เข้าใจ ยอมรับ และให้อภัยผู้อื่นมากขึ้น

        วันดีๆอากาศดีๆ ต้อนรับปีใหม่ เลยอยากเอาเรื่องเล่าดีๆมาแบ่งปัน  ต่อจากบันทึกที่แล้ว  เรื่องเล่าเร้าพลังตอนที่ 1    ซึ่งติดค้างว่าจะนำเรื่องเล่าที่อ้ายเจริญ  อาษากิจ  เจ้าหน้าที่ห้องยา  โรงพยาบาลได้เล่าไว้  ว่าได้ไปร่วมปฏบัติธรรม 5 วัน 5 คืน ที่สำนักปฏิบัตฺธรรมสัญญโต อ.ดอยสะเก็ด  เชียงใหม่  กับแม่ชีอมรีรักษ์  เป็นแนวปฏิบัติแบบ  ยุบหนอ พองหนอ  ซึ่งหมายถึง     เน้นการนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ไม่สนับสนุนการนั่งกรรมฐานแบบสมถะ หากพบอะไรหรือเห็นอะไรในสมาธิ ให้ตัดให้หมด การตัดนี้ หมายถึงการตัดเทพ พรหมที่มาปรากฏในสมาธิด้วย   การนั่งสมาธินี้ ให้กำหนดจิตที่ท้องที่พองขึ้นลงตามการหายใจว่า พองหนอ ยุบหนอ แล้วเอาจิตไปจับที่รูปกายของเราทั้งหมดที่นั่งอยู่ว่านั่งหนอ  เสร็จแล้วต้องเอาจิตไปจี้ตามจุดต่าง ๆ ตามร่างกาย  การภาวนายุบหนอ พองหนอ และการจี้จุดด้วยจิตนี้  เมื่อจิตเป็นสมาธิ   ในที่สุดจิตก็จะเข้าสู่ภวังค์ และจิตก็จะว่างลง คำภาวนาทั้งหลายและการจี้จุดต่าง ๆ ในร่างกายของจิต จะหยุดลงเองโดยอัตโนมัติ

     

       

        อ้ายเจริญเล่าว่าไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ใหม่ๆรู้สึกท้อ  เพราะเมื่อยและทรมานสังขารมาก   ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง  เพราะแม่ชีท่านเคร่งครัดมาก   อยากให้ทุกคนทำให้ได้   แต่ท่านก็ให้กำลังใจเสมออย่างมากๆๆๆๆ  จึงทำให้การปฏิบัติธรรมนั้นลุล่วงไปด้วยดี อย่างน้อยก็เป็นการทดสอบความอดทนของตัวเอง   ลองดูกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันดูนะคะ

03.00 น. ทำวัตรเช้า
06.30 น. รับประทานอาหารเช้า (ฟังเสียงระฆัง)
07.30 น. ปฏิบัติรวมในศาลา (รอบ 1)
10.45 น. รวมในวิหาร สวดมนต์และรับประทานอาหารกลางวัน
12.45 น. ปฏิบัติธรรม (รอบ 2)
16.00 น. ทำวัตรเย็น
18.30 น. รับน้ำปานะที่โรงครัวของสำนักฯ
19.45 น. ปฏิบัติธรรม (รอบ 3)
22.00 น. พักผ่อน

 

         ซึ่งในการปฏิบัตฺธรรมที่นี่แม่ชีจะเน้นให้เราทบทวนตัวเอง  สำรวจตัวเอง  ว่า “เรา คือ ใคร”   

  • เรามาจากไหน 

  • กำลังทำอะไร 

  • และเพื่อใคร

           ผู้เขียนถามอ้ายเจริญว่า  ไปครั้งนี้คาดหวังว่าจะได้อะไร  และได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่  อ้ายเจริญบอกว่า  เคยไปปฏิบัติธรรมมาหลายที่แล้ว  แต่ที่นี่เคร่งครัดและติดดินมาก  คือไม่ต้องเน้นพิธีรีตองมากมาย   เน้นที่ให้ปฏิบัติจริง  เลยทำให้ได้เกินกว่าที่คาดหมาย  อย่างแรกคือ  รู้จักตัวเอง  เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น  เพราะที่ผ่านมาเป็นคนใจร้อน  แต่พอกลับมาได้นำมาใช้กับการทำงานกลายเป็นคนใจเย็นขึ้น  รับฟังคนอื่นมากขึ้น  เมื่อฟังเขามากขึ้นเลยทำให้เข้าใจเขามากขึ้นด้วย  แต่ที่ดีที่สุด  คือ การยอมรับและให้อภัยผู้อื่น  เลยทำให้ทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

         ฟังอ้ายเจริญเล่าแล้ว  รู้สึกดีใจแทนผู้บริหารที่ไม่เสียเปล่าอนุมัติให้ไปทำกิจกรรมนี้    ผู้เขียนเลยทำหน้าที่ต่อ  ถามว่า  ถ้าการไปครั้งนี้รู้สึกว่าดี  แล้วจะบอกต่อคนอื่นไหม   อ้ายเจริญบอกว่า  “ ถ้ามีโอกาสก็อยากแนะนำคนอื่นได้ไปอย่างผมด้วย  แต่ถ้าไม่มีโอกาสก็อยากแนะนำให้  ทุกคนพยายามทำใจให้สงบบ้าง  หันมาดูตัวเองตามที่แม่ชีแนะนำว่าเราเป็นใคร  กำลังทำอะไร  ค่อยๆคิด  ค่อยๆทำใจให้สงบ  หรือจะนั่งสมาธิเองที่บ้านก็ได้    แรกๆต้องใช้ความอดทน    อย่างน้อยก็เป็นการทดสอบความอดทน อดกลั้นของตัวเอง”   

          ในส่วนตัวผู้เขียนเองเห็นว่า  การทำใจให้สงบหมายถึง  การรู้สึกผ่อนคลาย  เป็นสุข  และมีอิสระ  ไม่มีความวิตกกังวล  ความเครียด   เพราะผู้เขียนว่า ความรู้สึกเหล่านี้เป็นพลังลบ  ที่จะทำลายความสุขของเรา    ซึ่งการทำให้ใจเราสงบไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ก็รับรองไม่ยากเกินความสามารถ  ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องอาศัยกุสโลบายของแต่ละคน   สำหรับตัวผู้เขียนเองทำอย่างนี้ค่ะ

  •  มองโลกในแง่บวก  และพยายามอยู่ห่างๆคนที่มองโลกในแง่ลบ

  •  ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองมี  ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

  •  ปรับตัวและยอมรับกับเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเกิดขึ้นรอบตัว เช่น การนินทาว่าร้าย  การอิจฉาริษยา หนาวไป ร้อนไป

  •  พยายามลืมเรื่องอดีตที่เลวร้ายซะบ้าง 

      และที่สำคัญอีกอย่าง  คือ หมั่นออกกำลังกายเพื่อให้ตัวเองเหนื่อยอย่างสม่ำเสมอ   เพราะ สารแห่งความสุข จะได้หลั่งออกมามากๆ  แล้วทำให้เราหลับสบาย  อิอิ  ลองเอาไปใช้ดูนะคะ 

Take Care

ขอบคุณค่ะ