"แม่ปู-ลูกปู" คือคติสอนใจที่เราต่างคุ้นเคย สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การเห็นตัวอย่าง

เป็นมากกว่า การเลียนแบบ แต่อาจเรียกว่า เป็นทุกอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้ายังอยู่ในเส้นทางนี้
.
สองปีก่อน...
ในช่วงราวน์เช้าอันเร่งรีบเช่นทุกวัน
ทีมกำลังเตรียมตัว เพื่อไปเยี่ยมผู้ป่วยแต่ละเตียง
มีโทรศัพท์เข้ามาปรึกษา อาจารย์อาวุโส
โทรศัพท์เป็นแบบติดฝาผนัง 
บังเอิญตัวนั้นมีน็อตไขไม่แน่น
เมื่ออาจารย์วางหูโทรศัพท์แรงไปนิด
มันจึงหลุดลงมากองกับพื้น
แทนที่อาจารย์จะละไว้ รอให้ช่างมาซ่อม
ท่านรีบใช้ปลายกุญแจ แทนไขควง
ไขน็อตยึดโทรศัพท์กลับคืนเข้าไป
แพทย์ประจำบ้าน ข้าพเจ้า และนักศึกษาแพทย์ เฝ้ามองอยู่เงียบๆ
.
วันนี้..
แพทย์ประจำบ้านคนเดียวกัน กลายเป็นอาจารย์หนุ่ม
รับปรึกษา ทางโทรศัพท์ (ตอนนี้เปลี่ยนมาวางบนโต๊ะ)
โทรศัพท์เจ้ากรรม สายต่อหลุดออกจากขั้ว
ยังดีที่อาจารย์หนุ่ม ต่อสายกลับเข้าไปทันจึงคุยได้จนจบ
เมื่อคุยจบ เขารีบเดินออกจากห้อง
ข้าพเจ้า และนักศึกษาแพทย์เดินตาม
ปรากฎว่า เขาเดินวกกลับมาที่ห้องรับปรึกษา
.. พร้อมเทปพลาสเตอร์ใส..
เพื่อมาแปะติดขั้วสายโทรศัพท์ให้แข็งแรง
...
เหตุการณ์ วันนี้ คงไม่มีอะไรมาก
แต่ เหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน ทำให้ข้าพเจ้าสะดุดใจ
..ข้าพเจ้า เคยถาม อาจารย์อาวุโส เมื่อสองปีก่อน
ว่าทำไมท่านต้องไขน็อตกลับไปเองด้วย
 " เราไม่ควรทิ้งปัญหา ที่เราสามารถแก้ได้ ไว้ให้คนอื่นแก้..
และ..สิ่งที่เธอเห็น นักศึกษาเขาก็เห็น เขามองดูเราอย่างถี่ถ้วน.."
...
มีนักวิทยาศาสตร์ พยายามอธิบายปรากฎการณ์นี้ด้วย
"วงจรประสาทสะท้อนกลับ" (mirror neuron) 
เรารู้กันมานาน ว่าเวลาเราทำอะไร เช่น หยิบโทรศัพท์
สมองส่วนควบคุมแขน และการวางแผน - prefrontal cortex จะทำงาน
แต่ประมาณ 20 ปีมานี้เอง ที่พบว่า เมื่อเรา "มอง" คนอื่นหยิบโทรศัพท์
สมองส่วนเดียวกันนั้นก็ทำงานด้วย
คิดอีกแง่หนึ่ง  เวลาเราทำอะไรจะ "เห็น" ภาพการกระทำตนเอง  จากการ "มอง" การกระทำคนอื่น
หากเรา "มอง" การกระทำของคนอื่น ในบริบท ที่สร้างความตื่นเต้น ชื่นชม
เมื่อเรา " เห็น" ตัวเองกระทำแบบเดียวกัน ก็มีความตื่นเต้น ชื่นชม -- รู้สึกเหมือนได้รางวัล
ดังที่ ดร.ป๊อป เขียนในบทความดีๆ นี้ว่า
เราไม่จำเป็นต้อง "คิดก่อนทำแบบตั้งใจเสมอไป"
แต่เรามีเซลล์กระจกเงาที่ทำหน้าที่สื่อสารให้สมองได้ "คิดพร้อมทำโดยไม่รู้ตัว"
ที่มาของ... จิต (ใต้)สำนึก...Gut level 
...
ครั้งหนึ่งในชีวิต 
ข้าพเจ้าเคยเกิด "วิกฤติศรัทธา" ในสิ่งที่ตัวเองเป็น
ข้าพเจ้าเกิดความคลางแคลงใจ ว่า "หลักการที่ว่าดี" มันดีจริงหรือ
สิ่งที่ข้าพเจ้าจับต้องได้ในตอนนั้น มีแต่..ความสวยหรูในกระดาษ
ดีจริง ทำไมถึงสร้างทุกข์... 
ข้าพเจ้าเคยขนเอาเอกสารวิชาการต่างๆ ขนใส่กล่อง..เตรียมเอาไปทิ้ง ( ปีศาจสิง)
แต่โชคชะตา  ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสได้พบ..
บุคคลที่ทำให้ "เชื่อ" 
ว่าสิ่งที่เขียนในหนังสือนั้น "based on a true stroy"
บุคคลท่านนั้น ไม่ได้เลคเชอร์ ไม่ได้แจก handout
บุคคลท่านนั้น พาข้าพเจ้าไปดูผู้ป่วยที่บ้าน  
ห้องเรียนคือ ทางเดินหมู่บ้าน ที่เราพูดคุยกันไป
เอกสารวิชาการจึงไม่ถูกเอาไปทิ้ง...(แต่เก็บไว้ที่ไหน ต้องไปหาก่อน :-)
ข้าพเจ้าก็ยังเดิน ลองผิด ลองถูก คลำทางไปเรื่อยๆ
แต่อย่างน้อย ก็ "เห็น" ว่า จุดหมายนั้นมีอยู่จริง 
.
ตัวอย่าง หรือ แบบอย่าง  สำหรับบางคนอาจเป็นส่วนประกอบ ให้เข้าใจชัดเจนขึ้น
สำหรับข้าพเจ้า..แบบอย่าง คือ  ทุกอย่าง