การที่จะปลูกฝังเด็กให้เป็นผู้มีจิตสาธารณะ หรือมีคุณธรรมด้านจิตอาสานั้นเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับครู



สืบเนื่องมาจากบันทึกนี้เพื่อกราบเท้าคุณหมอวิจารณ์ พานิช ของพี่ครูคิม ทำให้ฉันได้อ่านหนังสือดีๆเล่มนี้
การศึกษาไทย ๒๕๕๒– ๒๕๕๓สู่เส้นทางแห่งอาจาริยบูชา
“ครูเพื่อศิษย์” ของ คุณหมอวิจารณ์ พานิช
ท่านได้ถ่ายทอดเรื่องราวจนอยากติดตามด้วยความกระหาย ใคร่อยากรู้ว่าครูเพื่อศิษย์คืออะไร โดยเฉพาะตัวอย่างครูเพื่อศิษย์จากอเมริกาชื่อ Rafe Esquith นั้นเขาทำอะไรบ้าง
พออ่านไปถึงหน้า ๘-๙ ก็เกิดความประทับใจในเป้าหมายการทำหน้าของครู Rafe คือช่วยเหลือนักเรียนให้ไต่บันไดแห่งการพัฒนาศีลธรรม (คุณธรรม) ขึ้นสู่ระดับ ๖ นั่นก็คือ
ขั้นที่ ๑ ปฏิบัติเพราะความกลัว ไม่อยากเดือดร้อน
ขั้นที่ ๒ ปฏิบัติเพราะอยากได้รางวัล

ขั้นที่ ๓ ปฏิบัติเพราะอยากเอาใจคนบางคน
ขั้นที่ ๔ ปฏิบัติเพราะต้องปฏิบัติตามกฎ
ขั้นที่ ๕ ปฏิบัติเพราะต้องการให้ตนดูดี ให้ได้ชื่อว่าเป็นคนดี เป็นคนมีน้ำใจ
ขั้นที่ ๖ ปฏิบัติตามหลักการหรืออุดมการณ์ของตนเอง ไม่ต้องการให้มีคนยกย่องหรือให้รางวัล
ครูที่เข้าใจ เอาใส่ และช่วยเหลือนักเรียนให้ไต่บันได ๖ ขั้นของการพัฒนาคุณธรรม คือ สุดยอดครู
ซึ่งเป็นภาคฏิบัติของทฤษฎี
Six Levels of Moral ของ Lawrence Kohlberg

หลายครั้งที่ฉันรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังที่เด็กๆปฏิบัติตนเพื่อคะแนนหรือรางวัล มากกว่าที่จะอาสาออกมาจากใจ หรือที่เรียกว่า จิตอาสา

ดังนั้น...บันได ๖ ขั้น นี้ จึงเป็นโจทย์สำหรับครูที่ควรจะนำไปช่วยเหลือเด็กๆ






งานนี้เจอโจทย์ยากค่ะ...ต้องใช้เวลาในการผ่านบันไดแต่ละขั้น
เด็กจะดีได้จะต้องมีครูที่ดีฉะนัน้การปีนบันได6ขั้นให้สำเร็จคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเลยคะ
ใกล้วันครูเข้ามาแล้วนะคะพี่ครู ป. 1 แล้วเราอยู่ขั้นที่เท่าไหร่นะเนี่ย
แก้ตัวค่ะพี่ครูอรวรรณ แต่เหมือนครู ป. 1 คะ
วันก่อน น้องชายนายขจิต ก็ทักผิด ครู ป.1 เป็นครูอรรวรรณค่ะ
นี่ก็เจออีกแร่ะ อิอิ สงสัยเป็นแฝดกัน
อยากกระซิบถามสักนิด "แน่ใจรึว่า ครูที่สอนศิษย์ ไม่หวังรางวัล ไม่หวังให้ใครยกย่องมีจริง" ยังไม่ค่อยเต็มใจเชื่อเท่าไรนะคะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับ คุณครูอรวรรณ
จิตอาสา ต้องเริ่มที่คณุทุกคน เดินผ่านขยะตรงหน้า ยังเดินผ่านหน้าตาเฉย
แลล้วเด็กจะทำได้อย่างไร เริ่มชั้นที่ 1 คือต้องบังคับกอน ให้เป็นนิสัย ครูเอาใจใสอะไรก็เกิดผลครับ
มหา ไม่ได้เป็นครูก็อ่านได้ และได้ความรู้ด้วยครับ
บันได 6 ขั้นนั้น ไม่ใช่มีแต่เด็กหรอกนะคะ ผู้ใหญ่บางคนก็มีเหมือนกันคะ เช่นพี่สุนี่แหละคะ ก็คือคิดว่าตน ทำอะไร ก็มีทั้ง 6 ข้อคะ แต่เป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์แล้วก็สุดที่ใจ จะไขว่คว้าคะ มันก็มีสมหวัง ผิดหวัง เป็นประสบการณืคะ
-แต่เด็กนี่ซิ เมื่อผู้ใหญ่มีประสบการณ์ เข้าใจถึงหัวอกเด็ก ฉะนั้นจะสื่อตระหนักจิตอาสาให้กับเด็ก ได้เรียนรู้นั้น เริ่มต้นก็คือผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดี แล้วก็ทำเป็นตัวอย่าง อย่างที่บรรดาพี่น้องเรา พานักเรียนทำจิตอาสากันหลายบล็อคนั้น นั่นคือการทำตัวอย่างให้เด็ก ได้รู้ว่า จิตอาสาคือแบบนี้แหละ ทำแบบนี้แหละ หรือทำแบบอื่นก็ได้ หลากหลายวิธี และผู้ที่จะนำพาให้เด็กได้เรียนรู้มากที่สุดก็คือ อาชีพครูคะ เพราะอยู่ใกล้ชิดเด็ก และมีหน้าที่สั่งสอนเด็กด้วยคะ พี่สุก็ขอชื่นชม ครูคิม น้องขจิต น้องเอก หนานเกียรติ ผอ.พรชัย ที่พยายามจะให้เด็กได้เรียนรู้ ที่แตกต่างออกไปจากหนังสือ ต่างจากห้องเรียน ที่ยังมีประสบการณ์อีกมากมาย ที่เด็กควรรู้ไว้ได้แล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ถ้าตามแต่หนังสือ มีแต่ความรู้ แต่ประสบการณ์จากชีวิต ไม่มีเลย
-เด็กปลอบบาง ต้องสร้างภูมิคุ้มกันในหลายๆด้าน ดูแล้วน่าเบื่อหน่าย ที่จะชวนเด้กมาทำโน่นทำนี่ ทำแล้วตนเองก็เหนื่อย แถมบางคนก็มาทับถม ว่าทำไปอยากได้หน้าใช่ไหม ซึ่งตามจริงแล้ว หน้าก็อยากได้เป็นเพียงของแถม เพียงอยากให้รู้ว่า การให้ความรู้เด็ก มันมากมายหลายวิธี และกันเด็กเบื่อหน่าย มีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง ได้แง่คิด ตระหนักรู้พร้อม จะมีครูอีกซักกี่คน ที่ทำได้ถึงขนาดนี้ ถ้าพี่สุเป็นครู พี่สุก็บ้าระห่ำเหมือนกัน แต่โชคดี พี่สุมาทำอาชีพอิสระ พี่สุก็มาบ้าระห่ำทางอาชีพพี่สุ พี่สุถึงอยู่ได้ขนาดนี้คะ เลี้ยงตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งสามีก็ได้ คือสามารถเลี้ยงตนเองได้คะ นี่คือความบ้าระห่ำของพี่สุคะ (ไม่ได้ยกย่องตนเองนะคะ เพียงให้ตระหนักรู้ว่า เป็นคนจริงจัง ทำอะไรแล้วต้องถึงที่สุดคะ) โอ้ย ลูกตื่นแล้ว แม่ลูกอ่อน ไม่รู้คิดถูกคิดผิดเพราะนี่ก็จิตอาสาของพี่สุขณะนี้คะ อุปการะ เด็กที่ไม่พร้อมคะ ให้เขาพร้อม ให้ความอบอุ่นเขาคะ