ถ้าเรามี Self Esteem รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง ผมว่าไม่ต้องใช้กระเป๋าใบละสามหมื่นหรอกครับ คุณถือกระเป๋าใบละสามร้อย หรือไม่ถืออะไรเลยก็ดูดีได้

จากที่เคยได้นำเสนอจากหนังสือ "มัชฌิมนิเทศ" ของคุณ โหน่ง อะเดย์ หรือ วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ที่เป็นการถอดความและเรียบเรียงจากการเดินทางไปบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัย ๆ หนึ่ง

มีคำถามยอดนิยมที่เป็นอีกภาพสะท้อนค่านิยมใหม่ของเด็กไทยในเรื่อง "วัตถุนิยม" ที่กำลังระบาดภายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยยากจนข้นแค้นอย่างมหาวิทยาลัยผม

 

 

คำถามแรก ...

 

นักศึกษาเขียนคำถามลงกระดาษว่า ...

แล้วมีอะไรในชีวิตที่พี่โหน่ง "ติด" มั้ยคะ

 

 

คุณโหน่ง อะเดย์ ตอบว่า ...

ไม่ค่อยมีนะ ผมพยายามไม่ให้ชีวิตติดอะไร รู้สึกมันเป็นภาระไงไม่รู้ อย่างตอนนี้เขาติด BB กันใช่มั้ย วันก่อนเขาเชิญผมไปงานเปิดตัวแล้วให้ BB มาเครื่อง ผมก็เอาไปจับฉลากงานปีใหม่บริษัท ปรากฎว่า แม่บ้านได้ไป (คนฟังหัวเราะ)

ตอนนี้แม่บ้านผมใช้ Blackberry ขณะที่ผมยังใช้มือถือเครื่องละสามพันห้าอยู่เลย ก็ ... คิดว่าไม่มีอะไรนะฮะที่ติด อาจจะมีก็กาแฟมั้ง แต่ไม่กินก็ไม่ตายนะ

 

 

 

คำถามที่สอง ...

 

นักศึกษาเขียนคำถามลงกระดาษว่า ...

อยากรู้ว่า พี่โหน่งคิดยังไงกับนักศึกษาที่ใช้ของแบรนด์เนม

 

 

คุณโหน่ง อะเดย์ ตอบในคำถามที่สองว่า ...

ถ้ามีปัญญาใช้ก็ใช้ไปเถอะครับ ใครจะไปห้าได้ แต่เท่าที่ผมเห็น ส่วนใหญ่ไม่มีปัญญานะแต่มีตัณหา (คนฟังหัวเราะ)

เอาเป็นว่าเรื่องนี้ผมพอเข้าใจ เพราะผมก็เคยเป็นวัยรุ่นที่บ้าของแบรนด์เนมมาก่อน ผมเคยซื้อเสื้อยืดตัวละสามพันน่ะ โง่มั้ยล่ะ ใส่สามทีก็เบื่อแล้ว

ผมเดาว่า หลายคนใช้ของแบรนด์เนมเพราะอยากให้ตัวดูดี อยากเข้าพวกหรือได้รับการยอมรับ ซึ่งไร้สาระนะถ้าคิดอย่างนั้น การให้คนยอมรับเราโดยดูจากกระเป๋าที่เราถือ มันไม่มีค่าหรอกครับ แสดงว่า เราไม่มี Self Esteem คือ ไม่รู้สึกว่ามีอะไรดีอยู่ในตัว เลยต้องหาของที่คิดว่าจะทำให้เราดูดีขึ้นมาถือ หรือ มาสวมใส่

ถ้าเรามี Self Esteem รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง ผมว่าไม่ต้องใช้กระเป๋าใบละสามหมื่นหรอกครับ คุณถือกระเป๋าใบละสามร้อย หรือไม่ถืออะไรเลยก็ดูดีได้

 

............................................................................................................................................

 

นักศึกษาหลายคนที่มหาวิทยาลัยผมก็มีค่านิยมการนับถือ "สัมภาระมียี่ห้อ" กันมากมาย วิธีการมองให้เห็น ก็คือ การดูที่การแต่งกายเป็นอันดับแรก รองลงมาให้ดูที่เครื่องประดับทั้งเป็นการเสริมสวย และเครื่องประดับที่ให้แขวน หอบ หิ้ว ห้อย คล้อง สวม ใส่

ด้วยประสบการณ์การเป็นครูมาหลายปี วิธีการมองเช่นนี้ชัดเจนเกิน 90 เปอร์เซ็นต์สำหรับการชี้ชัดลงไปว่า เขานับถือ "สัมภาระมียี่ห้อ" ที่ทำให้ดูว่า เหนือกว่าผู้อื่น

นักศึกษาภาคพิเศษ (ภาคค่ำ/ภาคเสาร์-อาทิตย์) มีพฤติกรรมเช่นนี้มากกว่านักศึกษาภาคปกติและนักศึกษา

เพื่อนผมบอกว่า เด็กพวกนี้มีทั้ง "โค" และ "เร"

(โค = โคโยตี้ / เร = เรยา)

เราไม่ได้มองเด็กในแง่ร้าย หรือ แง่ลบ แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับ

"วัตถุนิยม" เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น

 

ผมยังเคยคิดสโลแกนที่เห็นง่าย ๆ เลยว่า ...

"... กระโปรงสั้น มันสมองน้อย คอยวาสนา ตามหาสามี อยู่ได้ไม่กี่ปีก็เลิกรา ..."

 

สิ่งที่เกิดขึ้นมาในค่านิยมดังกล่าวนั้น ผมก็เห็นคล้อยไปตามคุณโหน่ง อะเดย์ เช่นกันว่า เพียงแค่การต้องการการยอมรับเท่านั้น

ครอบครัวของเด็กหลาย ๆ คน พ่อแม่หาเช้ากินค่ำเท่านั้น คิดแล้วก็สงสารพ่อแม่เขาเหลือเกินที่หวังจะได้เห็นลูกรับปริญญา ประสบความสำเร็จในชีวิต

มหาวิทยาลัยผม เด็กต้องหางานทำพิเศษ ร้อยละ 50 นะครับ ยากจนข้นแค้นทั้งนั้นแหละ ครอบครัวร่ำรวยก็มีปัญญาซื้อของพวกนี้ แต่ปัญหา คือ ครอบครัวก็แทบจะไม่มีเงินอยู่แล้ว แต่ยังพยายามหาของประดับพวกนี้อีก

 

เราก็รู้นะครับ มีทุกยุคทุกสมัยแหละ เด็กลักษณะนี้ เพียงแต่ว่า เราจะดูแลและคอยอบรมสั่งสอนเขาบ้างหรือเปล่า เท่านั้นเอง

หากผ่านวัยแสวงหา ไปสู่ วัยทำงาน อย่างรอดปลอดภัยก็แล้วไป

แต่หากตกร่อง ตกหลุมกิเลส ตัณหาไปเสียก่อนนี่ น่าเสียดายเหมือนกันนะครับ

เหมือนนรก แวะมากลั่นกรอง คนที่ทำตัวไม่ดี ให้หายไปจากสารบบ

 

แวะมาเล่าให้ฟังให้เป็นไปตามที่คุณโหน่ง ได้ให้ทัศนะไว้นะครับ ;)...

แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

 

 

ขอบคุณ คุณโหน่ง อะเดย์ อีกครั้ง

ขอบคุณ หนังสือมัชฌิมนิเทศ อีกครั้ง

ขอบคุณ ทุกท่านที่ผ่านเข้าอ่าน อีกครั้ง

 

บุญรักษา คนที่อยากได้ประสบการณ์ใหม่ทุกท่าน ;)...

 

............................................................................................................................................

ขอบคุณหนังสือดี ๆ

วงศ์ทนง  ชัยณรงค์สิงห์.  มัชฌิมนิเทศ.  กรุงเทพฯ: อะบุ๊ก, 2553.