หลายๆ ท่านที่ได้ติดตามอ่านบันทึกของครูใจดี  คงจะคิดว่า ครูใจดีได้สอนแต่เด็กดี ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ ไม่ขี้เกียจ  ไม่เกเร  ไม่โดดเรียน ฯลฯ  กระมัง..... 

 

  เปล่าหรอก!!!   เด็กสมัยนี้นิสัยก็เหมือนกันแหละ เด็กประเภทที่กล่าวมานี้  มีอยู่ทุกโรงเรียนนั่นแหละ  เพราะเขามาจากครอบครัวที่แตกต่างกันไป  บางคนมีความพร้อม ครอบครัวสมบูรณ์  ซึ่งก็มีน้อยมาก   เด็กส่วนใหญ่มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น   ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัวแตกแยก  ยากจน ไม่มีพ่อแม่  อยู่กับญาติ ปู่ย่า ตายายที่อายุมากทำมาหากินไม่ไหวแล้วก็มีเยอะเลยทีเดียว  รวมถึงปัญหาชู้สาวด้วย... ลำพังดูแลเด็กที่เป็นประจำชั้น 40 คน นี่ก็ 40 รูปแบบแล้ว  ยังจะเด็กที่เราสอนอีกตั้งหลายระดับ หลายห้อง ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6  
 

   ไม่มีอะไรในโลกที่จะสมบูรณ์แบบหรอก  แม้แต่ตัวเราเองก็ยังไม่สมบูรณ์แบบเลย  เพียงแต่เราฝึกฝนและรู้จักปรับปรุงสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ต่างๆ ให้ดีขึ้นในระดับหนึ่งก็เท่านั้น 

 

ถ้าจะให้สาธยายถึงปัญหาของนักเรียน  และวิธีการแก้ไขคงต้องใช้เวลานานมากๆ  สารพัดปัญหา  มีให้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน   สิ่งที่ทำให้ฉันผ่านอุปสรรคและช่วยแก้ไขพฤติกรรมและปัญหาของเด็กได้นั้น  ฉันเริ่มที่   “ความไว้วางใจ”  อันนี้เป็นสไตล์ของฉันที่ปฏิบัติกับลูกศิษย์และทุกๆ คน ใครจะนำไปใช่ไม่สงวนค่ะ  

 

 
 

 

 ธรรมชาติของวัยรุ่นต้องการ “การยอมรับ ความเข้าใจ  แต่ไม่ใช่

ตามใจอย่างไร้เหตุผล”   

 
 เด็กดื้อ เกเร ก้าวร้าว  หรือครูบางท่านอาจ เรียกว่า “ไอ้พวกชอบลองของ หรือพวกท้าทาย กวนโอ๊ยๆๆ...”   พฤติกรรมแบบนี้   คุณครูหลายๆ ท่านไม่ค่อยชอบใจนักหรอก  รับไม่ได้  เลยไม่ใส่ใจ  หมายหัว และตัดสินตราหน้าเด็กไว้ก่อนว่า  เด็กเลว  ดื้อด้าน   เอ๊า!.... เด็กก็เลยดื้อ เกเร ก้าวร้าว ให้มันสะใจไปเลย...ฮา 
 
 วิธีการรับมือและจัดการกับพฤติกรรมดังกล่าว ของฉันคือ  การเข้าหาและสร้างความเป็นกันเอง อย่างจริงใจ ด้วยใจความมีเมตตา  นี่ลูกศิษย์ของเรานะ... ไม่ใช่โจรหรือผู้ร้ายที่ไหน?   ทุกคนย่อมทราบดีอยู่แล้ว ว่าอารมณ์ของวัยรุ่นเป็นอย่างไร  ฉันจะเปิดใจพูดคุยกับเขา  ใส่ใจถามสาระทุกข์สุขดิบ  ที่บ้านเป็นอยู่อย่างไร?  มีอะไรที่ครูพอจะช่วยได้ไหม?...ฯลฯ   สารพัดที่เราสามารถพูดคุยกับเขาได้  
 
   
 
 การพูดคุยกับเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องสำคัญ   ถ้าเขาเกิดความไว้วางใจ  เชื่อใจ ว่าเราหวังดีกับเขาอย่างแท้จริง แสดงว่าเราได้ลงไปนั่งอยู่ในใจของเขาแล้ว  ทีนี้แหละปัญหาที่เขามีอยู่ ก็จะเผยออกมาที่ละเรื่อง... เราก็จะช่วยแก้ปัญหา  หรือช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้  เมื่อปัญหาของเด็กลดลง  พฤติกรรมก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ  ทั้งนี้  เราต้องพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กด้วย  ปัญหาบางอย่างเราคนเดียวแก้ไม่ได้ทั้งหมด  ต้องประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองด้วย 

 

 

 

 

 “ถ้ากำหัวใจของลูกศิษย์ได้  ก็ไม่มีอะไรยากสำหรับครู” ที่จะอบรมสั่งสอน หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียนให้ดีขึ้น  และเขาย่อมมีคุณภาพชีวิตและอนาคตที่ดีขึ้นต่อไปในภายหน้าอย่างแน่นอน  ฉันมีความเชื่ออย่างนี้
 
  อย่าเลือกปฏิบัติกับเด็ก  หรือพูดคุยสนิทสนมเฉพาะเด็กดีเท่านั้น... ต้องปฏิบัติกับเด็กเท่าเทียมเสมอภาคกัน  เด็กดีเขาดีอยู่แล้ว  บอกอะไรเขาก็เชื่อฟังและทำในสิ่งดีๆ  เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร   เขามักจะเข้ามาหา มาขอคำแนะนำดีจากเราอยู่แล้ว.... แต่  เด็กที่ควรเอาใจใส่ให้มากๆ   คือ เด็กที่มีปัญหา  ครูอย่าปฏิบัติกับเขาด้วยสายตาเย็นชา  หรือเอาแต่ตำหนิเขา... เพราะเขาจะยิ่งต่อต้าน 

  

 

 

  การที่เราจะปกครองนักเรียนที่อยู่ในวัยรุ่น  ต้องปฏิบัติเหมือนกับเขาเป็นลูกของเรา.... ดีไม่ดี ปฏิบัติกับเขาดีกว่าลูกของเราเสียอีก...ฮา... หลายคนมีข้อโต้แย้ง...ว่า ก็ฉันไม่มีลูกนี่  จะรู้ได้อย่างไรว่าแม่ปฏิบัติกับลูกยังไง?....  ฉันไม่ได้เขียนให้ตลกนะ...   เพราะมีคนคิดแบบนี้จริงๆ  “ช่างมันซิ  ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลาน  พ่อแม่มัน ยังว่ากันไม่ได้เลย...”  อย่างเอ็ดไปค่ะ...  ฉันได้ยินคำบ่น คำเปรยแบบนี้มาตามสายลม..อยู่บ่อยๆ... 
 
 โถ... ไม่มีลูกก็ปฏิบัติได้  อย่างน้อยคุณก็ต้องมีหลานแหละ...เชื่อซิ... รักเขาให้เหมือนที่คุณรักหลานของคุณก็ได้  เอาน่ะ...  แฮ่ะ ๆ  ฉัน ไม่ได้สอนใครนะคะ... ได้ยินบ่อย เลยอยาก กระซิบๆ บอกกันกันบ้างน่ะ...  คนที่คิดแบบนี้ เป็น พวกศรีธนชัยนะ คือประเภทแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ... ฉันนอกเรื่องจนได้   ถึงไหนแล้วล่ะ? 
 

จะปกครองนักเรียนที่อยู่ในวัยรุ่น วัยพายุบุแคม วัยที่สับสนอลม่าน  เราต้อง…

  
  ไม่ข่มขู่ ไม่บังคับ เป็นกัลยาณมิตรกับเขา  เป็นที่พึ่งให้เขาได้  คุยกันด้วยเหตุผล  จริงใจ เชื่อมั่น/เชื่อใจ แคร์ความรู้สึก เมตตาเอื้ออาทร ให้อภัยและให้โอกาส
 
 
 

 กฎข้อตกลง  จะต้องเกิดจากความคิดของพวกเขา 

เราเป็นผู้ชี้แนะเท่านั้น  ยอมรับในตัวตนของเขา (เปิดใจ)

ให้โอกาสเขาแสดงความคิดเห็น และแสดงออก

  

 วัยรุ่นต้องการอิสรภาพมากขึ้นกว่าวัยเด็ก  กฎเกณฑ์อะไรที่ตั้งขึ้น  ควรเปิดโอกาสให้เขามีทางเลือกมากขึ้น  ในขอบเขตที่เรากำหนด  ซึ่งวิธีการแบบนี้ จะช่วยลดข้อขัดแย้งบางเรื่องได้
  
 ให้โอกาสเขาได้ฝึกความรับผิดชอบ  โดยการมอบหมายงานให้เขา  เขาจะได้เรียนรู้การมีความรับผิดชอบ   เป็นการกระตุ้นให้เขารู้จักการอยู่ร่วมในสังคม   การช่วยเหลือแบ่งปันกัน  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรากฐานการเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
 
 
  

 

 
  วัยรุ่นมีความรู้สึกรุนแรงมากในเรื่องความยุติธรรม ความถูกต้อง  การพูดจริงทำจริง   ดังนั้น  สิ่งที่ฉันปฏิบัติกับเด็กเหล่านี้  ความยุติธรรม  ความจริงจังในคำพูดและการกระทำจึงสำคัญมาก   เมื่อมีข้อตกลงกับเด็กไว้อย่างไร หากเขาทำได้  เราต้องรักษาคำมั่น  รักษาสัจจะวาจาที่ให้ไว้...  มิฉะนั้น  เด็กจะหมดศรัทธาในตัวเราทันที  ต่อไปคงพูดคุย อบรมสั่งสอนอะไร  เขาก็จะไม่เชื่อถือ ไม่เคารพ ไม่เชื่อใจเราอีกต่อไป
 
  ก็คงเหมือนกับคนทั่วไปนะคะ เราย่อมคาดหวังกับคำมั่นสัญญาที่เรากับผู้อื่นให้ไว้ต่อกัน... หากไม่เป็นไปตามสิ่งที่คาดหวัง  เราก็ย่อมเสียความรู้สึก หรือหมดศรัทธา...นี่เป็นสัจธรรมที่เป็นความจริง หรือว่า มีใครที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้...
  
   
 
การสื่อสารกับวัยรุ่น  จะต้องสื่อสาร  แบบที่เรียกว่า  “พูดจากใจ”   หลีกเลี่ยงการตำหนิด้วยคำพูดที่รุนแรง  จู้จี้ ขี้บ่น   หยุมหยิม    แสดงออกให้เขารับรู้ว่า  เรารู้สึกจริงใจกับเขา  ห่วงเขา  อย่าใช้คำพูดประชดประชัน  คำพูดต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ  อย่าให้เขาคาดเดาเอาเอง...  ซึ่งครูต้องใช้ความอดทนอย่างมาก  จึงจะสามารถทำความเข้าใจ  และสื่อสารกับเขาสำเร็จ  ต้องใช้ความนุ่มนวล จริงใจ  จริงจัง  เราจะสามารถชนะใจเขาได้ในที่สุด
  
 
 
  สิ่งสำคัญที่ครูจะลืมไม่ได้อีกอย่างก็คือ  การส่งเสริมสนับสนุนให้กำลังใจเมื่อเขาประพฤติดี  ฝึกนิสัยการประนีประนอม  การเคารพผู้ใหญ่  อ่อนน้อมถ่อมตน กตัญญูรู้คุณ มีความรับผิดชอบ  
 
  เมื่อเขาทำสิ่งใดผิดพลาด  อย่าพึ่งตำหนิ  ฟังเขาก่อน.... แล้วถามว่า.... “แล้วเธอคิดว่าจะแก้ไขอย่างไร?...”  ให้เขาฝึกคิดแก้ปัญหาก่อน….แล้วเราจึงค่อยให้คำแนะนำ  ซึ่งอาจเป็นวิธีผสมผสานกับวิธีการแก้ปัญหาของเราก็ได้
 
จริงๆ แล้ว ฉันไม่ค่อยพูดกับลูกศิษย์ว่า “เธอ”  หรอก    ส่วนใหญ่ฉันเรียกชื่อเล่นของเขา  ถ้าเป็นเด็กผู้ชายทะโมนๆ ฉันก็คุยแบบห้าวๆ เพราะฉันเป็นคนห้าวๆ โก๊ะๆ  ไม่ได้เป็นคนเรียบร้อย  แต่ฉันอ่อนโยน  เอ๊ะ ยังงัย  งง  มั้ยค่ะ  กับเด็กเรียบร้อยฉันก็อ่อนหวานเป็นนะ...  เด็กเลยเห็นฉันเป็นคุณแม่ใจดีเสมอ....

 

 
 

 เราฉลองความสำเร็จ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากกิจกรรมหรือ

ภาระหน้าที่ เติมกำลังใจซึ่งกันและกัน ความสำเร็จของ

“พวกเรา”  ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

 
  คราวหน้า  ฉันจะเล่าเรื่องการสอน  การดูแลลูกศิษย์รุ่นเล็ก พวก ม.1  ม.2  บ้างค่ะ... มีวิธีการแตกต่างไปจากการดูแลเด็กโต ที่เล่าในวันนี้ค่ะ...
 

 

 

  ครูใจดี : บันทึก

ภาพประกอบบันทึก : พวกเรา เลือดเขียว-ขาว

โรงเรียนลับแลพิทยาคม