... หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ “ตัวคุณเอง”

นับเป็นความโชคดีของเราและคนในครอบครัวที่ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยกันสักเท่าใด หลายคนบอกเราว่า... แม้ด้วยภารกิจหลากหลายที่ทำให้เราต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ  เป็นเหตุให้ใช้สังขารเปลือง... เรายังดูดี ดูมีสุขภาพที่แข็งแรง เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน หรือคนในวัยเดียวกันกับเรา... แต่เรารู้ตัวเองดีว่า ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ร่างกายของเราไม่ค่อยสมบูรณ์เหมือนเช่นเคย ยามกลับจากการเดินทางไกลจะรู้สึกเหนื่อยล้า ยามที่ต้องนอนดึกจะอ่อนเพลีย ยามที่ต้องใช้ความคิดหนัก ๆ เพื่อขับเคลื่อนงานก็จะเกิดอาการวูบเป็นครั้งคราว ...พลังชีวิตในตัวเราถดถอยลงกว่าเดิมไม่น้อยเลย

 

เพื่อนที่รักและห่วงใยได้นำวีดิทัศน์และหนังสือที่มีเนื้อหาว่าด้วย “การดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ” มาให้เมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยความที่เกรงว่าเพื่อนจะเสียกำลังใจที่อุตส่าห์เป็นห่วงเป็นใย... เมื่อใดที่พอมีเวลา เราจึงหยิบหนังสือเหล่านั้นขึ้นมาอ่านบ้าง... เริ่มต้นก็อ่านอย่างไม่ใส่ใจเท่าใดนัก แต่เมื่ออ่านไป ๆ ...จึงรับรู้ว่าการดูแลสุขภาพตามแนวทางแพทย์วิถีพุทธนี้เป็นประโยชน์และน่าสนใจยิ่งนัก (สำหรับวีดิทัศน์นั้น ต้องสารภาพว่า ยังไม่ได้เปิดดูจนกระทั่งทุกวันนี้)

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะการรับรู้ที่ไม่ตระหนักรู้...ทำให้เรายังไม่ได้ลงมือปฏิบัติการเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเอาจริงเอาจังตามแนวทางของ “สุขภาพดีวิถีพุทธ”

 

จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปเข้าร่วมกิจกรรม “ค่ายสุขภาพ” ของ “งานแพทย์วิถีพุทธ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลอำนาจเจริญ” ร่วมกับ “ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ” ซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาธรรม จ.ปทุมธานี ซึ่งแม้เป็นค่ายระยะสั้นที่มีระยะเวลาอบรมเพียง 1 วัน แต่เราก็ได้รับความรู้และประสบการณ์มากมาย ทั้งจากการบรรยายและการแบ่งกลุ่มปฏิบัติการ โดยวิทยากรคนสำคัญที่มาให้ความรู้กับพวกเราในวันนั้นคือ “คุณใจเพชร กล้าจน” หรือที่พวกเรารู้จักกันในนามว่า “หมอเขียว”

 

เทคนิคการดูแลสุขภาพแนวเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการแพทย์วิถีพุทธ เพื่อควบคุมป้องกันโรค บำบัดบรรเทาโรคและฟื้นฟูสุขภาพ มีหลักการอยู่ ๙ ข้อหรือที่หมอเขียวเรียกว่า “ยา ๙ เม็ด” โดยเราอาจเลือกทำเพียงข้อใดข้อหนึ่งหรือทำหลายข้อร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและความเจ็บป่วยของแต่ละท่าน โดยหมอเขียวบอกว่า ตัวชี้วัดที่สำคัญคือ การเกิดสภาพพลังชีวิต ซึ่งได้แก่...ความรู้สึก “สบาย เบากาย และ มีกำลัง”

 

ขออนุญาตนำ “ยา ๙ เม็ด” หลักการในการดูแลสุขภาพวิถีพุทธซึ่งหมอเขียวได้ให้ไว้เป็น “วิทยาทาน” มาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้ค่ะ

๑. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล

๒. กัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม

๓. การสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีทอกซ์)

๔. การแช่มือแช่เท้าในน้ำสมุนไพร

๕. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ ด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน คือ เมื่อใช้แล้วรู้สึกสบาย

๖. การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง

๗. การรับประทานอาหารปรับสมดุลร่างกาย

๘. ใช้ธรรมะ ทำใจให้สบาย ผ่อนคลายความเครียด

๙. รู้เพียรรู้พักให้พอดี

 

หลังกลับจากค่ายฯ เราได้ทดลองปฏิบัติการฟื้นฟูสุขภาพตัวเอง โดยพยายามจัดสรรเวลาในแต่ละวันให้ลงตัว ให้เวลากับการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง จากการใช้วันเวลาตาม “นาฬิกาชีวิต” ทำให้เราได้ค้นพบความจริงตามสโลแกนของค่ายสุขภาพฯ ที่กล่าวว่า... หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ “ตัวคุณเอง”

 

หนังสือ “ถอดรหัสสุขภาพ” ทั้งเล่ม ๑ เล่ม ๒ และ เล่ม ๓  ที่มีเนื้อหาว่าด้วย “ร้อน-เย็น ไม่สมดุล” “ความลับฟ้า” และ  “มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถอะ” ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงโดย “หมอเขียว” เป็นหนังสือที่เราคิดว่าทุกครอบครัวควรมีไว้ประจำบ้าน

 

เรากำลังหารือแกนนำเครือข่ายในหลายพื้นที่ที่เราทำงานร่วมด้วย เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุณธรรมครบวงจรชีวิต ตลอดจน กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนและสวัสดิการชุมชน เพื่อจัดทำโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม “สุขภาพดีวิถีพุทธ” ภายใต้คำขวัญ “พึ่งตนเองได้ ใช้ตนเองเป็น” ซึ่งหากสมาชิกทุกคนลุกขึ้นมา “ปฏิวัติตัวเอง” ด้านการดูแลสุขภาพ ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่จะนำพาทุกครัวเรือนในทุกชุมชนสู่ความเข้มแข็ง... การมีสวัสดิการที่ดีจากการมีสุขภาพที่ดี ย่อมเป็นสวัสดิการที่แท้

 

เรื่องราวของ “หมอเขียว” นักวิชาการสาธารณสุข นักบำบัดสุขภาพทางเลือก ครูฝึกแพทย์แผนไทย ซึ่งได้ช่วยให้ผู้คนรอดตายหายป่วยเป็นจำนวนมาก จะถูกนำเสนอในรายการ “คนค้นคน” ค่ำคืนนี้... คือ คืนวันอังคารที่ ๑ และคืนวันอังคารที่ ๘ ...ติดตามชมกันให้ได้นะคะ

 

ขออนุโมทนาบุญกับหมอเขียวและทีมงานทุกท่านที่ได้ช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์จากความเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้ผู้คนมีสุขสภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ... ขออานิสงค์ผลบุญนี้ดลบันดาลให้หมอเขียวตลอดจนทีมงานทุกท่าน มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง มีอายุขัยยืนยาว ให้มีคุณสมบัติยอดเยี่ยม เปี่ยมด้วยคุณธรรมอันเลิศ ได้สร้างบารมีอย่างมีความสุข ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ไปจนตลอดชีวิต ทุกภพทุกชาติ....ตราบกระทั่งสู่พระนิพพาน

 

“อโรคา ปรมา ลาภา”

“ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”

พุทธพจน์นี้เป็นความจริงยิ่งนัก

...............