ผมไม่ปรารถนาให้นิสิตมาในสไตล์ของการ “เผยแพร่” ที่คล้ายกับการทำตัวเป็น “ผู้ให้” อย่างเต็มสูบ ไม่อยากให้ทำตัวเหมือนการมาเปิดวิกเล่น พอเล่นเสร็จก็เก็บของกลับบ้าน.

ตอนนี้ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่ที่ University 0f  Hyderabad ในประเทศอินเดีย

...

ผมเดินทางมาที่นี่พร้อมกับนิสิตและบุคลากร จำนวน 30 ชีวิต  ภายใต้ชื่อโครงการ “แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมสานสัมพันธ์นิสิตนักศึกษาสู่การเปิดโลกทัศน์ใหม่”  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-22  มีนาคม 2553

 

 

การนำพาเอาศิลปะการแสดงของไทยข้ามน้ำข้ามทะเล (หรือแม้แต่ภูเขา-ก็ไม่เว้น)  มาเผยแพร่ยังต่างประเทศนั้น  ถือเป็นความใฝ่ฝันที่ผมซ่อนซุกไว้มานานหลายแรมปี  โดยพยายามสื่อและสะท้อนความคิดเหล่านี้ออกมาเป็นระยะๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป


ปีประมาณปี 2549 ผมชวนผู้นำนิสิตพลิกฟื้นการศึกษาดูงานขึ้นอีกครั้ง  ก่อนกระบวนการเช่นนี้จะถูกปล่อยวางให้กาลเวลากลบทิ้งไป  ครั้งนั้น-เป็นการศึกษาดูงานในประเทศไทย  ด้วยการสัญจรไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ  พร้อมๆ กับการกล่าวย้ำอย่างฉะฉานว่า ครั้งต่อไปก็ยากให้ไปต่างประเทศกันบ้าง

 

ปีถัดมา,  เมื่อเปลี่ยนผู้บริหาร  ผมก็นำเสนอเรื่องดังกล่าวอีกรอบ โดยผูกโยงถึงเรื่องราวการไปต่างประเทศอย่างชัดแจ้ง  จนท้ายที่สุดผู้นำนิสิตก็ได้มีโอกาสไปสัมผัสกับการศึกษาและวิถีชีวิตของผู้คน ณ ประเทศสิงคโปร์  และฟิลิปปินส์ตามลำดับ

 

และล่าสุดนั้น  เมื่อครั้งไปฟิลิปปินส์  ผมถอดตัวเองออกจากการร่วมเดินทางในครั้งนั้น  เพราะต้องการมอบโควตาของตัวเองให้กับนิสิต  ซึ่งครั้งนั้นผมใช้ชื่อโครงการว่า “พัฒนาศักยภาพนิสิตและบุคลากรฝ่ายพัฒนานิสิตสู่การเปิดโลกทัศน์ใหม่”  

 

 

 

การไปในครั้งนั้น  ผมให้โจทย์การเรียนรู้ที่นิสิตและบุคลากรต้องเก็บข้อมูลกลับมาสะท้อนผลการเรียนรู้หลากหัวข้อเลยทีเดียว  ซึ่งก็ถือว่า นั่นคือครั้งแรกที่มีกระบวนการศึกษาดูงานแล้วนำกลับมาสู่การถอดบทเรียนและสะท้อนบทเรียนกันอย่างจริงจัง...

 

ครั้งนั้น- ผมไม่ละเลยที่จะตั้งโจทย์ให้ศึกษาวิถีชีวิตอันเป็นประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ ไปในตัว  ... หลายคนอาจขัดเคืองกระบวนการของผมอยู่บ้าง  ซึ่งก็เป็นธรรมดา  เพราะหลายต่อหลายคนก็ปรารถนาที่จะไปเปิดหูเปิดตาแบบเอ็นเตอร์เทนมากกว่าต้องพะวงอยู่กับสารัตถะทางชีวิตและวิชาการใดๆ –แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้ผมละทิ้งกระบวนการของผมเลยสักนิด  ผมยังประกาศเดินหน้าในเรื่องนั้นอย่างไม่หวั่นไหว

 

 

 

ครั้งนี้, ผมแปรเปลี่ยนแนวทางจากผู้นำนิสิตมาเป็นนิสิตด้าน “ศิลปวัฒนธรรม”  เพราะต้องการที่จะให้นิสิตที่อุทิศตนให้กับมหาวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่องได้รับ “รางวัลชีวิต” กับเขาบ้าง  ซึ่งผมก็ย้ำแล้วว่าอย่างน้อยกลุ่มบุคคลเหล่านี้ต้องมีโอกาสได้มาเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมยังต่างประเทศกับเขาบ้าง  ...อย่างน้อยก็ปีละครั้ง ถึงสองครั้ง

ครั้งนี้, ผมไม่ได้เจาะจงแต่เฉพาะการแสดง “วงโปงลาง”  ของนิสิตโควตาศิลปวัฒนธรรม (ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพืนเมือง หรือวงแคน) ที่สังกัดกองกิจการนิสิตเท่านั้น  แต่ยังเรียนเชิญคณะศิลปกรรมศาสตร์และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มาร่วมกับเราด้วย  และแน่นอน งานครั้งนี้จึงไม่ได้มาเผยแพร่แค่ความเป็นดนตรีและนาฏศิลป์ “อีสาน” เท่านั้น แต่ยังรวมเอาดนตรีและนาฏศิลป์ภาคกลาง-เหนือ-ใต้ มาด้วย เรียกได้ว่าเอาความเป็นไทยมาอย่างครบครัน


 

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับงานในครั้งนี้  ซึ่งหลักๆ แล้ว  ผมก็ตอบ หรืออธิบายไปอย่างไม่งอแง  โดยเฉพาะสองถึงสามคำถามหลักๆ  นั่นคือ...

 

1.    ทำไมต้องเป็น “อินเดีย”

ผมตอบอย่างชัดแจ้งว่า อินเดียคือเมืองแห่งศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ ที่มีความน่าสนใจไม่แพ้ชาติอื่นๆ  ยิ่งในศาสตร์แห่งการแสดงนั้น  ต้องยอมรับว่าที่นี่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่ามาก  การนำเอานิสิตที่มีความรู้ความสามารถในทางดนตรีและนาฏศิลป์มาเผยแพร่ที่นี่  จึงน่าจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อนิสิตและมหาวิทยาลัยอย่างมหาศาล..

 

 

2.    ทำไมต้องเป็น “University 0f  Hyderabad”

ผมไม่อายที่จะตอบว่า “ไม่รู้”  ผมรู้แต่เพียงว่าผมอยากพานิสิตมา “อินเดีย”  ผมหลงรักความเป็นอินเดียผ่านเรื่องราวของแม่น้ำคงคา  เทวสถาน ศาสนา  ลัทธิ  พระราม พระลักษณ์ หนุมาน โค  นักบวช  ฤาษี  ป่าหิมพานต์  ลีลาการเต้นที่ชอบวิ่งวนรอบต้นไม้ หรือไม่ก็วิ่งไล่ข้ามเขาลูกนั้นทีลูกนี้ที  หรือแม้แต่ความเป็นมนุษย์และสังคมที่ดูเหมือนจะเป็นทั้งสวรรค์และนรกในตัวของมันเอง  
ดังนั้นผมจึงเรียนกับผู้บริหารแต่เพียงว่าอยากมา “อินเดีย”  ส่วนสถานที่ใดนั้น ขอให้ท่านพิจารณาตามเห็นสมควร  ซึ่งท่านก็สะท้อนข้อมูลกลับมาว่า “University 0f  Hyderabad” คือสถานศึกษาที่เป็นเครือข่ายกับเรา  และเมื่อผมสืบค้นข้อมูลในระยะเวลาอันจำกัด  ผมก็ไม่ลังเลที่จะมา
ที่นี่  เพราะมันน่าจะช่วยให้เรื่องการจัดการต่างๆ ง่ายขึ้นนั่นเอง

3.    ทำไมต้อง “แลกเปลี่ยน”  ทำไมไม่ “เผยแพร่”

ผมย้ำชัดเจนว่า  ทุกคนเป็นเสมือนทูตวัฒนธรรมอยู่แล้ว  การมาที่นี่มาเพื่อการเผยแพร่อย่างไม่ต้องกังขา  แต่ผมไม่ปรารถนาให้นิสิตมาในสไตล์ของการ “เผยแพร่”  ที่คล้ายกับการทำตัวเป็น
“ผู้ให้” อย่างเต็มสูบ  ไม่อยากให้ทำตัวเหมือนการมาเปิดวิกเล่น พอเล่นเสร็จก็เก็บของกลับบ้าน...หรือไม่ก็ทดเวลาที่เหลือทั้งหมดไว้กับการ “ช็อปปิ้ง” สถานเดียว  ดังนั้นการมาครั้งนี้จึงมีโจทย์ให้นิสิตได้ทำการแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาและผู้บริหารของที่นี่ ทั้งเรื่องการศึกษา  สังคม ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน  รวมถึงการจัดแบ่งกลุ่มเพื่อเรียนรู้ตามอัธยาศัยไปในตัว  อีกทั้งยังรวมถึงการพยายามฝึกให้พวกเขาเรียนรู้การปรับตัวกับสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ และฝึกทักษะการทำงานอย่างเป็นระบบให้มากยิ่งขึ้น

 

ครับ, ฟังดูอาจเหมือนการมาที่นี่ดูเคร่งเครียดอยู่บ้าง  ไหนจะทั้งโปรแกรมการแสดง  ไหนจะทั้งโจทย์การเรียนรู้ในวิถีแห่งการ “แลกเปลี่ยน” และ “ถอดความรู้” ไปสู่การ “สะท้อน” ความรู้สู่กันและกัน (ทั้งคนที่มา และไม่ได้มา แต่รอดูรอฟังอยู่ที่ ม.มหาสารคาม)  และไหนจะต้องปรับตัวในเรื่องการกิน...การนอน...อากาศ..ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

 

ผมรู้ดีว่านิสิตจะรู้สึกเช่นนั้นอยู่มาก  แต่จะมาแบบ “บันเทิง” แล้วไม่ “เริงปัญญา”นั้น ผมถือว่าผมคงละเลยไม่ได้  งบประมาณแต่ละบาท จะต้องถูกใช้และแปรรูปกลับไปเป็นทุนชีวิตในตัวของนิสิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่คนนำกระบวนการอย่างผมพึงจะกระทำได้

 

 

 

ในวันแรก ผมบอกเขาแต่เพียงสั้นๆ ว่า...

 

  • จงกินเพื่อการเรียนรู้  หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็จงกินเพื่อให้มีชีวิตรอด
  • ทุกชาติ มีวัฒนธรรมอันเป็นความงดงามของมันเอง  จงอย่าพิพากษาเพื่อบ่งชี้ว่า งดงาม  อัปลักษณ์  สูงส่ง หรือต่ำต้อยไปกว่ากัน
  • จงเรียนรู้ที่จะยกระดับการแสดงของตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการยกระดับการบริหารจัดการชีวิตและความเป็นทีมของตัวเอง
  • จงกิน จงฟัง  จงดู  และจดจำเผื่อเพื่อนที่ไม่ได้มา  และนำพาสิ่งทั้งปวงไปบอกเล่ากับพวกเขาให้ได้มากที่สุด
  • การเดินทาง จะทำให้เราค้นพบสิ่งแปลกใหม่ และที่สำคัญก็คือการเดินทางจะทำให้เราค้นพบคุณค่าในตัวตนของเรา
  • การเดินทางไปในที่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย  ย่อมช่วยให้ชีวิตของคนเรากล้าและแกร่งขึ้น
  • จงอย่าลืมว่าเราเป็นคนไทย..

 

 

คิดถึงบ้าน

17.56 น.
อินเดีย

22 มี.ค.53