ต่อยอดจาก http://gotoknow.org/blog/otpop/382027 เป็นการศึกษาทางคลินิกของนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายและนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมในเด็กที่ใส่สายป้อนอาหารนาน 20 เดือน

ผมนัดกรณีศึกษามาประเมินสุขภาวะการพัฒนาเด็ก ได้แก่ ทักษการกินและกลืนอาหาร  ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเล่น ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และทักษะการจัดการอารมณ์ ในห้องการรับความรู้สึกที่หลากหลาย (Multi-sensory room) ณ ห้องปฏิบัติการทางกิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ศาลายา  

นัดหมายติดตามผลครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สาม ลองคลิกอ่านรายละเอียดของกรณีศึกษาที่ http://gotoknow.org/blog/otpop/382027

ครั้งนี้ผมเชิญอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายมาร่วมตรวจประเมินของกรณีศึกษาวัย 20 เดือน ที่ได้รับการผ่าตัดเพดานโหว่เมื่ออายุ 6 เดือน เข้า รพ. เนื่องจากปอดอักเสบเมื่ออายุ 10 เดือน และกำลังต้องให้ยาสลบเพื่อตรวจหูชั้นกลางภายในเดือนนี้ ทำให้เด็กรู้สึกทุกข์กับการใส่สายป้อนอาหารทางจมูกและการเข้า รพ. บ่อยครั้ง ผมในฐานะนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายและผู้ปกครอง จึงขอสรุปแนวทางเพื่อลองปฏิบัติที่บ้านพร้อมติดตามผลในหนึ่งอาทิตย์ ดังนี้

1. เนื่องจากเด็กมีเพดานโหว่และไม่ยอมดูดนมตั้งแต่แรกเกิด จึงได้รับการป้อนอาหารทางสายจมูกมานานเกินไป แม้ว่าจะได้รับการผ่าตัดแก้ไขเพดานโหว่ แต่ไม่มีการส่งปรึกษานักกิจกรรมบำบัดและนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย ทำให้ผู้ปกครองไม่เข้าใจกระบวนการและวิธีการพัฒนาเด็กให้เรียนรู้ทักษะการดูด การกัด การเคี้ยว การกินและการกลืนอาหารทางปาก ผู้ปกครองป้อนเด็กได้เล็กน้อยและไม่ถูกวิธี ทำให้เด็กไม่ยอมใช้ปากกินอาหารใดๆ นอกจากที่เด็กรู้สึกชอบ เช่น ขนมขาไก่นิ่มๆ น้ำผลไม้ ช๊อคโกแลตเหลว และยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่ผู้ปกครองยังไม่เคยสำรวจที่เด็กชอบและไม่ชอบในอาทิตย์หนึ่งว่ามีสัก 10 อย่างหรือไม่ อะไรบ้าง เพื่อประกอบเป็นเมนูที่กระตุ้นเด็กให้เรียนรู้ สำรวจ และทดลองทานอาหารแบบไม่เน้นปริมาณ ไม่เน้นการบังคับป้อน ทานอะไรได้ก็ให้เวลาและความสนใจกับอาหารชนิดนั้น มีการปรับแต่งกลินสีอาหารที่ชวนให้รับประทาน และเพิ่มความมั่นใจในการทานอาหารด้วยตนเอง อาจมีช้อนและถ้วยของเด็กเอง ช่วยป้อนโดยจับมือเด็กด้วย ปล่อยให้หกเลอะเทอะได้แล้วสอนให้เด็กเช็ดภายหลังได้ด้วยตนเองหรือผู้ปกครองช่วยเล็กน้อย

2. เนื่องจากเด็กถูกบังคับและคาดหวังจากผู้ปกครองมากเกินไป ทำให้เด็กหวาดระแวง กลัว และหลีกหนีจากการสัมผัสเล่นและเข้าร่วมทานอาหารกับคนแปลกหน้า ทั้งในวัยใกล้เคียงกันและวัยผู้ใหญ่ มีลักษณะวิตกกังวลแบบแยกตัว (Separation Anxiety) ดังนั้นผู้ปกครองต้องทำท่าทางให้เด็กเลียบแบบโดยไม่บังคับ ปล่อยให้เด็กสำรวจของเล่นและบุคคลอย่างช้าๆ ค่อยๆ เล่นแบบสัมผัสแบบไม่เร่งรีบ สื่อสารกับเด็กแบบสบายๆ เล่นด้วยบ้าง เพิกเฉยบ้าง อย่างต่อเนื่องภายใน 15 นาที ก็จะทำให้เด็กรู้สึกคุ้นเคยจากภาษาท่าทางของบุคคล สอนให้ชี้อวัยวะของเด็กและผู้ใหญ่ที่เล่นด้วย สอนให้เล่นโยนบอลด้วยกันในอ่างบอล แสดงท่าทางสนุกสนานกับเด็กพร้อมเสียงหัวเราะ มีการปรบมือ-อุ้ม-กอด-ให้กำลังใจเด็กอย่างสม่ำเสมอ ปรับบรรยากาศให้รู้สึกผ่อนคลาย - มีแสงสลัว เปิดไฟกระพริบ มีเสียงดนตรีสบายๆ มีหลากหลายมุมกิจกรรมให้เด็กสนใจเล่นกับบุคคลใดๆ

3. เนื่องจากผู้ปกครองต้องการให้ลูกกินได้ แล้วค่อยๆ สอนทักษะชีวิตด้านอื่นๆ ผมจึงแนะนำให้ใช้กิจกรรมบำบัดเพื่อการพัฒนาเด็กในทักษะอื่นๆ ด้วย อย่ารอแก้ไขทีละทักษะ มิฉะนั้นเด็กอาจไม่ยอมรับทักษะต่างๆ ที่ควรดำเนินไปพร้อมๆ กับทักษะการกินอาหาร ได้แก่ เด็กต้องเข้าใจภาษาท่าทางและภาษาพูด เพื่อให้ใช้ริมฝีปาก ลิ้น ฟัน ในการส่งเสียงที่หลากหลาย เช่น ส่งเสียงหัวเราะ ส่งเสียงเรียกให้ช่วยเหลือ ส่งเสียงทักทายพร้อมไหว้-โบกมือ ร้องเพลงกับไมค์ เป็นต้น ผู้ปกครองควรทำท่าทางให้เด็กดูและพูดให้เด็กฟัง 2-3 รอบ แล้วจึงจับทำแบบไม่บังคับ และกระตุ้นให้เด็กแสดงการสื่อสารแบบภาษาท่าทางและภาษาพูด โดยไม่คาดหวังเสียงพูดและองค์ประกอบของการพูดมากเกินไป เพราะเด็กเพดานโหว่มักส่งเสียงไม่ชัดและพยายามที่จะหาโอกาสเลียนเสียงขณะเล่นและทำกิจกรรมต่างๆ จากการฝึกของผู้ปกครองอยู่แล้ว

4. เนื่องจากเด็กมีเพดานโหว่และไม่ได้รับการฝึกจากนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมายเลย ทำให้เด็กอาจมีความบกพร่องของการทำงานของเพดานอ่อนที่เชื่อมโยงกับการเป่าปาก ดังนั้นผู้ปกครองต้องหาโอกาสเล่นกับลูกในกิจกรรมต่างๆ เช่น เป่าลมบนมือ ผิวปากตาม ป่องปากส่งเสียง แตะปากส่งจูบ เป่านกหวีดหรือของเล่นเป่าต่างๆ ดูดหลอดหรือยางที่มีอาหารที่ชอบได้ เป่าของเล่นแข่งกับผู้ปกครอง เป็นต้น บางครั้งอาจเล่นไปทานไปเป็นกิจกรรมกลุ่มบนโต๊ะอาหารหรือนั่งเป็นวงกับพื้น เล่นเดินวนป้อนอาหารระหว่างเด็กกับผู้ปกครองมากกว่าหนึ่งคน เล่นกับน้องและผู้ปกครองพร้อมกัน เพื่อเพิ่มการพัฒนาทักษะการจัดการอารมณ์และสังคมขณะเล่นได้ (สื่อสารกับเด็กแบบไม่ดุหรือตำหนิ แต่ค่อยๆ จับทำให้มีความสุขสนุกสนาน อย่าเล่นแรงเกินไป อย่าหยุดเล่น อย่านำเด็กแยกจากน้องหรือผู้ปกครองที่เล่นด้วยแบบเร่งรีบหรือกลัว เด็กจะสังเกตและเลียนแบบอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม)

นอกจากนี้ในกรณีเด็กตั้งใจอาเจียนอาหารที่ไม่ชอบ ผู้ปกครองควรอยู่นิ่งเงียบสักครู่ แล้วค่อยๆจับเด็กทำความสะอาดร่างกาย เพิกเฉยและไม่บังคับป้อนอาหาร แต่เปลี่ยนกิจกรรมรูปแบบอื่นๆ ทันที ทั้งนี้อาจวางแผนพัฒนาเด็กให้คุ้นเคยและปรับตัวได้ดีกับผู้ปกครองที่บ้าน ก่อนพิจารณาเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น การดูแลจากครูที่โรงเรียนและต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงแนวทางการพัฒนาเด็กร่วมกันโดยเน้นเป้าหมาย "เพิ่มความมั่นใจในความสามารถของเด็กและลดความวิตกกังวลแยกตัวของเด็ก" เป็นประการสำคัญ