รวมข้อเขียนจากพระเถระ

มีบางแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับศีล 5 อาทิ

-มีชื่อเรียกเป็นต่างๆ เช่น สิกขาบท 5,ธรรม 5

-บางส่วนเป็นกรรมบถ บางส่วนไม่

-เป็นส่วนหนึ่งของกุศลกรรมบถ

-มีมาก่อนพุทธกาล

เหล่านี้เป็นต้น

บันทึกนี้จึงได้รวมข้อเขียนทั้งส่วนที่อธิบายตัวศีล 5 เอง และส่วนที่เชื่อมโยงถึงกันเพื่อความเข้าใจในศีล 5 ไว้ ดังต่อไปนี้

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา ศีลเกิดขึ้นครั้งแรกสมัยพระเจ้าสมสติราช ซึ่งเป็นอดีตกาลนานไกลมาก การเกิดขึ้นนั้นเป็นการเกิดขึ้นของศีลข้อที่ ๒ คือ อทินนาทานก่อน จากนั้นจึงเกิดมีศีลข้อ ๓ คือกาเม สุมิจฉาจาร เมื่อมีการกระทำผิดทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็มีการโกหกหลอกลวงกัน ไม่ยอมสารภาพผิด ศีลข้อที่ ๔ ก็เกิดขึ้น เมื่อมีความขัดแย้งกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงกับมีการฆ่ากัน ศีลข้อที่ ๑ ก็เกิดขึ้น

ส่วนศีลข้อที่ ๕ มีลักษณะเป็นตำนานโดยอุบัติเหตุ คนไปพบน้ำซึ่งขังอยู่ตามง่ามไม้ เห็นนกดื่มเมาแล้วก็พยายามตะเกียกตะกายโผบินไปได้ เขาก็ทดลองดื่มดู เห็นว่าสนุกดี ได้ศึกษาส่วนประกอบของสิ่งเหล่านั้น ทดลองปรุงดื่ม ต่อมาก็เป็นบทบัญญัติของบ้านเมืองบ้าง ของบัณฑิตบ้าง บางยุคบางสมัยที่โลกเจริญขึ้นในด้านจิตใจ ศีลทั้ง ๕ ก็กลายเป็นธรรมะ เรียกว่า กุรุธรรม คือธรรมของชนชาวแคว้นกุรุ ในชมพูทวีปได้ประพฤติกัน

เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้น พระพุทธเจ้าทรงนำบทบัญญัติเหล่านี้มาเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติของพุทธบริษัท เริ่มต้นจากอุบาสก อุบาสิกา.....

เรื่องของศีล ๕ ถือว่าเป็นเรื่องง่ายที่ยากต่อการประพฤติปฏิบัติ คนไทยมีความคุ้นเคยกับศีล ๕ จนไม่ค่อยมีการประพฤติปฏิบัติศีล ๕ มีลักษณะคล้ายๆกับหญ้าปากคอก

พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ). อธิบายหลักธรรมตามหมวดจาก นวโกวาท : ธรรมสภา (หน้า 185 186)

กรรมกิเลส กรรมเครื่องเศร้าหมอง, การกระทำที่เป็นเหตุให้เศร้าหมอง มี 4 อย่าง คือ 1. ปาณาติบาต การกระทำชีวิตให้ตกล่วง คือฆ่าฟันสังหารกัน 2.อทินนาทาน ถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้คือลักขโมย 3.กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม 4 มุสาวาท พูดเท็จ

พระพรหมคุณาภรณ์. พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2546. (หน้า 5)

สี่อย่างนี้เป็นกรรมกิเลส คือความประพฤติเสียหาย ท่านให้ละเสีย ดูก็คล้ายๆกับ 4 ข้อแรกในหลัก ศีล 5 แต่อาจจะสงสัยว่าข้อสุดท้ายคือ สุราฯ ไปไหน เดี๋ยวจะมีเอง

สี่ข้อนี้เป็นตัวกรรม แต่ข้อสุรา ฯ นั้น ไม่ใช่กรรม เวลาเราพูดถึง ศีล 5 เราเรียกว่า สิกขาบท สี่ข้อต้นนั้นเป็นกรรมบถด้วย และเป็นสิกขาบทด้วย แต่ข้อสุรา ไม่เป็นกรรมบถ เป็นเพียงสิกขาบท

กรรมบถเป็นตัวกรรม การไปทำร้ายชีวิตร่างกายเขา ไปลักทรัพย์เขานี้เป็นกรรมชั่ว แต่การดื่มสุรายังไม่ใช่เป็นกรรมในตัวเอง เพราะมันเป็นเรื่องของการดื่มเข้าไปแล้วทำให้ขาดสติ และจะไปทำร้าย ไปทำอะไรไม่ดี จึงเป็นกรรมอีกทีหนึ่ง

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). หลักสูตรอารยชน : ธรรมสภา, 2553. (หน้า 4)

กุศลกรรมบถ ทางแห่งความดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ มี 10 อย่าง คือ ก. กายกรรม 3 ได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำลายชีวิต 2. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ 3. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม ข. วจีกรรม 4 ได้แก่ 4. มุสาวาทา เวรมณี เว้นพูดเท็จ 5 ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด 6. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นพูดคำหยาบ 7. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ค.มโนกรรม 3 ได้แก่ 8. อนภิชฌา ไม่โลภคอยจ้องอยากได้ของเขา 9.อพยาบาท ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา 10 สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบคลองธรรม

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2546. (หน้า 18)

เมื่อพระพุทธเจ้าออกประกาศพระศาสนา พระองค์ได้สอนใหม่ว่า ความเป็นอริยะหรืออารยะไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด วรรณะไหนไม่สำคัญ ถ้าประพฤติอริยธรรมหรืออารยธรรม ก็เป็นอริยะคืออารยชนทั้งนั้น ใครไม่ประพฤติก็เป็นอนริยะ หรืออนารยชนทั้งสิ้น

สัจจธรรมก็ไม่ต้องเป็นของที่พวกพราหมณ์ผูกขาดโดยจำกัดตามสอนในคัมภีร์พระเวท แต่เป็นความจริงที่เป็นกลาง มีอยู่โดยธรรมดาแห่งธรรมชาติ ผู้ใดรู้แจ้งสัจจธรรมที่มีอยู่โดยธรรมดานี้ ผู้นั้นก็เป็นอริยะหรืออารยะ ดดยไม่จำเป็นต้องศึกษาพระเวทของพราหมณ์แต่ประการใด และเพราะการรู้สัจจธรรมนี้ทำให้คนเป็นอริยะ สัจจธรรมนั้นจึงเรียกว่าอริยสัจจ์ เมื่อว่าตามหลัก บุคคลที่จะเข้าใจอริยสัจจ์ ก็คือท่านที่เป็นโสดาบันขึ้นไป ดังนั้น คำว่า อริยะ ที่ใช้ในคัมภีร์โดยทั่วไปจึงมีความหมายเท่ากับทักขิไณยบุคคลที่จะกล่าวต่อไป และอริยสัจจ์ 4 บางคราวท่านก็เรียก อริยธรรม หรือ อารยธรรม อย่างไรก็ตาม คำว่า อริยธรรม หรือ อารยธรรมนี้ ท่านไม่ได้จำกัดหมายตายตัว แต่ยักเยื้องใช้ได้กับธรรมหลายหมวด บางทีผ่อนลงหมายถึงกุศลกรรมบถ 10 บ้าง ศีล 5 บ้างก็มี ซึ่งโดยหลักการก็ไม่ได้ขัดกันแต่ประการใด เพราะผู้ที่จะรักษาศีล 5 ได้อย่างถูกต้องตามความหมายอย่างแท้จริง (ไม่กลายเป็นสีลัพพตปรามาสไป) และมั่นคงยั่งยืนไม่ด่างพร้อยตลอดชีวิต ก็คือคฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันขึ้นไป

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2552 .(หน้า 280)

ส่วนในระดับการดำเนินชีวิตสามัญของคนทั่วไป หลักธรรมที่คุ้นมาก ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำองค์มรรคออกมาจัดใช้ในทางปฏิบัติ ได้แก่ ธรรมจริยา 10 ประการ ที่รู้จักกันดีในชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10 (ทางทำความดี หรือกุศลกรรมที่เป็นทางแห่งสุคติ) หรือที่บาลีบางแห่งเรียก อารยธรรม (บาลี เป็น อริยธมฺม = ธรรมที่ทำให้เป็นอารยชน) และอรรถกถาถือว่าเป็น มนุษยธรรม (ธรรมของมนุษย์ หรือธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2552. (หน้า 580)

ศีล 5 นั้น บาลีชั้นเดิมเมื่อกล่าวถึงความประพฤติของคนทั่วไปท่านใช้คำว่า ธรรม 5 (เช่น สํ.สฬ.18/483/303; องฺ.ปญฺจก.22/145/191 ; 171-3/227 ; 263-266/306-308 และพึงดู องฺ.ทสก.24/161-2/277-281); เมื่อใช้ในฐานะเป็นข้อฝึกหัดของชาวพุทธคฤหัสถ์ หรือกฎความประพฤติของอริสาวกฝ่ายฆราวาส เรียกว่า สิกขาบท 5 (เช่น ที.ปา.11/286/247 ; ขุ.เปต.26/121/239; อภิ.วิ.35/767/388); ส่วนที่เรียกว่า ศีล 5 ตรงๆพบแห่งหนึ่งใน วินย.7/262/117 และในข้อความร้อยกรองของคัมภีร์ชั้นรอง เช่น ขุ.พุทธ.33/2/435 ต่อมาในชั้นอรรถกถา จึงใช้กันดื่น

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,พิมพ์ครั้งที่ 11 พ.ศ.2552. (หน้า452)

นอกจากนี้ยังมีบันทึกเกี่ยวกับการตีความศีลข้อ เว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลายที่แคบเข้า ธรรมจึงครอบคลุมสภาวะธรรมไม่ได้ทั้งหมดอยู่ที่นี่ค่ะ

http://www.gotoknow.org/blogs/posts/482780