ไม่เพียงแต่คำบอกรักของนิสิตที่เอื้อนเอ่ยต่อแม่ผ่านจดหมายเท่านั้น แต่หลายฉบับมีข้อเท็จจริงอันเป็นปรากฏการณ์ชีวิตของนิสิตในมหาวิทยาลัยอย่างไม่กังขา ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการเรียน ความรัก และกิจกรรม บางเรื่องถึงขั้นน่าจะกลายเป็นจดหมายเหตุแห่งมหาวิทยาลัยได้ด้วย

ช่วงเที่ยงของวันหนึ่งเมื่อสองปีที่แล้ว
          วันนั้น ผมและน้องๆ ในทีมงานหลายคน
(นุ,นุ้ย,เจี๊ยบ,ก้อง) ได้มีโอกาสไปนั่งทานอาหารเที่ยงร่วมกัน  ครั้งนั้นพิเศษหน่อยก็ตรงที่มีอาจารย์มงคล คาร์น จากคณะสถาปัตยกรรมฯ มาร่วมโต๊ะด้วย  ทั้งหลายทั้งปวงนั้น  เราต่างก็กินข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย แต่หลักๆ สิ่งที่คุยกันก็มักข้ามไม่พ้นเรื่องการงานเสมอ  จนอาจเรียกได้ว่า วันใด หรือมื้อใดไม่มีการคุยงานในวงอาหาร แสดงว่าวันนั้นต้องมีอะไรผิดเพี้ยนในมิตรภาพระหว่างเราด้วยกันเอง

          วันนั้น  เราคุยกันว่า ทำไมมหาวิทยาลัยถึงไม่มีกิจกรรมวันแม่กับเขาบ้าง ?

          สำหรับผมนั้น  ผมก็แสดงความคิดแต่เพียงสั้นๆ ว่า “หรือเพราะเราโตเกินกว่าที่จะจัดกิจกรรมในทำนองนี้กันแล้วหรือ ?”

          ครับ “เราในที่นี้หมายถึงมหาวิทยาลัยและชาวกองกิจการนิสิต นี่แหละ  ซึ่งทุกคนก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่หรอก, เราไม่ได้โตเกินกว่าที่จะจัดกิจกรรมเรื่องเหล่านี้เลยสักนิด  เพียงแต่ที่ผ่านมา  เราไม่เคยคิดที่จะทำกันเฉยๆ เอง”

          สุดท้ายผมเลยทิ้งปมประเด็นในโต๊ะอาหารว่า “ถ้าจะทำ เราจะทำอะไรดีล่ะ ?”
          และเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น น้องคนหนึ่งก็เอ่ยออกมาอย่างไม่ลังเลว่า “ประกวดเขียนจดหมายถึงแม่ และประกวดภาพถ่ายที่เกี่ยวกับแม่ของนิสิตกันดีกว่า !”  ซึ่งผมก็ตอบกลับไปทันควันว่า “ได้เลย”  พร้อมๆ กับมอบให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องทั้งปวง

          ครั้งนั้น เราให้นิสิตเขียนจดหมายถึงแม่ด้วยตัวเอง  กำหนดให้เขียนด้วยลายมือ  จ่าหน้าซองถึงแม่ที่อยู่ทางบ้านโดยไม่ต้องปิดแสตมป์  เสร็จแล้วมาหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ที่น้องๆ นิสิตคณะสาธารณสุขได้ช่วยจัดทำขึ้น (ปณ.กองกิจการนิสิต มมส) 

          ปีแรก มีจดหมายส่งมาเยอะมาก  เราพิจารณาคัดเลือกจดหมายดีเด่นและมอบทุนการศึกษาให้กับนิสิต พร้อมกับการเชิญนิสิตมาขึ้นเวทีสัมภาษณ์เปิดใจให้ทุกคนได้ร่วมซึมซับความงามของคำว่า “แม่” ร่วมกัน  โดยจดหมายทุกฉบับ  ผมควักทุนส่วนตัวจ่ายค่าแสตมป์ให้กับนิสิต แล้วให้ทีมงานส่งไปตามที่อยู่ที่นิสิตจ่าหน้าซองไว้อย่างไม่ตกหล่น  ซึ่งครั้งนั้นมีจดหมายบางฉบับถูกส่งไปหาแม่ที่ทำงานอยู่ไกลถึงต่างประเทศเลยก็มี

 


สำหรับปีนี้...
         
ผมยังคงยึดมั่นในแนวทางเดิมอย่างไม่ผิดเพี้ยน  ทีมงานทุกคนเทใจทำเรื่องนี้กันอย่างเปี่ยมสุข  จดหมายหลายฉบับทยอยเดินทางมาถึงเราอย่างอบอุ่น  น้องๆ ทีมงานอ่านจดหมายกันแบบ “ซึมลึก”  บางคนถึงขั้นน้ำตาคลอเบ้าเลยก็มี  เพราะในบางฉบับชวนรักและชวนเห็นใจอย่างที่สุด

          ผมและทีมงานเชื่อเสมอมาว่า  จดหมายของนิสิตที่ส่งไปถึงแม่นั้น  เป็นเรื่องราวแห่งความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นกับนิสิต  เพราะคงไม่มีใครหาญกล้าพอที่จะเล่าเรื่องใดๆ หรือบอกรักแม่อย่างลมๆ แล้งๆ ได้เป็นแน่... 

          ไม่เพียงแต่คำบอกรักของนิสิตที่เอื้อนเอ่ยต่อแม่ผ่านจดหมายเท่านั้น  แต่หลายฉบับมีข้อเท็จจริงอันเป็นปรากฏการณ์ชีวิตของนิสิตในมหาวิทยาลัยอย่างไม่กังขา  ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เกี่ยวกับการเรียน  ความรัก  และกิจกรรม  บางเรื่องถึงขั้นน่าจะกลายเป็นจดหมายเหตุแห่งมหาวิทยาลัยได้ด้วย

          ในอีกมุมหนึ่ง  จดหมายบางฉบับยืนยันว่า  เป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึงแม่  บางฉบับยืนยันว่าในชีวิตไม่เคยบอกรักแม่มาก่อน  ก็ได้อาศัยจดหมายนี่แหละเป็นใบเบิกทางสำหรับการสื่อสารคำรักและความรักที่มีต่อ “แม่” ของตัวเอง ..

 


นิทรรศการภาพถ่ายชาวค่าย...ส่วนหนึ่งของการถอดบทเรียนในมิติของ "ภาพ"

 

ท้ายที่สุด...
         
ล่าสุดในเดือนแห่งความรักของแม่ที่ผ่านมานั้น  ทีมงานได้พิจารณาตัดสินจดหมายที่นิสิตเขียนถึงแม่อย่างเข้มข้น  ภายใต้หัวข้อที่ผมใช้ชื่อว่า “จดหมายจากมหาวิทยาลัยถึงคนไกลที่อยู่ทางบ้าน”  ซึ่งมีการนำพานิสิตที่ได้รับรางวัลมาเปิดเผยความในใจ บอกเล่าประสบการณ์ชีวิต รวมถึงพลังแห่งความรักที่มีต่อแม่ เพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตร่วมกันอย่างไร้พรมแดน  โดยค่ำคืนดังกล่าว  ทีมงานได้จัดฉายวีดีทัศน์แม่ของนิสิตที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการเขียนจดหมายในครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน  วีดีทัศน์ชุดนี้  ทีมงานแอบไปถ่ายทำที่บ้านเกิดของนิสิต เสร็จแล้วก็นำมาฉายให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสอุ่นไอความรักของแม่ที่มีต่อลูกไปพร้อมๆ กัน  เป็นการจู่โจมแบบไม่ให้นิสิตรู้ตัวล่วงหน้า  สร้างความซาบซึ้งและประทับใจแก่เจ้าตัวและนิสิตอื่นๆ ที่ทะลักเข้ามาร่วมเยี่ยมชมงานในวันนั้นอย่างมากมายก่ายทอง         

          อย่างไรก็ดี  ผมใช้เวลาอ่านจดหมายเหล่านี้ไม่นานนัก แต่ก็ไม่ได้ลังเลที่จะนำเอาจดหมายทุกฉบับมาผลิตเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับนิสิตในมหาวิทยาลัย  เพราะเรื่องแต่ละเรื่องคือความงดงามที่ผมเชื่อว่าจะทำให้ใครต่อใครได้ตระหนักถึงคุณค่าและความหมายของคำว่า “แม่”  อย่างไม่ต้องสงสัย  รวมถึงการได้หวนทบทวนถึงจังหวะและทิศทางของการก้าวไปของตัวเองอีกครั้ง  และเพื่อตอกย้ำให้รู้ว่าในโลกอันกว้างใหญ่นั้น  เราต่างล้วนไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและลำพังเลยสักนิด อย่างน้อยก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเฝ้าคอยห่วงหาและห่วงใยในวิถีแห่งการก้าวเดินของเราอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

          ท้ายที่สุดนี้  ผมไม่จำเป็นต้องบอกหรืออธิบายถึงถ้อยคำ หรือกระบวนคำใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องศิลปะการเขียนจดหมาย  การใช้ภาษาไทย  การคัดลายมือ  วิธีของการบอกรัก  หรือแม้แต่การนิยามความหมายของคำว่าแม่  เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่าจดหมายทั้งหมดนี้  มีความงามและคุณค่าในตัวตนของมันเองอย่างมากมายก่ายกอง

          สำหรับผมและทีมงานนั้น  เราต่างชัดเจนแล้วว่า “เราไม่เคยโตเกินกว่าที่จะจัดกิจกรรมในทำนองนี้เลยสักนิด (และเราก็ไม่เคยโตเกินกว่าที่จะบอกรักแม่) ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกบอกรักด้วยวิธีการใดเท่านั้นเอง

 

                                          ด้วยมิตรภาพและความรัก
                                                พนัส  ปรีวาสนา

 

...

นี่คือ คำนำในหนังสืออ่านนอกเวลาของนิสิต มมส ที่ผมจัดทำขึ้นในกระบวนการหนึ่งของการจัดการความรู้จากชีวิตของนิสิต  สู่การแปรเปลี่ยนความคิดนั้นเป็นนวัตกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ร่วมกันในแบบฉบับของ "เรา" เอง