พรุ่งนี้เป็นวันที่ผมจะเข้ารับยาเคมีบำบัดรอบที่สาม หนึ่งเดือนที่ได้พักผ่อนที่บ้านช่างผ่านไปเร็วจริงๆ 

ตอนนี้ผมน้ำหนัก 65 กิโลกรัม กลับมาเท่ากับก่อนรู้ตัวว่าป่วยแล้ว เพิ่มขึ้นมา 4 กิโลกรัมภายในเดือนเดียว ช่างเหมือนกับนักมวยขึ้นชกยังไงยังงั้น

สำหรับผู้ชายสูง 175 ซม. น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ไม่น้อยไปจนทำให้เขารู้ตัวว่าเขาเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและยังมีอีกหลายๆ สาเหตุที่ทำให้ผมไม่อยากเชื่อว่าผมป่วย ในวันที่ผมรู้ตัวจากผลตรวจเลือดเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา

ผมกินอิ่ม ผมนอนหลับ โดยส่วนใหญ่ประมาณเที่ยงคืนถึงประมาณเจ็ดแปดโมงเช้า ผมและภรรยากำลังสร้างครอบครัวที่อบอุ่น เป็นพ่อและแม่ที่กำลังปวดหัวเลี้ยงลูกชาย วัยเกือบสองขวบ เป็นครอบครัวที่กำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง "บ้าน" ที่จะเป็นรวงรังเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อยให้เติบโตต่อไป

ผมมีงานที่ผมรักและท้าทาย ผมออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานไปทำงาน ในที่ทำงานที่มีบรรยากาศแวดล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ทำงานอยู่ท่ามกลางทีมงาน UsableLabs ที่เยี่ยมยอดดังที่ทุกท่านได้เห็นใน GotoKnow.org นี้และผลงานอื่นๆ ของ UsableLabs

ผมไม่กินเนื้อสัตว์บก ปลาถั่วและผักคืออาหารหลัก ผมเลิกสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มมึนเมามานานแล้ว แม้สมัยที่ผมสูบบุหรี่ ผมก็สูบอยู่วันละมวนสองมวน และดื่มเมื่อเข้าสังคมที่ดื่ม ซึ่งหมายถึงนานๆ ครั้ง

ผมมีพี่น้องเพื่อนฝูงมากมายเต็มบ้านเต็มเมือง ยิ่งผมทำงานผมก็ยิ่งได้มิตรภาพมากขึ้น งานทุกอย่างกำลังลงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ผมใช้กลยุทธ์ "synergy" ซึ่งดูเหมือนผมเปิดงานใหม่อยู่ตลอดแต่ที่จริงแล้วเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันที่มีอยู่แล้วและเพิ่มขึ้นใหม่ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

It's a wonderful life! ผมบอกตัวเองอยู่เสมอ สิ่งที่อยู่รอบกายนั้นดีจริงๆ ผมรู้สึกคุ้มค่ากับการมีชีวิตอยู่ ได้เป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม คุ้มค่ากับทุนการศึกษาที่ได้รับมา ในขณะเดียวกันก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ จะให้ผมแลกไปทำอย่างอื่นผมไม่ยอมแน่ๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ผมประสบความสำเร็จในการได้ทำงานที่จะทำให้ลูกผมภาคภูมิใจในตัวผมในอนาคต สำหรับคนที่มีวิชาชีพเป็น "ครู" นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมจะมอบไว้ให้ลูกผมแล้ว

Wonderful!

It's a wonderful life! จนกระทั่งบ่ายวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผมได้รู้ว่าผมเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

และในวันที่ 15 ธ.ค. วันครบรอบวันจดทะเบียนสมรสของผมกับภรรยา ผมก็เป็นคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาว นอนด้วยความสับสนอยู่ในโรงพยาบาล

ชีวิต!

มันเกิดอะไรขึ้น?

สองเดือนครึ่งผ่านไปกับการรักษา ร่างกายผมกลับมาได้ แต่จิตใจผมแหลกเหลวไม่เหลือซาก สิ่งที่ผมเชื่อ สิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมทำ ดูเหมือนจะผิดพลาดไปหมด

ทำดีได้ดี? วิธีการดูแลสุขภาพ? และ ????? 

ผมมีเครื่องหมายคำถามทุกคืนทุกวัน ทุกวินาทีตลอดเวลา

ผมทำอะไรผิดร้ายแรงหนักหนาจึงถูกลงโทษเช่นนี้? 

สองเดือนครึ่งที่ผ่านไม่ได้ให้คำตอบในคำถามนี้กับผม แต่ได้ให้บทพิสูจน์หนึ่ง

พระราชบิดาได้ตรัสไว้ว่า "ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเปนที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เปนกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพย์ไว้ให้บริสุทธิ์" 

ในตลอดการรักษาที่ผ่านมา ผมได้รับความกรุณาจากหลากหลายท่านมากมายเกินจะกล่าว ผมไม่อาจเอื้อมจะบอกว่าผมเป็นคนดี แต่พระราชดำรัสนี้เป็นสิ่งที่ผมยึดถือในการทำงานมาตลอดเวลา ผมเชื่อว่าพระราชดำรัสนี้ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าเป็นจริง

ปีนี้ผมอายุ 37 ปี เท่ากับพระราชบิดาทรงพระชมน์พอดี เป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นปรากฎการณ์เพื่อพิสูจน์ ไม่มีใครให้คำตอบได้

เดือนนี้ ผมได้ออกจากโรงพยาบาลมาหนึ่งเดือน 

ในวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผมไม่ได้คิดว่าผมจะได้มีโอกาสออกมาจากโรงพยาบาล ดังนั้นทุกวินาทีที่ผมได้รับเป็นสิ่งวิเศษเกินความคาดหมายเสมอ

ตอนที่ผมนอนอยู่โรงพยาบาล ผมไม่คิดว่าผมจะมีโอกาสได้มาอยู่ "บ้าน" พร้อมหน้ากับภรรยาและลูก

โชคชะตาเล่นตลกร้ายอย่างสนุกสนาน ผมกัดฟันซื้อบ้านที่มีบรรยากาศคล้ายๆ บ้านผมตอนเด็กๆ บ้านที่อยู่ในพื้นที่โล่งๆ ลมดี ฟ้ากว้าง เพื่อลูกจะได้เติบโตในพื้นที่เหมือนกับผม

ผมวางแผนผ่อนบ้านนี้จนเกษียณพอดี หรือไม่ก็ขายที่ดินของพ่อที่ชุมพรมาจ่ายค่าบ้าน

ที่ต้องกัดฟันซื้อเพราะบ้านหลังนี้ใกล้ ม.อ. ผมและภรรยาจะได้ไปทำงานได้ ไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งถ้าทำงานไม่ได้แล้วจะมีบ้านใกล้มหาวิทยาลัยไปทำไม

ผมพยายามใช้เดือนนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นเดือนที่ผมได้อยู่บ้านกับภรรยาและลูก 

"บ้าน" เป็นสิ่งธรรมดาสำหรับคนหลายๆ คน แต่สำหรับผมและครอบครัวกลายเป็นสิ่งที่ต้องเล่นเกมส์กับโชคชะตา

การเดินทางกว่าจะถึงบ้าน สำหรับผม "ไกล" มาก

บางทีการเล่นเกมส์กับโชคชะตาก็ไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดนักสำหรับครอบครัวผม 

คุณย่าผมแต่งงานกับคุณปู่มาเป็นสิบปีก็ยังไม่มีลูก พอได้มีพ่อผม คุณย่าก็เสียชีวิตด้วยวัณโรคตอนอายุได้สามสิบกว่าๆ เมื่อพ่ออายุได้สามขวบ

ผมไม่ได้มีโอกาสรู้จักคุณย่า แต่ในวันนี้ตอนที่เจ้าต้นไม้อายุพึ่งครบสองขวบ ผมคิดว่าผมเข้าใจความรู้สึกของคุณย่าดี

ส่วนพ่อผมยิงต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายเกือบเสียชีวิตเมื่ออายุสามสิบสอง ปัจจุบันยังมีกระสุนฝังอยู่ในตัวที่ไม่ได้ผ่าออกอยู่หลายนัด

คุณแม่ผมวิ่งรอกดูแลคุณยายที่อยู่ต่างอำเภอจนคุณยายเสียชีวิต หลังจากนั้นอีกไม่นานคุณแม่ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต

ชีวิต?

สำหรับผม จากชีวิตที่มีความสุขอย่างสงบ ตอนนี้กลับมาต้องเล่นเกมส์กับโชคชะตา

พรุ่งนี้เป็นวันเริ่มต้นการให้เคมีบำบัดรอบที่สาม ยังไงถ้ายังมีลมหายใจก็คงต้องต่อสู้กันต่อไป

ชีวิต!!!