ภาพที่ ๑   แสง-เงาและไรแดดบนกอบัว  เป็นภาพที่มีความสวยงามในเชิงศิลปะภาพถ่าย ขณะเดียวกันก็งดงามด้วยเรื่องราวอันเกิดจากแสง-เงา และไรแดด ซึ่งนอกจากจัดว่าเป็นศิลปะที่จะสามารถเข้าถึงได้รอบตัวสำหรับคนทั่วไปแล้ว เรื่องของแสงเงาและไรแดดนี้ ก็สามารถใช้ศึกษาวิธีการทางศิลปะ เพื่อเกิดทรรศนะเชื่อมโยงแบบสหวิทยาการ อีกทั้งเห็นหลักคิดสำหรับขยายปัญญาไปสู่เรื่องราวต่างๆได้อีกอย่างกว้างขวาง ที่จะไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยศาสตร์และความรู้เชิงเดี่ยว ถ่ายภาพ : นงนาท สนธิสุวรรณ[คลิ๊กเพื่ออ่านและศึกษาเพิ่มเติม] [๑] 

..............................................................................................................................................................................

   ศิลปะโดยแสง-เงาและไรแดด    
แนวการศึกษาและสร้างสรรค์ศิลปวิทยาที่ความก้าวหน้ามากที่สุดแนวหนึ่ง

แสง-เงา เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการทำงานทัศนศิลป์ทุกแขนง เป็นรากฐานของการสร้างจินตภาพและการเกิดความสร้างสรรค์ วิธีคิด วิธีมอง วิธีเห็น และวิธีจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งต่างๆ ที่อาจเปรียบได้กับทรรศนะแม่บทอีกชุดหนึ่งสำหรับแสดงและซาบซึ้งปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ให้หลักเกณฑ์และวิธีอธิบายความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกรอบข้างในภาษาศิลปะและกระบวนการทางศิลปะ หลากหลายอยู่ในสังคมวัฒนธรรมต่างๆของโลก

  แสง-เงากับจักรวาลวิทยา
และทรรศนะพื้นฐานในการอธิบายสังคมมนุษย์กับระบบธรรมชาติ

ภาพที่ ๒ ความหลับไหลของเอนดีเมียน : The Sleep of Endymion [๒] งานของจิตรกร ๓ พี่น้องชาวฝรั่งเศส Anne-Louis Girodet, ๑๗๙๑ เป็นภาพเขียนถ่ายทอดวิธีอธิบายโลกและดวงจันทร์ด้วยจินตนาการเกี่ยวกับแสงดวงจันทร์ผสมผสานกับการผูกเรื่องเป็นเทพปกรณัมของกรีก ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวเอนดีเมียน ชายหนุ่มรูปงามและเป็นคนเลี้ยงแกะผู้ต้องหลับไหลไปตลอดกาล กับเทพีแห่งดวงจันทร์ที่มุ่งรักษาพรหมจรรย์แต่ต้องผูกพันลงมายังผืนโลกเพื่อได้ชื่นชมเอนดีเมียนในค่ำคืนยามหลับไหล แสงนวลของดวงจันทร์ส่องมายังโลกที่เราได้เห็นอยู่ตลอดมานั้น ก็คือเทพีแห่งดวงจันทร์กำลังลงมายังโลกหาเอนดีเมียนนั่นเอง

ในหลายสังคมก็มีตำนานที่สื่อสะท้อนระบบวิธีคิดต่อโลกและจักรวาลในลักษณะนี้เช่นกัน เช่น ในสังคมไทยก็มีนิทานเรื่องตากับยาย ๒ คนกำลังทำนาตำข้าวบนดวงจันทร์ ในสังคมจีนก็มีตำนานเกี่ยวกับการทำขนมสื่อสารเพื่อร่วมกันลุกขึ้นต่อสู้ผู้กดขี่ในคืนไหว้พระจันทร์ซึ่งทำให้เกิดมีขนมไหว้พระจันทร์ดังปัจจุบัน ในบางสังคมก็มีนิทานเรื่องบ้านของกระต่ายมีหน้าต่าง ๑๕ ช่องซึ่งกระต่ายต้องหมุนเวียนเปิด-ปิดคืนละบาน เมื่อเปิดก็ทำให้เกิดข้างขึ้นเดือนหงาย เมื่อปิดก็เกิดข้างแรม หมุนเวียนรอบละ ๑๕ วัน ในอารยธรรมโบราณของอินเดียและกรีก แสงและเงาแดดทำให้เกิดระบบหมายรู้เวลาอันเป็นที่มาของระบบปฏิทิน นาฬิกา และมาตรวัดต่างๆในปัจจุบัน

จากตัวอย่างเหล่านี้ เมื่อมองในแง่หนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่าแสง-เงานั้น มีบทบาทต่อการก่อเกิดระบบวิธีคิด ปรากฏอยู่ในทุกสังคมวัฒนธรรมของโลก ทั้งนี้ ก็เนื่องจากพระอาทิตย์หรือพลังชีวิตจากธรรมชาติ อันเป็นแหล่งของแสง-เงาและไรแดดนั้น เป็นแหล่งประสบการณ์ต่อโลกภายนอกหนึ่งเดียวที่ดั้งเดิมที่สุด  (Primary Source) ที่ทุกสังคมวัฒนธรรมของโลกมีร่วมกัน ไม่ว่าจะมีความแตกต่างหลากหลายกันอย่างไร ก็ล้วนมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานเดียวกันนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น ก่อนที่จะสามารถสร้างภาษา อารยธรรม สร้างสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันแบบแยกกันเป็นประเทศ กระทั่งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขยายเพิ่มพูนขึ้นอย่างสลับซับซ้อนดังปัจจุบันนี้ได้เสียอีก

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

บันทึกนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีทำงานด้วยแสง-เงาและไรแดดในงานศิลปะแขนงต่างๆ เพื่อเห็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่งสำหรับเข้าถึงสิ่งต่างๆที่ก่อเกิดขึ้นจากทรรศนะพื้นฐานที่สุดของระบบภูมิปัญญาและหลักคิดในการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติในสังคมวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราได้ความซาบซึ้ง เข้าใจ เกิดความเคารพนอบน้อม เห็นรากฐานความจริง ความดี และความงาม ที่อยู่ในวิถีชีวิตและวิถีสังคมอันแตกต่างหลากหลาย วิธีนำเสนอจะนำเสนอผ่านการชมผลงานศิลปะ จากนั้นจะให้บทสรุปเป็นหลักคิดที่สำคัญๆ

skyphuttamonton11.jpg picture by waweeme

หมวกเมฆ [๓] ตัวอย่างแสง-เงาอันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติคู่มากับการเกิดโลกและจักรวาลที่ให้จินตนาการและพัฒนาความรับรู้แก่มนุษย์อยู่โดยพื้นฐานที่สุด  ขอขอบคุณภาพถ่าย : อาจารย์ณัฐพัชร์ ทองคำ

 แสง - เงาและไรแดด 

ประสบการณ์ต่อแสงเงาและไรแดด เป็นเสมือนทรรศนะพื้นฐานที่นำไปสู่การสร้างสรรค์ทางศิลปะ รวมไปจนถึงความสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สื่อ การอยู่อาศัย สุขภาพในสิ่งแวดล้อมแสงสว่าง สีสัน และเงา เครื่องใช้สอยในชีวิตประจำวัน และอุตสาหกรรมความบันเทิง

ตัวอย่างเช่น องค์ประกอบด้านศิลปะและสุนทรียภาพต่อสีแสงเงา ผสมผสานกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปฏิกริยาและผลกระทบต่อแสงที่สัมพันธ์กับปัจจัยการเห็น ระดับการมอง ระบบการสื่อสารทัศนสัญลักษณ์ ปัจจัยทางกายภาพ สรีระ สิ่งแวดล้อม ของกลุ่มคนในสังคมต่างๆของโลก ทั้งมิติสุขภาพและอื่นๆ วัฒนธรรมประเพณีและนิเวศวิทยาเกี่ยวกับแสง-เงาและแดด รวมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมเกี่ยวกับแสง เหล่านี้ เมื่อผสมผสานเข้าด้วยกัน ก็ก่อให้เกิดศาสตร์เกี่ยวกับการยวิทยา หรือ Ergonomics เพื่อออกแบบระบบวิศวกรรมไฟรถยนตร์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อให้สนองตอบต่อความจำเป็นและครอบคลุมความต้องการทั้งอรรถประโยชน์ ความสวยงาม ความเข้าถึงได้ด้วยตนเอง ความสอดคล้องกับระบบสังคม ความปลอดภัย และอื่นๆทุกมิติ ในเงื่อนไขแวดล้อมอันหลากหลายไปตามสังคมและวัฒนธรรมต่างๆของมนุษย์ เหล่านี้เป็นต้น

  แสง-เงากับการจัดความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งศรัทธาสูงสุด

ภาพที่ ๓ กำเนิดพระเยซู : Nativity Scene [๔] โดย Antonio Correggio อันโตนิโอ คอริจจิโอ ๑๕๒๒-๑๕๓๐  การเขียนภาพแสดงจินตนาการวันกำเนิดพระเยซู เป็นศิลปะเพื่อพระศาสนาหัวข้อหนึ่งที่มีการเขียนขึ้นอยู่ทุกยุคสมัยและในแนวทางที่แตกต่างหลากหลาย ทั้งโดยวิธีสื่อแสดงสัญลักษณ์ รวมทั้งการแสดงข้อมูลและหลักฐานจากการศึกษาค้นคว้า การใช้แสงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพ เป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ แต่มีภาษาความเป็นศิลปะที่ต่างออกไปจากการใช้แสง-เงาในภาพเขียนแบบทั่วไป โดยลักษณะของแสง-เงา มีความเป็นแสงที่เปล่งความส่องสว่างออกมาจากข้างในหรือแสงจากภายใน (Inner Ligth) แสดงความเป็นปรากฏการณ์พิเศษและไม่นิยมใช้กับกรณีทั่วไป

  แสง-เงากับการบันทึกประวัติศาสตร์สังคม
และการสื่อสะท้อนทรรศนะของประชาชนด้วยงานศิลปะ

ภาพที่ ๔ การปลงพระชนม์เลดี้เจนเกรแห่งอังกฤษ The Execution of Lady Jane Grey [๕] โดย พอล เดอลาโรเช Paul Delaroche, ๑๘๓๓ เป็นการเขียนภาพโดยใช้แสงสื่อแสดงความสะเทือนใจ บันทึกประวัติศาสตร์สังคมและประวัติศาสตร์ราชสำนักของอังกฤษ ลักษณะของการใช้แสงมีบทบาทในการแสดงฐานะสูงส่งเป็นจุดสนใจสูงสุดของภาพ เน้นความบริสุทธิ์ ความโศกเศร้า ขณะเดียวกันก็มีบทบาทแสดงความสมจริง ผสมผสานขนบการใช้แสงในการเขียนภาพของยุคเรอนาซองส์ ซึ่งแสง-เงามีบทบาทแสดงลำดับความสำคัญของเรื่องราวที่บันทึกถ่ายทอดในภาพ และในยุคโรแมนติค ซึ่งแสง-เงามีบทบาทต่อการเน้นอารมณ์และบอกเล่าความสะเทือนใจของเรื่องราวในภาพ การใช้แสง-เงาในลักษณะดังกล่าวนี้ สื่อสะท้อนถึงจินตภาพและความปราดเปรื่องของจิตรกรในยุคนั้นผ่านการใช้แสง-เงาเหมือนกับการควบคุมด้วยลำแสงสปอตไลต์สมัยใหม่ ซึ่งกาลเวลาผ่านไปจนเกือบล่วงเข้าสู่กลางศตวรรษที่ ๒๐ หรือกว่า ๒๐๐ ปีผ่านไป วิทยาการและเทคโนโลยีการให้แสงเป็นลำแบบสปอตไลต์ รวมทั้งการจัดแสงเพื่อควบคุมทิศทางและสร้างบรรยากาศได้อย่างที่เห็นในภาพ จึงเพิ่งจะสามารถคิดค้นและทำได้ในสังคมโลก

  แสง-เงากับการบันทึกสังคมชาวบ้าน
และสื่อสะท้อนทรรศนะเชิงวิพากษ์ทางสังคม

ภาพที่ ๕ ครอบครัวเกษตรกรและชาวชนบท โดย Antoine, Louis, and Mathieu Le Nain [๖] จิตรกร ๓ พี่น้องชาวฝรั่งเศส ,๑๖๐๐-๑๖๗๗ ลักษณะการใช้แสง-เงาถ่ายทอดความเหมือนจริงแนว Realistic หรือสัจจนิยม ขณะเดียวกันก็สร้างการขัดกันอย่างเข้มข้นของแสง-เงาเพื่อขับอารมณ์ สื่อสะท้อนวิถีชีวิตและเรื่องราวของภาพ วิธีการบอกเล่า จัดวางองค์ประกอบ และเชื่อมโยงความเป็นพื้นที่ รูปทรง และความว่าง ทั้งหมดในภาพ ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถูกถ่ายทอดผ่านการจัดวางทิศทางของแสง-เงาให้เป็นทิศทางเดียวกัน ซึ่งต่างจากแนวการให้แสง-เงาในภาพเขียนโดยทั่วไปสำหรับงานทัศนศิลป์เพื่อศาสนา ราชสำนัก เทพปกรณัม เรื่องราวสังคมของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง แสง-เงาที่ตัดกันเข้มข้น แววตาหลายคู่ที่มองตรงมายังผู้ชม เด็กๆ หมา แมว ที่นั่งนิ่งหงอยเหงา จานและภาชนะทุกใบที่ว่างเปล่า เหล่านี้ ให้ความกระทบใจที่ซาบซึ้งรุนแรง รู้สึกได้ถึงความหิวโหย ทุกข์ยาก มีความหวังอันจำกัด สตรีแม่บ้านด้านซ้ายของภาพ สัญลักษณ์ของอาหารและความอบอุ่นมั่นคงปลอดภัยในบ้าน แวดล้อมด้วยเด็กๆ หมา แมว และเงาของสมาชิกครอบครัวดังความเป็นจริงของชีวิตที่ลางเลือนอยู่ข้างหลัง ในมือมีเหยือกนมและแก้วเหล้าองุ่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์การขอประทานพรจากพระเจ้า 

  แสง-เงาและไรแดดกับการบันทึกถ่ายทอดสังคมการผลิตของชุมชน
และสื่อสะท้อนทรรศนะเชิงวิพากษ์ทางสังคม

ภาพที่ ๖ เก็บลูกแอปเปิ้ลที่อีรักนีเซอร์เอ็ปเต้ Apple Picking at Eragny-sur-Epte [๗] โดย คามิลลี ปิซซาโร Camille Pissaro,๑๘๘๘ เป็นการบันทึกถ่ายทอดและบอกเล่าชีวิตเกษตรกร ผ่านบรรยากาศการเก็บลูกแอปเปิ้ลกลางแดดเปรี้ยงยามเที่ยงวันที่พุ่งตรงลงมาจากด้านบน ลักษณะของแสง-เงา บอกเล่าความเป็นชีวิตของเกษตรกรที่อยู่พ้นแดดแรงเพียงในขอบเขตใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิ้ล สื่อสะท้อนการทำมาหากินและการคลายความทุกข์ร้อนเมื่อแอปเปิ้ลผลิดอกออกผลให้เกษตรกรได้เก็บเกี่ยว หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ ในท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจสังคมที่ดำรงอยู่นั้น ชีวิตเกษตรกรต้องฝากไว้กับผลผลิตและขอบเขตอันบีบคั้น อุปมาดั่งดูแลตนได้เพียงร่มเงาอันน้อยนิด การใช้แสงในทิศทางอย่างนี้จัดว่าเป็นภาษาที่แรงต่อการกระทบใจ แหวกแนวออกไปจากทรรศนะของสังคมในยุคเดียวกันซึ่งเชื่อว่าแสงที่งดงามและเป็นมาตรฐานในภาษาศิลปะคือแสง ๔๕ องศา การใช้แสงแบบเที่ยงวันในท่ามกลางบริบททางสังคมอย่างนั้นจึงเป็นการแหกคอกหรือกบฏทางความคิดต่อยุคสมัย ภาษาของแสง-เงา สะท้อนทรรศนะต่อสังคมของศิลปิน รวมทั้งบันทึกสภาพสังคมที่ร่วมยุคสมัยของการทำงาน

  แสง-เงากับการบันทึกและถ่ายทอดความประทับใจจากวิถีชีวิตและฤดูกาล

ภาพที่ ๗  ทิวทัศน์ในเหมันตฤดู Winter Landscape [๘] โดย  Caspar David Friedrich, ๑๘๑๑  บทบาทของเงา นำมาใช้ลดความจ้าของแสง ทำให้เกิดความนุ่มนวลและก่อเกิดลักษณะการใช้แสงแบบการฟุ้งกระจาย Diffused Ligthing ในภาพเขียน ซึ่งเป็นอีกขนบหนึ่งของการเขียนภาพทิวทัศน์ในสังคมที่มีหิมะและแสงจ้าจากหลายแหล่ง

  แสง-เงากับการบันทึกและถ่ายทอดความประทับใจ
ในวิถีชีวิตของปัจเจก ผู้คนรอบข้าง และในสังคมที่อยู่อาศัย

ภาพที่ ๘  มาเน่กับลูกสาวในสวน : Eugene Manet with Daugther at Bougival [๙] งานสีน้ำมันบนผ้าใบของ Berthe Morisot, ๑๘๘๑ การให้น้ำหนักของเงาขับความมีชีวิตชีวาของแสงแดด ขณะเดียวกันก็เพิ่มไรแดดภายในส่วนที่เป็นน้ำหนักของเงา เพื่อร่วมกันให้ผลบอกเล่าความรื่นรมย์ของชีวิตในท่ามกลางธรรชาต สิ่งแวดล้อม และแสงแดด ถ่ายทอดวิถีชีวิตและค่านิยมในการดำเนินชีวิตของหมู่คนชั้นกลางของยุโรป ทรรศนะต่อความงามและความประทับใจ ขยายแนวคิดไปสู่การปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมิติสังคมวัฒนธรรม ไรแดดสื่อสะท้อนความสำนึกต่อปัจเจกภาพและความเป็นสังคมเสรีนิยมอย่างเด่นชัดมากขึ้น

  แสง-เงาและไรแดดกับการบันทึกถ่ายทอดความประทับใจ
และการนำเสนอทรรศนะใหม่ต่อธรรมชาติความงาม

ภาพที่ ๙ ไรแดดกับหญิงสาวกลางแสงแดด : Nude in Sunligth [๑๐] งานของ เรอนัวร์ Pierre-Auguste Renoir ผลงานประมาณในช่วงทศวรรษ ๑๘๗๐ เรอนัวร์เป็นจิตรกรในกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ มุ่งบันทึกและถ่ายทอดความประทับใจจากสิ่งที่อยู่บนวิถีชีวิตของผู้คน รวมทั้งในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความงามและสุนทรียภาพแห่งชีวิตอยู่ที่การมองและความประทับใจ หรือมาจากความรื่นรมย์ที่อยู่ในใจของเรานั่นเอง ไรแดด สีสัน และแสง-เงาที่แสดงบรรยากาศ จึงเป็นองค์ประกอบหลักของการบอกเล่าผ่านภาพเขียน ซึ่งทำให้เห็นมิติความงามและความประทับใจในทุกที่ ไม่ใช่เพียงในทิวทัศน์ที่งดงามอยู่แล้ว หรือดอกไม้ซึ่งมีความสวยงามจูงใจอยู่ในตัวเอง หน้าตาสะสวยของหญิงสาว ตลอดจนความอลังการทางวัตถุและสิ่งตบแต่งซึ่งบอกเล่าตนเองโดยศิลปะไม่ได้มีบทบาทนำเสนอความงามและสุนทรียภาพอันเกิดจากความสร้างสรรค์ของมนุษย์ ไรแดดและแสง-เงาจึงเป็นภาษาของการวิพากษ์ทางสังคม อีกทั้งนำเสนอวิถีแห่งความเรียบง่าย จัดว่าเป็น dialogue ทางวัฒนธรรมวิธีหนึ่ง ที่น่าสนใจมาก

  แสง-เงาและไรแดดกับการบันทึกถ่ายทอดความประทับใจ
และการนำเสนอทรรศนะใหม่ต่อสุนทรียภาพและความงามของชีวิตในธรรมชาติ

ภาพที่ ๑๐ สระบัว The Waterlilly Pond โดย โมเน่ต์  Claude Monet  [๑๑] ประมาณปี ๑๘๙๙ เป็นงานในกลุ่มบุกเบิกศิลปะอิมเพรสชั่นนิสต์ในศตวรรษ ที่ ๑๙ การใช้แสง-เงา และไรแดด มีบทบาทมากกว่าการเป็นองค์ประกอบการแสดงความสมจริงอย่างหลักการของแสง-เงาในงานแนวสัจจนิยมหรือ Realistic  โดยทั่วไป การแสดงความประทับใจต่อเรื่องราวในชีวิต ตลอดจนการบันทึกและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆต่อสังคมและความเป็นจริงของโลกรอบข้างถูกถ่ายทอดผ่านการทำงานความคิดและการพัฒนามุมมองในเชิงสะท้อนความหมายหรือ Reflection ในภาพสระบัวนี้ จะเห็นว่าจิตรกรจัดวางอารมณ์ภาพให้ผู้ชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจุดยืนเดียวกันทั้งกับจิตรกรและคนอื่นๆที่เป็นผู้ชม โดยใช้ร่มเงาอยู่ด้านหน้าและมีไรแดดกับแสงจากความสดใส ส่องกระทบผิวน้ำ ไล้ไปบนสรรพสิ่งอย่างมีจังหวะและเกิดลีลาความเคลื่อนไหว เหมือนผู้ชมกำลังนั่งอยู่ใต้ร่มเงาอันร่มรื่นในสวนรอบข้าง เห็นการพินิจพิจารณาอย่างมีเรื่องราว ซึ่งเป็นความสุขความประทับใจอยู่เบื้องหน้า จะเห็นได้ว่า แสง-เงาและไรแดดในภาพนี้ ไม่ได้ทำบทบาทอย่างวิธีคิดและความเชื่อต่อเรื่องแสง-เงาโดยทั่วไปซึ่งปรกติก็จะต้องช่วยในการมองเห็นให้แจ่มชัดและแยกพื้นกับรูปทรงให้เกิดมิติทางทัศนศิลป์ ทว่า กลับเป็นองค์ประกอบหลักในการจัดวางแนวคิดของภาพเลยทีเดียว

  แสง-เงากับการถ่ายทอดและนำเสนอประสบการณ์ความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ

ภาพที่ ๑๑ ภาพแสง-เงา [๑๒]ของปรีชา เถาทอง  จิตรกรไทย เป็นการใช้องค์ประกอบของแสง-เงา มาสื่อแสดงสิ่งที่เป็นระบบวิถีคิดของสังคมวัฒนธรรมตะวันออก โดยเฉพาะในสังคมไทย รวมทั้งถ่ายทอดประสบการณ์และสื่อแสดงความลึกซึ้งในพุทธธรรม เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงสัมผัสให้กับผู้ชมในการเข้าถึงความสงบใจ ภายในเงาก็มีรายละเอียด เห็นความเป็นสมาธิ ความลึกซึ้งและกระแสธารความต่อเนื่อง  เคลื่อนไหวบนความสงบนิ่ง (ภาพซ้าย) แสงสุวรรณภูมิ(วัดเชียงของ) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ภาพขวา) แสงสุวรรณภูมิ(วัดพระศรีฯ) ประเทศไทย

  แสง-เงากับการสร้างสรรค์ศิลปะของการสื่อสารเรียนรู้และความบันเทิงในวิถีชีวิต

ภาพที่ ๑๒ หนังตะลุง [๑๓] ศิลปะจินตลีลาของแสง-เงาและการเล่าเรื่อง ที่สะท้อนวิถีวิต โลกทัศน์ ภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาวบ้านในสังคมวัฒนธรรมไทยภาคใต้

  แสง-เงากับการบันทึกและถ่ายทอดประสบการณ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์

ภาพที่ ๑๓ ภาพเขียนสีบนผาแต้ม [๑๔] โขงเจียม  อุบลราชธานี เป็นภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์กว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว เป็นภาพเขียนสีบนผาหินต่อเนื่องยาวกว่า ๑๘๐ เมตรและประกอบด้วยภาพเขียนกว่า ๓๐๐ ภาพ บันทึกและถ่ายทอดเรื่องราวด้วยลายเส้น เขียนทึบด้วยสีเดียว(Monochrome) และมีลักษณะการเขียนเงาหรือภาพแบบ Silhouette กับการเขียนบนพื้นเว้นว่างให้เป็นภาพซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการพ่นหรือการเขียนขอบนอกแสดงรูปร่าง แต่เว้นว่างส่วนที่เป็นตัววัตถุ  

ตำราการศึกษาค้นค้วา  แสง-เงาและไรแดด

ภาพที่ ๑๔ ตำราเล่นแสง-เงาด้วยมือเปล่า : Hand Shadows  [๑๕] ตำราบันทึกและถ่ายทอดการเล่นแสง-เงาด้วยมือเปล่าของต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงศิลปะเกี่ยวกับแสง-เงาว่าได้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีความก้าวหน้า มีการบันทึกและถ่ายทอด  รวมทั้งเผยแพร่อย่างกว้างขวางมาอย่างต่อเนื่อง

                                  Shadow artist Kumi Yamashita Shadow artist Kumi Yamashita

 ศิลปะแสง-เงาและไรแดด
กับพัฒนาการความสร้างสรรค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดของโลก

ผลงานศิลปะเงา Shadow Art ของ Kumi Yamashita [๑๖] ศิลปินหญิงชาวญี่ปุ่น  ๑ ในผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดศิลปินของโลกที่สร้างงานด้วยแสง-เงา หรือ เป็น Master of Ligthing and Shadow Art  ภาพที่ ๑๕ ภาพของผู้หญิงบนผนัง เป็นเงาที่ทอดจากแสงกระทบชิ้นไม้เล็กๆ ที่จัดวางกระจัดกระจาย หากมีแสงส่องตรงไปที่ผนัง ภาพดังกล่าวก็จะหายไปทันที ภาพที่ ๑๖ ภาพของคู่รักจากเงาอันเกิดจากการฉลุกระดาษชิ้นเล็กๆที่เหมือนกับแผ่นกันแดดที่คู่รักช่วยกันถือเหนือศีรษะ หากฉายแสงส่องไปที่ภาพ หรือดับไฟจากด้านบน ภาพดังกล่าวก็จะหายไปทันทีอย่างน่าอัศจรรย์ ภาพที่ ๑๗  ภาพเหมือนของเด็ก เกิดจากการปักเข็มหมุดทั่วแผ่นภาพแล้วใช้ด้ายสีดำ สานถักทอไปตามเข็มหมุด ผสมผสานกับการเกิดเงาจากเข็มหมุดและด้าย

Shadow artist Kumi Yamashita

ภาพที่ ๑๘  ภาพหญิงสาวจากเงาของตัวเลข ผสมผสานเป็นองค์ประกอบเดียวกันกับสภาพแวดล้อมจริง ก่อให้เกิดอีกมิติหนึ่งของความเป็นจริงที่สร้างขึ้นจากเงาและความเป็นจริง เมื่อมีแสงจากอีกด้านหนึ่งย้อนกลับไป ภาพดังกล่าวก็จะหายไป และวัตถุกับสภาพแวดล้อมที่ปรากฏอยู่นั้น ก็จะแสดงเรื่องราวไปอีกมิติหนึ่ง

   

  แสง-เงาและไรแดดกับการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมสร้างสรรค์
บูรณาการทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมกับวิทยาการและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

ภาพที่ ๑๙ ภาพที่ ๒๐ ภาพที่ ๒๑ ภาพที่ ๒๒ : การจัดการแสดง แสง-เสียง ชุด ลำนำคีตกาลแห่งท้องทะเล Song of the Sea [๑๗] ที่เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์ เป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์และความเป็นสิงคโปร์บูรณาการกับอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้เรื่องราว ใช้สภาพแวดล้อมจากของจริงบนชายหาดผสมผสานกับการทำภาพเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการฉายด้วยแสงเลเซอร์บนม่านละอองน้ำ เป็นตัวอย่างพัฒนาการอีกแนวหนึ่งของศิลปะแสง-เงา อันนำไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมอีกแขนงหนึ่ง ที่บูรณาการความเป็นสังคมหลายมิติทั้งยุคเก่า ปัจจุบัน และในอนาคต เข้าด้วยกัน และเคลื่อนไหวมิติอื่นๆของสังคมอย่างมีความหมาย

  บทสรุปและการเรียนรู้ 

กล่าวได้ว่า แสง-เงา เป็นทรรศนะพื้นฐานของการสร้างความรู้และการสร้างภูมิปัญญาจากประสบการณ์อีกมิติหนึ่งของสังคมมนุษย์นับแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน สามารถริเริ่ม คิดค้น และพัฒนาผสมผสานเพื่อแสดงความสร้างสรรค์ได้อย่างหลากหลาย

โดยความคุ้นเคยและโดยวิถีคิดทั่วไปนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าความเป็นจริงต่างๆที่เราเห็นนั้นเกิดจากแสงสว่างและการส่องสะท้อนสู่ประสาทสัมผัส รวมทั้งการสร้างความรู้จากการเห็น ต้องเกิดจากความสามารถเห็น ตลอดจนชั่งตวงวัดได้อย่างครบถ้วนเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจุดหมายของการเห็น ได้อย่างถูกต้อง จึงจะสามารถสร้างความรู้ที่ดีได้ 

ทว่า จากทรรศนะเรื่องแสง-เงานั้น จะเห็นได้ว่า เราสามารถสร้างความรู้และเข้าถึงความเป็นจริงได้ในอีกวิธีหนึ่งคือ จากด้านที่ไม่ใช่สิ่งนั้น แสงกับเงาจึงเป็นของคู่กัน จัดว่าเป็นวิธีคิดซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกันกับทรรศนะพื้นฐานแบบทวิลักษณ์นิยมที่สำคัญอื่นๆ เช่น หยิน-หยาง ความมี-และไม่มี วัตถุ-กับจิตใจ รูปธรรม-กับนามธรรม พื้นที่-และความว่าง ตัวตน-ความไร้ตัวตน เหล่านี้เป็นต้น การทำงานบนองค์ประกอบของแสง-เงาและไรแดด จึงเป็นงานเชิงวิธีคิดที่มีความลึกซึ้ง นำไปสู่การพัฒนาความสร้างสรรค์ออกไปหลากหลายสาขา ทั้งทางด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ระบบปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารเรียนรู้ทางสังคม เป็นกรอบคิดหลักอีกกรอบหนึ่งที่จะสามารถเปิดเข้าสู่พรมแดนข้ามศาสตร์ โดยใช้ศิลปะเป็นแกนได้

เราสามารถทำงานศิลปะเกี่ยวกับแสง-เงา และไรแดดได้ใน ๒ ระนาบ อันได้แก่ ประการที่ ๑ 'เทคนิควิธีทางศิลปะ' ใช้เป็นวิธีทำงานศิลปะแนวทางหนึ่งโดยเน้นพลังขององค์ประกอบด้านแสง-เงาและไรแดด ซึ่งให้ผลทางศิลปะได้อย่างอัศจรรย์ อีกทั้งมีแง่มุมให้สามารถค้นพบได้อีกอย่างไม่จำกัด และประการที่ ๒ 'Learning Methodology' ใช้เป็นวิธีพัฒนาระบบวิธีคิดและสร้างภูมิปัญญาจากประสบการณ์อันลึกซึ้งของมนุษย์ โดยอ้างอิงออกไปจากกรอบคิดเรื่องแสง-เงาและไรแดดได้อย่างไม่จำกัดเช่นกัน ซึ่งทั้งสองส่วนจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้การทำกิจกรรมทางศิลปะมีความสนุกเพลิดเพลิน สร้างความงอกงามในจิตใจ พร้อมกับสามารถทำให้มีความหมายต่อการเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงแตกออกไปได้อย่างหลากหลายตามประสบการณ์ของแต่ละคน ก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบพหุปัญญาซึ่งเป็นแนวโน้มความจำเป็นที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคม ทั้งในปัจจุบันและอนาคต.
...........................................................................................................................................................................
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อร่วมยินดีกับกลุ่มงานศิลป์เล่นกับแสง-เงา และไรแดด ซึ่งพี่นงนาท สนธิสุวรรณ ที่ปรึกษากิจกรรมองค์กรเพื่อสังคมธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด(มหาชน)ได้ตั้งหัวข้อขึ้นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศิลปะตามความสนใจ

 เชิงอรรถ อ้างอิง และหนังสือสำหรับอ่านประกอบ  

[๑] นงนาท สนธิสุวรรณ http://gotoknow.org/profile/nongnarts
[๒],[๕][๖][๗][๘][๙][๑๐][๑๑]
Andrew Graham -Dixon (Editorial Consultance).2008.
Art : The Definitive  Visual Guide .Doring Kindersly. 
[๓] ศึกษาเพิ่มเติม ใน บัญชา ธนบุญสมบัติ : ชายผู้หลงรักมวลเมฆ : http://gotoknow.org/blog/weather/398606
[๔] ถ่ายภาพ : ณัฐพัชร์ ทองคำ :  http://gotoknow.org/blog/speakout/402782
[๑๒] ภาพจากสูจิบัตร : การแสดงนิทรรศการของสมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติ แห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๒