รูปของน้องชายเมื่อครั้งเยาว์วัย
ช่วงวัยเด็ก ...พี่ไม่เคยรู้ว่า...หากพี่พิการทางกายแล้ว พี่จะรู้สึกเช่นไร?....
นึกย้อนไปที่ครอบครัวของเรา...เมื่อครั้งพวกเรายังเยาว์วัย พี่ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่า...คนใกล้ตัวของพี่ หากพิการแล้วจะอยู่อย่างไร? เป็นเช่นไร? หรือรู้สึกแบบไหน? คงเพราะโลกทรรศน์ของพี่แคบเกินกว่าจะเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น
วัน ๆ ก็มีแต่เรื่อง...สนุก ตามประสา คิดถึงวันคืนที่ล่วงผ่านมาในอดีต ภาพบางภาพ...ยังคงระลึกถึงได้ ภาพบางภาพก็จางหายไปกับกาลเวลา
....
....
....
พี่ชายคนโต...ที่พ่อกับแม่เคยบอกว่า...เป็นโรคหัวใจรั่ว...ทั้ง ๆ ที่เราเคยนอนเรียงกันเป็นตับ ภายใต้มุ้งเดียวกัน...สมัยนั้น ตัวพี่เองก็ยังไม่รู้สึกเลยว่า..พี่ชาย อ่อนแอและบอบบางเกินกว่าจะเล่นสนุกสนานไปกับพวกเราได้ตลอดเวลา
รูปพี่ชายที่แม่อุ้มก่อนเสียชีวิต
ภาพความทรงจำ มันเลือนลางเกินไปที่จะบอกว่า...พี่ชายเจ็บปวดและทรมานแค่ไหนกับการทนอยู่ของชีวิต.... “ด้วยความบอบบางทั้งร่างกายและจิตใจ”
พ่อกับแม่บอกว่า...พี่ชายอยู่กับเราตั้งแต่เล็กจนโตหลายปี จนพ่อกับแม่ต้องตัดสินใจซื้อชีวิตพี่ชายด้วยชีวิต เพราะนั่นคือคำตอบ หากพี่ชายอยู่ก็น่าสงสารและทรมาน.... สุดท้ายชีวิตของพี่ชายก็พ้นทุกข์ที่โรงพยาบาลศิริราช ...นานมากแล้ว นาน...มาก... นานมากทีเดียว
รูปพี่ชายที่แม่อุ้มครั้งเมื่อมีชีวิตอยู่บนองค์พระปฐมเจดีย์
ในมือของพี่ถืออะไร?ไว้นะ...มันคงเป็นกล่องแห่งความสุขที่พี่อยากได้มาทั้งชีวิตของพี่แน่ ๆ ...เลยใช่มั้ย
....
พี่ชายจากครอบครัวของเราไป โดยที่ตัวพี่เองก็ไม่มีความรู้สึกทุกข์ร้อนอันใดนัก เพราะโลกของพี่ เป็นโลกในวัยที่พี่เด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่า...ความทุกข์เป็นเช่นไร? ความเสียใจเป็นอย่างไร? และความสูญเสียคืออะไร?
หากแต่ทุกวันนี้...พี่ยังคงระลึกถึงพี่ชายคนนี้เสมอ....ครั้งคราใดที่มีโอกาสได้ทำบุญทำกุศล พี่ชายยังคงอยู่ในหัวใจของพี่เสมอ พี่คิดทุกครั้งนะว่า...หากเรามีวาสนาต่อกันจริง เราคงได้พบกันอีก ณ.ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ...พี่เชื่อของพี่อย่างนี้…
....
ภาพถ่ายเมื่อครั้งที่มีโอกาสได้กราบพระและทำบุญ
มาวันนี้...นั่งดูรูปภาพเก่า ๆ ที่เก็บสะสมเอาไว้.....พี่เห็นน้องแล้ว...พี่รู้สึกถึงหัวใจของน้องทุกครั้ง...
น้องเดินสี่ขา...โดยปราศจากไม้เท้าค้ำยัน...พี่เชื่อแล้วว่า...คนพิเศษของพี่...ไม่ใช่ใครที่ไหน คนพิเศษคนนี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม หากแต่ความรู้สึก ณ เวลานั้น ที่พี่เด็กเกินกว่าจะเข้าใจ... ความรู้สึกในหัวใจของน้องได้
พี่นั่งนึกนะว่า...น้องยิ้มและหัวเราะทั้ง ๆ ที่เดินสี่ขา อย่างสนุกสนานได้ด้วยเหตุใด? ความรู้สึกของพี่ตอนนี้ต่างกับเมื่อก่อนราวฟ้ากับดิน น้องรู้มั้ย!! ทั้ง ๆ ที่เราต่างก็เดินเหมือนกัน พี่เดินด้วยขาทั้งสองข้างของพี่ แต่น้องต้องอาศัยสิ่งอื่นมากกว่าขาของน้องที่มีอยู่ ....เราต่างก็เดินเหมือนกันจริง ๆ นะ แต่พี่ยอมแพ้หัวใจของน้อง ....
คิดอีกครั้ง เราต่างก็โชดดีกันคนละแบบ น้องว่ามั้ย!!
ลูกของพ่อและแม่ เหลือ 6 คน ที่ยังมีชีวิตอยู่ น้องคือผู้ที่พี่ยอมรับในหัวใจที่ทรนงมากที่สุด ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เพราะสิ่งใดหรือ?
เราอาจอ่านใจกันด้วยแววตา มากกว่าคำพูด....ด้วยห้วงเวลาที่นานมากตลอดเยาว์วัย
พี่รู้ว่า...น้องต้องอดทนแค่ไหน? เพื่อกลับมายืนให้ได้อีกครั้ง น้องล้มลง พวกเราพี่น้องก็ช่วยกันพยุง คนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกสนุกสนานและหัวเราะด้วยกันเสมอใช่มั้ย น้องหัวเราะบ้าง พี่หัวเราะบ้าง เราต่างหัวเราะให้กันและกัน.....เอ้า!!!ล้มอีกแล้ว แล้วก็ดึงมือกันขึ้นมา....จนพวกเราพี่น้องนับกันไม่ถ้วนว่า น้องล้มแล้วลุก... ลุกแล้วล้ม กี่ร้อยกี่พันครั้ง
ถึงอย่างไรก็ตาม....เราก็ยังโชคดี ซึ่งกันและกันเสมอ ที่เราพี่น้องอายุไล่เลี่ยกัน น้องจึงเติบโตด้วยไม้ค้ำยันที่มีชีวิตและจิตใจ เคียงคู่กันมาโดยตลอด ...น้องสาวที่เป็นไม้ค้ำยันของน้อง ที่ช่วยกันค้ำจุน ตั้งแต่เรียนอนุบาล ชั้นประถม จนกระทั่งจบชั้นมัธยมด้วยกัน
แม่เคยบอกว่า...สมัยเด็ก ๆ เวลาน้องล้ม ไม้ค้ำยันของน้องก็จะล้มตามด้วย ....น้องจำได้มั้ย.. บางครั้งไม้ค้ำยันของน้องก็ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ(น้องดูรูปข้างล่างนี้ซิ) พี่ดูรูปแล้ว พี่รู้ว่า....ไม้ค้ำยันของน้องร้องไห้เพราะอะไร?
...
ภาพถ่ายที่น้องสาวร้องไห้เพราะเดินล้มด้วยกัน
...
เพราะฉะนั้น เราพี่น้อง พึงระลึกถึงกันให้มาก ๆ นะ... แม้นจะห่างไกลกัน ไปตามเหตุและปัจจัยที่ต่างคนต่างต้องดำรงชีวิตอยู่ ตามครรลองของชีวิต
หากนึกย้อนไปอีก...เมื่อพี่พอจะเข้าใจโลกที่เราอยู่มากขึ้น พี่เข้าใจครอบครัว เข้าใจชีวิต และเข้าใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น....พี่รู้ว่า...ใจของน้องรู้สึกเช่นไร? และพี่ก็รู้ว่า...ปมด้อยเป็นอย่างไร? พี่รู้ซึ้งมากพอที่จะแบกรับมันเอาไว้ด้วย....เวลาที่น้องเดินแล้วล้ม
วันเวลา...ผ่านไป เราต่างโตขึ้น ไม้ค้ำยันของน้องก็ต้องห่างออกไปทุกขณะ....น้องต้องเดินและล้มคนเดียว...
พี่ถึงไม่แปลกใจเลยว่า...เพื่อนของน้องที่เดินอยู่ใกล้ ๆ น้องเมื่อสมัยเรียนนั้น...เป็นคนเช่นไร? และหัวใจเพื่อนของน้องเหล่านั้นเป็นอย่างไร? และพี่ก็คิดเสมอว่า....การเติมเต็มของคำว่า “เพื่อน” นั้นยิ่งใหญ่พอ..ที่จะเรียกว่า “เพื่อน” ได้อย่างจับจิตจับใจ...และพี่ก็รู้ว่า น้องโชคดีที่มีเพื่อนที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น
...
ภาพถ่ายดอกไม้กลางป่า
...
ตลอดชีวิตที่เติบโตมาด้วยกัน พี่ยังจำได้.... สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยที่พี่ไม่รู้หรอกว่า จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 100 ของมหาวิทยาลัยโลกที่มีชื่อเสียง ถึงแม้นว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ จะไม่ติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลก มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือมหาวิทยาลัยในดวงใจของพี่... ที่สอนให้พี่รู้จักคิด... และค้นหาคำตอบให้กับชีวิตของตัวพี่เอง ....
โรงพยาบาลศิริราช คือที่ที่เราเคยชวนกันไป เพียงเพราะว่า...พี่อยากให้น้องรู้สึกว่า น้องเดินได้เกือบเหมือนคนปกติ ที่ไม่ต้องเดินแล้วล้มบ่อยมากนัก ... ด้วยการใส่ขาเหล็กช่วยเสริมให้การเดินสม่ำเสมอและไม่สะดุดล้ม แต่ด้วยเหตุผลที่...น้องสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ การใส่ขาเหล็กต่างหากกับเป็นการเพิ่มภาระให้น้องมากขึ้น สุดท้ายเราก็เข้าใจแล้วว่า.. ณ ปัจจุบันน้องของพี่ดีที่สุดแล้วกับสิ่งที่น้องเป็น
....
....
ความอุตสาหะ ความตั้งใจ คือบันไดที่ทอดมาให้น้องของพี่ คืบคลานด้วยตัวเอง น้องเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ด้วยสองมือ สองขา และหนึ่งหัวใจของน้องที่มีอยู่ พี่เอง...กลับวิ่งตามหัวใจของน้องไม่ทัน
รูปของแม่ที่น้องเริ่มหัดวาด
วันนี้คือความภูมิใจที่พี่รู้ว่า...น้องของพี่ทำได้ น้องเลือกที่จะเดินตามพรหมลิขิตของตัวเอง น้องวิ่งทั้ง ๆ ที่วิ่งไม่ได้... วิ่งตามความฝันของตัวเองจนเจอ...
....
ภาพวาดอีกภาพที่อยากเก็บไว้ในความทรงจำ....ที่ครั้งเมื่อพระองค์ทรงงาน...มองแล้วมีความสุข เป็นภาพวาด อีกภาพหนึ่ง ในจำนวนหลาย ๆ ภาพที่น้องชายผู้พิการวาดขึ้น....งดงามจับใจ
ภาพวาดที่ใส่จิตวิญญาณของน้องลงไป คือคำตอบที่ตัวน้องเอง ....เริ่มต้น นับจากศูนย์ และไต่เต้าจนถึงขณะนี้..พี่ไม่รู้หรอกว่า น้องนับไปถึงไหนแล้ว พี่รู้แต่เพียงว่า...ภาพที่เราหัวเราะร่วมกันในวัยเด็ก ตอนที่น้องล้มลง คือ ความฝันที่น้องต้องไปให้ถึง....และน้องก็ทำได้
....
ภาพวาดรัชกาลที่ 5...ที่น้องชายวาดให้ไว้สักการะพระองค์ท่าน....ที่บ้านในสวน
...
พี่สัญญานะว่า...พี่จะคอยชื่นชม ความสำเร็จของน้องคนนี้ของพี่เสมอ
ครอบครัวของเรา ทุกคนภูมิใจในตัวน้อง ...ภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของหัวใจนักสู้...ที่น้องมี
เป็นพลังใจให้น้องก้าวเดินต่อไปจนถึงปลายทางของชีวิต

ภาพวาด..ดาราฮอลลีวูด...
...
หากวันใดล้มอีก....ทุกคนในครอบครัวเชื่อมั่นว่า น้องต้องลุกขึ้นเองได้
พวกเราทุกคนจะเดินร่วมไปกับเส้นทางชีวิตที่ต่างลิขิตด้วยตัวเอง ร่วมกันไปกับน้อง และต่างเป็นเส้นทางฝันของกันและกัน
น้องรู้มั้ย! เรามีเลือดนักสู้ของพ่อและแม่อยู่เต็มร้อย
น้องชายคือสมากชิกคนใหม่หลังจากที่พี่ชายเสียชีวิตไป
ดินสอที่น้องกำอยู่ในมือ..คือความฝันที่น้องบรรจงสร้างด้วยตัวเอง
พี่คือตัวแทนของครอบครัวที่ส่งมอบความรักอันยิ่งใหญ่ให้แก่น้องชายที่มีหัวใจของนักสู้
รับมันไว้นะ...มันจะอยู่คู่กับน้องตลอดชีวิตของน้องเลยทีเดียว
ภาพวาดสมเด็จพระสังฆราชฯ องค์ปัจจุบัน
คุณงามความดีของบันทึกฉบับนี้...
ขอมอบให้ผู้พิการ ที่มีหัวใจทรนงทุกท่าน
เพื่อเป็นกำลังใจที่จะเดินไปให้ถึงปลายฝันของตัวเอง
....










สวัสดีค่ะ
มาชื่นชมความงาม
ของทั้งน้ำใจ
และภาพวาดค่ะ
...................
งดงามมากค่ะ
สวยมากครับผม
ภาพวาดเหมือนจริงมาก
สวัสดีค่ะ คุณแสงแห่งความดี
สวัสดี ครับ คุณ ณัฐรดา
บันทึกนี้ ผมเขียนให้น้องชาย ผู้พิการ
ปัจจุบัน...น้องชายคนนี้ ได้ไต่ตามความฝันของตัวเองมาถึงระดับหนึ่ง
ความสำเร็จ....จึงเป็นของเค้า ทั้งกายและจิตใจ ...ครับ
ด้วยความห่างกัน....การเขียนบันทึกที่ทดแทนความรู้สึกที่พี่ชายควรกระทำ...
ที่มิใช่...หวังผลหรือสิ่งตอบแทนใด ใด
แต่หากเป็นการสร้างพลังแห่งชีวิต ที่เรามี....ถ่ายทอดให้สังคม รับรู้บ้าง
อย่างน้อย....หัวใจของใคร หลาย ๆ ดวง อยากซึบซับความรู้สึก เช่นนี้ เพื่อเติมไฟฝันให้กับตัวเอง..บ้าง
...
ขอบพระคุณ คุณณัฐรดา มาก ครับ
ไม่ได้คุยกันนานค่ะ
สบายดีไหมค่ะ
รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
หนาวแล้วค่ะ
ชื่นชมจังเลย..สำคัญตรงที่คุณแม่หัวใจเพชรจริงๆเลี้ยงลูกได้อย่างน่ายกย่องจริงๆค่ะ..ชืนชมคุณแม่ค่ะหน้าตาสดชื่นมีความสุขไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรแม่ก็เลี้ยงได้อย่างสุขใจ..ครูอ้อยเล็กก็มีเพื่อนที่เป็นแบบนี้แต่ไม่ถึงน้องแสงแห่งความดี..เขาจะช่วยตัวเองมากที่สุดหัวใจแกร่งพอๆกัน..พวกเราอยากอุ้มเขาใส่สะเอวเดินไปด้วยกัน แต่เขาไม่ยอมจะเดินเอง..เขาขาลีบข้างเดียวค่ะ..
ขอเก็บรูปองค์พระสมัยโน้นนะคะ..
เป็นบันทึกที่ประทับใจมาก
ครูป.1 รักพี่ๆน้องๆมากเช่นกัน
เห็นบันทึกของคุณแสงแห่งความดีแล้ว
รู้สึกอยากรักพี่ๆน้องๆมากกว่าเดิม
สวัสดีค่ะ
อยากมีพี่น้องที่อบอุ่นแบบนี้บ้างจังเลยค่ะ
อ่านบันทึกด้วยความตื้นตัน ค่ะ
พี่ชายคุณแสงคงมีภาวะผนังหัวใจรั่ว หรือเลือดดำและแดงปนกัน
เป็นภาวะที่ลำบากมาก ภาวะหนึ่ง
คุณแม่ผู้มีแววตาเข้มแข็ง เปี่ยมด้วยความรัก
ดิฉันยกย่องท่าน รวมทั้งคุณพ่อด้วย
น้องชายคุณแสง ฝีมือชั้นพิเศษ นะคะ
คุณแสงเขียนเรื่องน้องอีกนะคะ อยากทราบเรื่องราว การฝึกปรือ เพียรพยายาม
รวมถึงพรสวรรค์
ครอบครัวอบอุ่น น่ารัก
ทุก ๆ คนคงจะ รักกัน เอื้ออาทรต่อกัน
ถ่ายทอดหน่อยค่ะ
ขอบคุณสิ่งดี ๆ จากบันทึกนี้
แวะมาเป็นกำลังใจด้วยค่ะ ความปรารถนาที่ดีมักจะส่งถึงผู้รับปลายทางเสมอค่ะ ขอให้มีความสุขกับหน้าที่ที่เหนือหน้าที่ การเป็นผู้ให้สิ่งดี ๆ แก่กัลยาณมิตรค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านเรื่องราวดี ๆ ของครอบครัว
ชื่นชมน้องชายคุณแสงแห่งความดีค่ะ คนที่ไม่พิการกาย...บางคนยังต้องอาย
และยอมให้กับหัวใจที่เข้มแข็งค่ะ
หัวใจที่ยิ่งใหญ่จะเข้มแข็งได้ ก็ด้วยตนเองเป็นปัจจัยหลัก และยังต้องมีครอบครัวที่คอยช่วยเป็นไม้ค้ำยันที่เข้มแข็งอีกด้วย
ฝีมือการวาดภาพชั้นครูเลยค่ะ
น้องชายคุณแสงแห่งความดีคงปลื้มใจและมีความสุขกับ ความรัก ที่พี่ ๆ มีให้อย่างเปี่ยมล้นนะคะ
(^___^)
... ... ...
ความรัก เข้าใจ ความอบอุ่นในครอบครัว พิชิตทุกอุปสรรคค่ะ
ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้น้องชายคุณแสงฯ นะคะ
สวัสดี ครับ
2.
เมื่อ ศ. 20 พ.ย. 2552 @ 13:09
............น้องชาย..เคยพูดว่า....
....ชีวิตคนเราเนี่ย!! เลือกเกิดไม่ได้ จริง ๆ ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากเกิดมาอยู่ในสภาพแบบนี้
แต่เมื่อเกิดมาแล้ว.....ต้องยอมรับและเลือกที่จะอยู่
อยู่อย่างไรให้รู้ว่า แม้นเกิดมามีตำหนิทางร่างกาย....แต่หัวใจกลับไร้ร่องรอยแห่งตำหนินั้น..... ต้องสวมหัวใจสิงห์ ให้แกร่งกว่าคนปกติ หลายเท่าตัวนัก
เพราะหัวใจที่แกร่งเป็นเสมือนเกาะที่ห่อหุ้ม ให้ฟันฝ่าอุปสรรค ที่ขวางทางอยู่เบื้องหน้า...
ของนอกกาย... เป็นตำหนิ มองผ่านเผิน...อาจไม่เห็นคุณค่า แต่เมื่อกล้าสู้โลกแล้ว....ฝันไว้เช่นไร ก็ไม่เคยไกลเกินเอื้อม
น้องชาย ..เคยท้อถอยเพราะการเดินที่ล้มแล้วก็ลุกอยู่เสมอ ๆ...
.... คนเรามีตำหนิกันไปคนละแบบ แต่เมื่อรู้ว่าตำหนิของตัวเองมีมากกว่าปกติ ก็ต้องกัดฟันสู้....ให้มันรู้ไปเลยว่า หัวใจแบบนี้แหละ...แข็งแกร่งพอที่จะก้าวต่อไป ให้สมกับที่เกิดมาแล้ว.... ไม่เสียดายที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อและแม่คนหนึ่งเหมือนกัน....
ขอบพระคุณ คุณครูวรางค์ภรณ์ มากนะครับ
ภาพจาก: www.baanmaha.com/.../
ชื่นชมในความสามารถ...และชื่นชมความไม่ย่อท้อของน้องชายค่ะ