั้น หลายคนก็ตั้งคำถามอย่างแจ่มชัดกับผมว่า "ยากยิ่งที่จะเป็นไปได้"

แน่นอนครับ ผมรู้เช่นนั้น รู้สึกว่า "มันยากมาก แต่ก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปไม่ได้..."

ผมบอกเล่ากับทีมงานฉะฉานเสมอมาว่า "ทุกอย่างล้วนต้องลงมือทำ... สำเร็จ หรือไม่สำเร็จเป็นเพียงผลพวงของการลงมือทำ สำคัญว่าเราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากสิ่งที่ทำ และสิ่งที่เราทำนั้น ส่งผลให้มีการเติบโตในตัวตนของเรากี่มากน้อย..."

ไม่แต่เฉพาะเท่านั้นหรอก- ผมยังบอกเล่าอย่างถี่ครั้งว่า "อุปสรรคที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้านั้น เรามองเห็นมันแจ่มชัดกว่าปลายทางที่เราปรารถนาจะไปให้ถึง...แต่นั่นก็มิใช่หมายความว่า ผมจะจำนนต่อปัญหาที่ว่านั้น ตรงกันข้ามผมกลับยังมุ่งมั่นที่จะดุ่มเดินไปยังปลายทางแห่งความฝัน..."

ครับ-

ผมเป็นคนทำงานประเภท "นักเลงลูกทุ่ง"
ทำงานประเภท "ใจนำพา..ศรัทธานำทาง"
ทำงานประเภท "ถึงลูกถึงคน..จริงจัง จริงใจ"
และสำคัญคือ "ใส่ใจกับการถอดบทเรียนชีวิต"

 

(๓)

ความกล้าหาญ และความเสียสละของวันนี้ ย่อมพลิบานในวันพรุ่ง

ครับ-วาทกรรมข้างต้น เป็นสิ่งที่ผมและทีมงานได้กลับมาครุุ่นคิดกันอีกรอบ สิ่งที่คิดและวางระบบไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว กลับกลายออกดอกออกผลอยู่หลายอย่าง  มันเหมือนคำตอบของการยืนยันได้ว่า "สิ่งที่ลงมือทำนั้น ไม่เคยมีอะไรสูญเปล่า ถึงแม้จะเห็นผลช้าไปหน่อย แต่สุดท้ายก็ผลิบานเป็นของขวัญให้กับเราและระบบที่เกี่ยวข้องกับเราอยู่ดี"

วันนี้ สิ่งที่เรากล้าคิด กล้าทำ กล้าเจ็บปวดในวิถีแห่งอดีตนั้น ก่อเกิดเป็น "ผลึกแห่งปัญญา" อยู่หลายอย่าง อย่างน้อยในความเป็นทีมก็ชัดเจนว่าระบบคิด "สอนงาน..สร้างทีม" ได้หยั่งรากลงในจิตใจของแต่ละคน  บนพื้นฐานของการ "จัดการความรักก่อนจัดการความรู้"

วันนี้ทีมงานดูจะมีความเป็นปึกแผ่น แน่นแฟ้น รักและเข้าใจกันมากกว่าที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด  ไปไหนไปกัน แบกรับร่วมกัน ยิ่งในวันที่ผมไม่ได้อยู่กับพวกเขา ยิ่งเห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำงานด้วยกระบวนการแบบ "มีส่วนร่วม" มากขึ้น  และที่สำคัญคือกล้าที่จะปกป้ององค์กรด้วยตนเอง กล้าที่จะเสียสละด้วยการแบกรับความเจ็บปวด เพื่อรักษาระบบและธรรมเนียมอันดีงามขององค์กรไว้

 

(๔)

วันนี้-หลายสิ่งหลายอย่างผลิบานบนฐานคิดอันเป็น "ทุนในอดีต" ที่กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสียสละแบกรับและทานทนต่อสภาวะต่างๆ อย่างออกรสออกชาติ  อาทิ

       กิจกรรมนิสิต กลายเป็นหนึ่งใน "ยุทธศาสตร์" หลักของมหาวิทยาลัย
       กิจกรรมนิสิต ถูกยอมรับในมิติของการเป็น "บริการวิชาการแก่สังคม"
       นิสิตเริ่มคุ้นเคยกับกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้กลไกของ "การจัดการความรู้" (KM) มากขึ้น
       ทีมงาน หรือแม้แต่นิสิตบางกลุ่ม  เริ่มหาญกล้าในการเป็น "วิทยากรกระบวนการ" ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยมากขึ้น
       กระบวนการพัฒนานิสิต (นอกชั้นเรียน) เติบโตไปสู่การเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างเป็นทางการในภาพของ "วิชาพัฒนานิสิต"
       การถอดบทเรียนสู่การเป็น "เรื่องเล่าเร้าพลัง" และ "การจัดการความรู้ผ่านภาพถ่าย" และถูกยอมรับเป็น "นวัตกรรมความคิดนิสิต มมส"
       กิจกรรม "1 คณะ 1 หมู่บ้าน" กลายเป็นกระบวนการนำร่องสู่วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ว่าด้วยการบริการวิชาการแก่สังคม ภายใต้นโยบาย "1 คณะ 1 ชุมชน" และ "1 หลักสูตร 1 ชุมชน"
       
กิจกรรมนิสิต เป็น "สะพานใจ" เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนรอบมหาวิทยาลัย เกิดเป็น "ลูกฮัก พ่อฮัก และแม่ฮัก" ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่องในมิติต่างๆ
       การออกค่ายในแต่ละครั้ง เน้นกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย ด้วยแนวคิด "ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า...ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้"  ดังจะเห็นได้จากการทำค่ายในแต่ละครั้ง นิสิต หรือองค์กรจะกลับมาพร้อมกับเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับ "บริบทชุมชน" อันหมายถึง ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ฯลฯ
      กองกิจการนิสิต มีกิจกรรมเชิงรุกด้านจิตสำนึกสาธารณะและเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง (โดยมหาวิทยาลัยเพื่อนิสิต) เช่น โครงการจดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน,โครงการกฐินโบราณ

 

(๕)


นี่คือภาพสะท้อนเล็กๆ ที่เป็นผลพวงของการทำงานด้วยแก่นคิดที่ว่า

ความกล้าหาญ
และความเสียสละของวันนี้
ย่อมพลิบานในวันพรุ่ง

 

 

...
๑๕.๑๐ น.
บ้านหลังเดิม
ที่เป็นปัจจุบันในดวงใจ