เมื่อสองวันก่อนผมได้ไปที่ ศบอ.ปายเพื่อไป จับภาพ KM ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ สคส. และที่นั่นเราได้เห็นภาพของการก่อเกิด KM ที่น่าสนใจหลากหลายประเด็นด้วยกัน
ผมได้พูดคุยกับ อาจารย์สุรินทร์ หมูคำ เรื่องของการคิดโครงการพัฒนาชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน (ดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก) อาจารย์คุยให้ผมฟังบอกว่า เข้าไปในหมู่บ้านกระเหรี่ยงแห่งหนึ่งในเขตอำเภอปาย และได้ทดลองทำเวทีเพื่อหาัปัญหาของชุมชน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของชุมชน
ปรากฏว่าปัญหาที่ได้เป็นเรื่อง หนี้สิน เป็นเรื่องปากท้องทั้งหมด ไม่รู้จะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาอย่างไร
ผมเคยพบอาจารย์สุรินทร์ ที่เวทีชุมชนคนวิจัยแม่ฮ่องสอน ครั้งหนึ่ง ผมเข้าใจว่าอาจารย์สนใจกระบวนการวิจัยกับการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่ง งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่แม่ฮ่องสอนเราได้พัฒนาโครงการขึ้นทั่วทุกพื้นที่ ที่แม่ฮ่องสอนและเราประสบความสำเร็จ ในแง่ของการพัฒนาคนในชุมชนได้พอสมควร
ธรรมชาติของการจัดเวทีเพื่อระดมปัญหา เรามักจะพบว่า ปัญหาที่ได้ส่วนใหญ่(เหมือนกันเกือบทั้งหมด) คือ ปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย ๔ ที่ใช้ในการดำรงชีพ เรามักจะได้ปัญหาว่า ไม่มีเงินทุน จน มีหนี้สิน ขาดโน่น ขาดนี่ แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็นำปัญหาที่ได้มาวางแผนแก้ไขปัญหากันตรงๆ และก็จบตรงนั้นเลย ...ถือว่าเป็นการวางแผนพัฒนาแบบมีส่วนร่วมแล้ว
คิดกันง่าย ทำกันง่ายๆ แต่แก้ไขปัญหาได้ครับ แต่ได้ระยะสั้นๆ ไม่ได้ยั่งยืน เพราะส่วนใหญ่เป็นลักษณะการพัฒนาเชิงสงเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีกระบวนการพัฒนาศักยภาพชุมชนแต่ประการใด...นี่ไม่ได้เขียนกระทบหน่วยงานใดครับ
อาจารย์สุรินทร์ ตั้งคำถามต่อว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป ?
เพราะอาจารย์ยังนึกกระบวนการต่อเนื่องไม่ออก หากจะนำเนื้อหาปัญหาที่ได้มาวางแผนเลยก็ไม่รู้จะแก้ไขเรื่องอะไรดี เพราะพบแต่ปัญหาความยากจนเป็นปัญหาใหญ่
ผมบอกว่า ปัญหา หากเราสืบเสาะหาในชุมชน เราก็จะพบปัญหามากมายที่เห็น และที่ไม่เห็น และได้ปัญหามามากมายตามที่เราต้องการ...นั่นถือว่า เราได้จุดอ่อน ข้อจำกัดของชุมชน เป็นปฐมบทที่ดีในการทำเวทีต่อเนื่อง
กระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น เราพยายามช่วยว่าที่นักวิจัยชาวบ้าน พัฒนาโจทย์โดยการ "ค้นหาของดี" ค้นหาทุนที่มีอยู่ในชุมชน เวทีนี้เราและชุมชนจะช่วยพากันมองถึงสิ่งที่ดีๆในชุมชน เป็นศักยภาพ หรือ จุดแข็งของชุมชน ตามหลัก SWOT Analysis
ของดีและจุดอ่อน ทั้งหมดทั้ง ๒ เวทีที่ได้นี่หละครับ สำคัญ...เพราะทำให้ชุมชน "รู้ตัวเอง" หรือที่ภาษาเหนือเราเรียกว่า "ชุมชนฮู้คิง"
การที่ชุมชนรู้ตัวเอง เป็นเรื่องที่ง่ายที่เราจะคิดกระบวนการพัฒนาที่เสริมต่อศักยภาพ ทุน ที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขจุดอ่อนของชุมชน...
การคิดแบบนี้ดีกว่า จะหากระบวนการที่จะแก้ไขปัญหา จากสภาพปัญหา ทำไปมีแต่ทดท้อ สุดท้ายก็ถอดใจ...จนกันต่อ
ผมบอกอาจารย์สุรินทร์ว่า "เวทีนี้มีพี่เลี้ยง" ผมชื่มชมอาจารย์ที่พยายามที่จะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง พัฒนาชุมชนให้ขจัดปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้น...ผมขออาสาร่วมด้วยช่วยกัน
ชุมชนเข้มแข็ง ทุกคนมีสุข ไม่เครียด ไม่จน
เพราะอย่างน้อยเมืองปายก็บ้านเกิดผม...และสานต่อความตั้งใจดีๆของ ศบอ.ปาย เรานัดแนะว่าจะจัดเวทีเพื่อค้นหาศักยภาพชุมชนกระเหรี่ยงบ้านแม่ปิงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
(เท่าที่ผมสังเกตชุมชนนี้มีของดีที่พอเห็นได้ คือ การทอผ้า การฟอกย้อมแบบภูมิปัญญากระเหรี่ยง) งานนี้น่าสนใจครับ
การฟอกย้อม การทอผ้า ถือว่าเป็นทุนทางปัญญาของคนกระเหรี่ยง
เรื่องราวการเข้าไปทำเวทีในชุมชนจะเป็นอย่างไร ผมจะนำมาเล่าในบันทึกผมครับ

วันที่ ๒๒ ช่วงกลางคืน ผมจะไปสมทบทีมของ ศบอ.ปาย เพื่อไปทำเวทีพัฒนาโจทย์ คิดว่า เราน่าจะได้โจทย์พัฒนาที่น่าสนใจครับ
แล้วจะนำมา ลปรร. ในบันทึกผม บันทึกต่อๆไปครับ
ขอบคุณพี่สิงห์ป่าสักครับ
เวลาผมลงไปชุมชน หากทำเวทีที่เป็นทางการหน่อย ก็มักจะเลือกใช้การแบ่งกลุ่มตามอายุ เพื่อให้ “ทบทวนอดีตที่ดี ๆ เรียนรู้กับปัจจุบัน และวาดหวังอย่างไรกับอนาคต” สิ่งที่มักจะได้ออกมา ก็จะเป็น Mapping ที่มีการเชื่อมต่อกันแห่งกาลเวลา คนทุกวัยที่ร่วมเวทีก็จะมองเห็นร่วมกัน สิ่งที่ได้เลยเป็นเชิงบวก เป็นเพื่อการพัฒนา (ไม่เน้นตัวปัญหา) แต่ในตอนท้ายปัญหาก็จะหมดไปด้วย…โดยปริยายครับ
ดีมากเลยครับ
ผมได้ความคิดที่จะไปทำเวทีวันที่ ๒๒ ตามข้อคิดเห็นของพี่ชายขอบ ครับ
จะแบ่งเป็นกลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้ใหญ่ และกลุ่มผู้สูงอายุ หากเป็นไปได้ครับพี่
เพราะการระดมความคิด หากเป็นเวทีเฉพาะเยาวชน เราก็จะได้ศักยภาพที่แฝงส่วนหนึ่ง และผู้ใหญ่ก็เป็นอีกแบบหนึ่
เสร็จแล้วนำมาเชื่อมกัน น่าจะได้ภาพของการคิดในหลายๆกลุ่มอายุ
ขอบคุณครับพี่ชายขอบ
จริง ๆ เคยเขียนวิธีการไว้แล้วนะครับ เป็นบันทึกหนึ่งนานแล้ว แต่ตอนนี้หาไม่เจอ (บันทึกตัวเองแท้ ๆ) เดี่ยวจะลองอีกทีครับ
ที่นี่เลยครับเกมส์ PP&F link กันอยู่ 2 ตอน และ ตัวอย่างที่ กฎเกณฑ์ เป็นความจำเป็นระดับต่ำสุดที่มนุษย์ร้องขอ (จะยังมีอีก ที่บันทึกเก่า ๆ ครับ)
ขอบคุณพี่ชายขอบมากครับ ผมจะตามไปเพื่อต่อยอดความรู้ของผมครับ แล้วจะนำไปปรับใช้ในพื้นที่ต่อไปครับ
ขอบคุณครับ
เทคนิคของพี่ชายขอบนี่สวยมากครับ...เหมาะกับการนำไปใช้มากๆ ผมเสริมอีกนิดคือเทคนิคการเชื่อมโยงภาพความคิดของคนแต่ละกลุ่มเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ดังนั้นการเชื่อมโยงภาพความคิดควรสอดคล้องกับเป้าหมายหรือประโยชน์สูงสุดเป็นที่ตั้ง แล้วจะได้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายครับ
เรียนอาจารย์ Ms.Sunee
มองปัญหา ก็เจอแต่ปัญหา บางทีเราลืมมองจุดดี จุดแข็งของชุมชนไป เริ่มจากศักยภาพ ต่อยอดกันดีกว่า
ขอบคุณครับอาจารย์
น้องปริวัตร เขื่อนแก้ว
ขอบคุณความเห็นต่อเติมยอดความรู้ครับ หายไปนาน...รออ่าน งานวิจัยทางการศึกษาอยู่ครับ ส่วนกระบวนการที่เกิดจากเวทีนั้น ผมจะนำมาเขียนบันทึกอีกที หากทำเวทีเสร็จครับ
ขอบคุณพี่เล็กครับ
พลังใจที่เกิดจากการมองโลกในเเง่บวก นี่สำคัญมากเลยนะครับ
พลังการมองโลกในแง่บวก เป็นจุดประกายให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขปัญหา