สมองบกพร่อง นักกิจกรรมบำบัด ทฤษฎีการปรับสมดุลของสมอง
วันนี้นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ มีเรื่องราวที่อยากจะเล่าสู่กันฟังเผื่อจะเป็นประโยชน์ในการเลี้ยงดูบุตร หลาน หรือลูกศิษย์ตัวน้อย นอกจากเด็กชายตัวน้อยอายุไม่เกิน ๒ ขวบ (ชาวอินโดนีเซีย) แต่ติดบุหรีสูบบุหรี่ถึงวันละ ๒ ซอง ที่สำคัญพ่อ-แม่ บอกไม่เป็นไร ลูกยังแข็งแรง ........ น่าเป็นห่วงจริงๆค่ะ
๖ ข้อสังเกต เช็คสมองบกพร่อง
ดร.เอ จีน แอร์ (A.jean.ayres) นักกิจกรรมบำบัดและนักจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกัน ได้พัฒนาทฤษฎีการปรับสมดุลของสมองตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 จาก Brain Research Institute of University of California และเสนอแนวคิดการรับรู้ความรู้สึกของสมอง (Sensory Integration) ว่า เป็นความสามารถในการผสมผสานกันระหว่างการรับความรู้สึกของอวัยวะสัมผัส การจัดระเบียบข้อมูล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และตอบสนองพฤติกรรมที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ
จากผลวิจัยในช่วง ๗ ปีแรกของชีวิตถือว่า เป็นช่วงที่สำคัญซึ่งหากในวัย ๗ ปีแรก มีการทำงานของการบูรณาการของประสาทความรู้สึกดีจะส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของเด็กอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อพัฒนาการด้านภาษา อารมณ์ การรับรู้ เรียนรู้รวมทั้งทักษะในการเข้าสังคมของเด็กได้อีกด้วย
ระบบประสาทการรับรู้ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมีทั้งหมด ๗ ระบบ ได้แก่ ๑. การมองเห็น(Visual) ๒. การสัมผัส (Touch) ๓. การได้ยิน(Hearing) ๔. การรับรส (Taste) ๕. การดมกลิ่น( Smell) ๖. การรับความรู้สึกผ่านระบบเอ็นข้อต่อและกล้ามเนื้อ (Proprioceptive) และ ๗. การรักษาสมดุลของร่างกาย(Vestibular) สำหรับทฤษฎีการผสมผสานประสาทในการรับความรู้สึกของสมอง Sensory Integration(SI) นั้น จะเน้นความสำคัญกับระบบประสาทเพียง ๓ ระบบเท่านั้น
วิธีการสังเกตเด็กที่มีความบกพร่องของการรับความรู้สึกและการผสมผสาน การรับรู้สำหรับพ่อแม่และครูว่า ลักษณะอาการและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เข้าข่ายว่าเด็กอาจจะมีความบกพร่องในการรับความรู้สึก เพื่อจะได้หาทางบำบัดรักษาได้อย่างถูกวิธี ดังนี้
๑. เคลื่อนไหวเกือบตลอดเวลา วิ่งมากกว่าเดินกิจกรรมที่ทำดูเหมือนไม่มีเป้าหมาย สมาธิไม่ดี ไม่นั่งนิ่ง ยากที่จะนั่งทำกิจกรรมได้นาน วอกแวก เสียสมาธิง่าย เห็นชัดเจนมากที่โรงเรียนหรือขณะนั่งเรียนในห้องเรียน
๒. เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมจะค่อนข้างหงุดหงิดง่าย เด็กบางรายมีลักษณะไวต่อการรับรู้ความรู้สึกที่มากเกินไป เช่น จะคอยไม่ได้ อยากจะได้อะไรได้ทันที ไม่ชอบให้คนอื่นมาสัมผัสตัวและอยู่ใกล้ ๆ ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบลักษณะเฉพาะเจาะจงบางอย่าง กลัวความสูงมากกว่าปกติ มีปัญหาด้านการสื่อสารคือ พูดช้าหรือพูดไม่ชัด
๓.มีปัญหาร่างกายอ่อนปวกเปียก เหนื่อยง่าย ต้องใช้แรงหรือความพยายามเยอะมากที่จะทรงตัว ตั้งศีรษะให้ตรง ชอบนั่งเอามือเท้าคาง หรือศีรษะบ่อย ๆ เด็กเสียสมดุลร่างกายง่าย สะดุดหกล้มบ่อย ขณะเขียนหนังสือ ดินสอจะหลุดมือบ่อยเหมือนจับไม่ถนัด บางทีมักจะตกจากเก้าอี้ หรือตัวมักลื่นไถล
๔. พัฒนาการด้านการเล่นล่าช้าหรือไม่เหมาะสมกับวัย หากเปรียบเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน เช่นการเล่นของเล่น เด็กจะมีปัญหาเล่นที่เป็นแบบโครงสร้างตัวต่อแบบโมเดลต่าง ๆ เช่นตัวต่อบล็อก จิ๊กซอร์
๕. เด็กจะมีปัญหาด้านการเรียน โดยเฉพาะในด้านการอ่าน การเขียน ส่วนมากที่พบบ่อยก็คือเด็กเขียนขนาดตัวหนังสือใหญ่ – เล็ก ไม่เท่ากัน ออกแรงกดในสมุดขณะที่เขียนมากหรือน้อยเกินไป ทำงานเสร็จล่าช้า หรือถ้าทำเสร็จเร็วก็จะงานไม่เรียบร้อย
๖. เด็กมีปัญหาทักษะสังคม สังเกตง่าย ๆ เด็กมักจะหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมท่าต้องอาศัยทักษะการเคลื่อนไหว เช่น เต้นรำ เล่นกีฬา หรือการเคลื่อนไหวตามจังหวัดดนตรี รวมทั้งจะมีปัญหาการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น เลี้ยวหรือเดินไปผิดทิศทางเป็นประจำ จำหมายเลขโทรศัพท์ผิด ๆ หรือจำไม่ได้ และนับเงินทอนผิด เป็นต้น
เป็น ๖ ข้อสังเกต เช้คสมองบกพร่อง เพื่อป้องกันลูกหลาน ลูกศิษย์ จะได้หาวิธีป้องกัน /แก้ไข ได้ทันเวลาค่ะ
ที่มา....หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ฉบับวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓
สวัสดีค่ะ
ไม่ได้เข้ามาทักทายนานมากค่ะ สุขภาพไม่ดีเลยค่ะ
ระลึกถึงเสมอค่ะ
ขอบคุณค่ะ..จะได้นำไปเผยแพร่ต่อนะคะ...
สวัสดีค่ะ
* เป็นข้อแนะนำที่ดีมาก พ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลเอาใจใส่ เด็กในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันค่ะ
* มาหย่อนความระลึกถึง และรอยยิ้มก่อนนอนค่ะ
* หลับฝันดี
* ราตรีสวัสดิ์นะคะ
สวัสดีเจ้าพี่เอื้อง มาทายทักด้วยคิดถึงค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูเอื้องแซะ
แวะมาอ่านเรื่องดีๆค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่แบ่งปันความรู้ มีประโยชน์มากค่ะ
ต้อม จัดอยู่ในประเภทไหนเจ้า??????? ^^ เข้าข่ายข้อไหนพ่องเจ้า.. หือ..
ต้อมว่ากรณีล่ะอ่อนสองขวบนั้น คนตี้อาการน่าเป๋นห่วงคือผู้ปกครองเจ้า กึ้ดจ่ะไดแน่ะ หื้อลูกสูบบุหรี่
ช่วงนี้ทำงานจนเบลอค่ะ
ออกไปพบเจอธรรมชาติ
ชมหมวกเมฆสีรุ้ง กันดีกว่านะคะ