อ่านเรื่องราวของคุณพ่อได้จาก

บันทึกที่ยาวที่สุด : สองมือพ่อ

เมื่อโรงพยาบาล มอ. ไม่มีเตียงไข้ให้คุณพ่อ วัย 91 ปี

พาคุณพ่อวัย 91 กลับบ้าน

 

 

 

สิ้นสูญร่าง... แบบอย่างนั้นคงอยู่

 

ชนเชิดชู... ดีประดับมิลับหาย

 

สถิตย์แนบแบบอย่างดี... มิรู้วาย

 

สิ้นเพียงกาย...มิสูญลับดับความดี

 

(๑)

ในที่สุด ความพยามของลูก ๆ ในอันที่จะ พาคุณพ่อวัย 91 กลับบ้าน

ก็ประสบความสำเร็จ แม้คุณหมอบอกว่า คุณพ่อน่าจะสิ้นใจ

ตั้งแต่ตอนกลางคืนแล้ว  แต่ก็น่าแปลกที่คุณพ่อยังอยู่ได้ อยู่เพื่อให้

ลูก ๆ ได้พากลับบ้านอันอบอุ่นเป็นครั้งสุดท้ายนั่นเอง

ผลของความพยายามคือความสำเร็จ เมื่อน้องชายได้เตรียม

ถังออกซิเจนไปให้พ่อด้วย พ่อก็สามารถกลับเข้าบ้าน

ท่ามกลางการรอรับของคุณแม่ และญาติ ๆ ตลอดจนเพื่อนบ้าน

จนดูบ้านแคบไปถนัดตา

 

(๒)

 

หลังจากพระเจ้าอาวาส ที่พ่อคุ้นเคยหลาย ๆ วัด ฉันเพลเสร็จแล้วก็

ได้มาร่วมพิธีสวดส่งคุณพ่อสู่สวรรค์  ขณะนั้นเป็นเวลา

ประมาณ ๑๓.๐๐ น ลูก ๆ ทุกคนเกือบจะอยู่กันพร้อมหน้า ขาด ๒ คน

คือตัวฉัน  และ หญิงป้อม พี่สาวที่อยู่เมืองกาญจน์ เนื่องจากเรา

ได้ไปเฝ้าไข้พ่ออย่างใกล้ชิด ได้ทำหน้าที่ลูกในวาระสุดท้าย

อย่างครบถ้วนแล้ว คนละ ๑๐ กว่าวัน จึงบอกพี่ ๆ น้อง ๆ ว่า

บอกพ่อว่าไม่ต้องรอลูกนะ ไม่ต้องเป็นห่วงใด ๆ

ขอให้พ่อมีใจที่สงบตระดับตรับฟังพระด้วยความตั้งใจ

เพื่อเป็นเสบียงก่อนตาย เสบียงคราสุดท้ายที่พอจะไขว่คว้าได้

บอกพ่อว่า พ่อต้องมีความสุขเพราะตลอดชีวิตพ่อได้เตรียมเสบียง

ก่อนตายไว้มากมาย นั่นคือการทำความดีในทุกรูปแบบ

 

(๓)

 

สำหรับฉัน แม้จะอยู่ไกล แต่ฉันก็ได้ฟังพระสวดมนต์กับพ่อ

เป็นครั้งสุดท้ายทางโทรศัพท์ โดยให้พี่สาวคนโต รับโทรศัพท์

เปิดทิ้งไว้ ฉันไหว้พระอยู่ที่บ้าน โดยฟังเสียงสวดมนต์จากโทรศัพท์

ด้วยการเปิดลำโพงเสียงไว้ จึงได้ยินทุกอย่าง ทุกถ้อยคำพูด

เมื่อสิ้นเสียงสวดมนต์  ทุกคนกรวดน้ำให้พ่อด้วยบทกรวดน้ำฉบับเต็ม

เสียงดังมาก จากนั้นฉันได้ยินแม่และพี่ ๆ น้อง ๆ พูดกับพ่อ

โดยส่วนใหญ่ก็บอกพ่อให้ไปสวรรค์  ให้คิดถึงพระพุทธ พระธรรม

พระสงฆ์ บอกพ่อไม่ให้หลงทาง  สำหรับฉันก็พูดกับพ่อทางโทรศัพท์

กับพ่อเป็นครั้งสุดท้ายโดยบอกพ่อ ให้ท่องพุทธโธ  พุทธโธ 

พุทโธ พ่อมีสีหน้าที่ผุดผ่อง ฉายวาบขึ้นมาชั่วครู่

ในที่สุดลมหายใจของพ่อก็ค่อย ๆ อ่อนลง ๆ  ทุกขณะ โดยมีแม่

และลูก ๆ  ห้อมล้อมอย่างใกล้ชิด ห่างออกไปก็เป็น ญาติ ๆและ

 เพื่อนบ้านเกือบ ๆ ๑๐๐ คน

 

(๔)

พ่อจากไปในเวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๙ นาที  จากไปพร้อมกับเครื่อง

ช่วยหายใจ เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนได้สบายใจว่า พ่อไม่ได้จากไป

เพราะเราเอาเครื่องช่วยหายใจออก แม้ว่าจะโศกเศร้า

แต่ทุกคนก็มีความสุข ที่สามารถทำความต้องการของพ่อให้เป็นจริง

 คือพาพ่อกลับบ้าน  พ่อจึงจากไปอย่างสงบ

 

(๕)

 

ทุกคนลงความเห็นพ้องต้องกันว่า เราจะสวดอภิธรรมศพ

เป็นเวลา ๗ วัน ฌาปนกิจในวันพฤหัสบดี ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ในเรื่องนี้ ฉันเคยถามพ่อว่า ถ้าพ่อเป็นอะไรไป พ่อต้องการให้ลูกขอ

พระราชทานเพลิงศพหรือไม่ เมื่อพ่อได้ฟังรายละเอียดแล้ว

พ่อบอกว่า ขอให้จัดแบบเรียบง่าย อย่าต้องรบกวนอะไรใครเลย

การพระราชทานเพลิงศพ มิได้เป็นตัวชี้วัดถึงความรักของในหลวง

ที่มีต่อพสกนิกรของท่าน ทุกคนควรจะซาบซึ้งดีว่า

ในหลวงรักพสกนิกรของพระองค์ทุกคนเสมอเหมือนกัน

ฉันจึงตอบคำถามของ "ชมรมครู" ได้อย่างมั่นใจ ว่า 

"ไม่มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ" ค่ะ  เป็นเพียงงาน สวดอภิธรรมศพ

 "คุณพ่อกล่อม จันทวงศ์" เท่านั้น

(๖)

 

รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างมากเมื่อวัยรุ่นอย่างน้องต้นน้ำและน้องต้นกล้า

ได้แจ้งความประสงค์กับฉันว่า "ลูกจะขอบวชให้คุณตา" นะแม่

ลูกตัดสินใจเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่เดือนหน้า น้องต้นน้ำจะมีรายการเต้นโชว์

 ในงานปัจฉิมนิเทศของโรงเรียนก็ตาม

(๗) 

 

ขอบพระคุณพี่น้องผองเพื่อนทุกท่าน ที่ติดตามอาการป่วยของพ่อ

มาตลอด  และขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาส่งกำลังใจ

ขอให้ได้บุญกุศลทั้งหลาย ดลบันดาลให้ทุกท่านมีความสุข ปราศจาก

โรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน  มีความสุขกันทุก ๆ คนนะคะ 

 

 

ศพของคุณพ่อ ตั้งสวดอภิธรรมศพ

ณ วัดอรุณดาราราม  หมู่ ๙ ตำบลม่วงงาม

อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ฌาปนกิจ วันพฤหัสบดี

ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓