ต้องใช้ 2 ปัจจัยมาเป็นปุ๋ยอารมณ์ คือ (1) การปฏิบัติ (2) การเอาผลสำเร็จจากการปฏิบัติมาเล่า ทำความเข้าใจ ตีความ และชื่นชมกัน ตรงนี้คือส่วนสำคัญที่สุดของชุมชนแห่งการเรียนรู้

         เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.49   รศ. ดร. บุบผา  อนันต์สุชาติกุล แห่งคณะศึกษาศาสตร์ มช.   มอบหนังสือเล่มเล็กชื่อ "การวิจัยเชิงปฏิบัติการ  การพัฒนากระบวนการคิด  ชุมชนแห่งการเรียนรู้ : รวมสาระจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ" แก่ผม   และบอกว่า "ขอคำแนะนำ"   ผมรับปากว่าจะมาวิพากษ์ลงบล็อก

         หนังสือเล่มนี้เท่ากับเป็นบทสังเคราะห์หรือเป็นบทสะท้อนความคิดหรือบทเรียนรู้จากการทำงานวิจัยในโครงการ "โรงเรียนแห่งการเรียนรู้"  ผมจึงมองว่าชื่อหนังสือน่าจะเป็น "จากปฏิบัติสู่ทฤษฎี" มากกว่า

         ผมชื่นชมที่โครงการวิจัยปฏิบัติการชุดนี้เน้นการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ของผู้ปฏิบัติงาน   คือต้องการสร้างความเป็น Learning Organization ขึ้นในโรงเรียนนั่นเอง   วัตถุประสงค์นี้ตรงกับวัตถุประสงค์ของ สคส.   ทีมของ ดร. บุบผาจึงเป็นแนวร่วมของ สคส. โดยปริยาย

         เป็นการสร้าง LO โดยใช้ Action Research เป็นเครื่องมือ

         รศ. ดร. บุบผา บ่นกับผมและเขียนไว้ในหนังสือ   เรื่องการใช้วิธีวิทยาการวิจัยด้านการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใน action research ว่าผลงานไม่เป็นที่ยอมรับ   เอาผลงานไปขอตำแหน่งทางวิชาการไม่ได้   ซึ่งผมคิดว่าทั้งจริงและไม่จริง

         ที่ไม่จริงก็คือ "ตักกสิลา" แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพอยู่ที่ มช. นั่นเอง   คือที่คณะสังคมศาสตร์   ได้แก่กลุ่ม รศ. ดร. ชยันต์  วัฒนภูติ,  ศ. ดร. ยศ  สันตสมบัติ,  ศ. ดร. อานันท์  กาญจนพันธุ์  เป็นต้น   ซึ่งจะเห็นว่าเป็นที่ยอมรับกันดีมาก

         ดังนั้น  หากวงการด้านการศึกษายังไม่ยอมรับวิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ   ก็ต้องจัดกระบวนการเพื่อสร้างการยอมรับ   สร้างเกณฑ์คุณภาพของงานวิจัยเชิงคุณภาพด้านการศึกษาขึ้น   โดยน่าจะได้เชิญนักวิจัยทางสังคมศาสตร์มาร่วมให้ความเห็น

         ผมเชื่อในคุณค่าของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้   การมีปฏิสัมพันธ์ข้ามศาสตร์

         ในหน้า 27 สรุปเรื่องชุมชนแห่งการเรียนรู้ว่า "ชุมชนแห่งการเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อมีคนจำนวนหนึ่งที่สนใจตรงกันและนำปัญหามาแบ่งปัน  ช่วยกันคิด  และหาทางตอบคำถาม   ซึ่งนักวิชาการด้านการจัดการความรู้เรียกว่าชุมชนปฏิบัติ"    ข้อความนี้ตกหรือขาดองค์ประกอบสำคัญของชุมชนแห่งการเรียนรู้คือการปฏิบัติ/การกระทำ   ชุมชนแห่งการเรียนรู้หากหมกมุ่นอยู่แค่การคิดและหาทางตอบคำถาม   มุ่งแก้ปัญหา   ชุมชนนั้นจะไม่งอกงาม  ไม่เติบโต   เพราะขาดปุ๋ย  ขาดตัวกระตุ้นทางอารมณ์   ต้องใช้ 2 ปัจจัยมาเป็นปุ๋ยอารมณ์ คือ
 (1) การปฏิบัติ
 (2) การเอาผลสำเร็จจากการปฏิบัติมาเล่า  ทำความเข้าใจ  ตีความ  และชื่นชมกัน   ตรงนี้คือส่วนสำคัญที่สุดของชุมชนแห่งการเรียนรู้

         ชุมชนแห่งการเรียนรู้งอกงามด้วยการมุ่งขยายความสำเร็จมากกว่างอกงามด้วยการมุ่งแก้ปัญหาครับ

         จริง ๆ แล้วเราไม่ยึดถึงแนว either - or   แต่เรายึดแนว both - and   ดังนั้นต้องดำเนินการทั้งแก้ปัญหาและขยายความสำเร็จ   แต่กิจกรรมขยายความสำเร็จควรเป็นตัวนำ

         ผมไม่รับรองว่าความเห็นของผมจะถูกต้อง   แต่รับรองได้ว่าไม่ครบถ้วนแน่นอนครับ

วิจารณ์  พานิช
 4 ก.ค.49